วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวไปตามใจฝัน : นมัสเต เนปาล - ตอน 1 -


เที่ยวไปตามใจฝัน : นมัสเต เนปาล - ตอน 1 -

.............................

ฉันเกเรไม่ได้มาจดบันทึกที่นี่ปีกว่า (อยากจะขอโทษเพื่อนๆ จนไม่รู้ว่าจะขอโทษอย่างไรดี แต่ก็ให้อภัยฉันเถิด..)

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาฉันไปเยือนประเทศเนปาล ดินแดนที่อยู่ใกล้พระเจ้าที่สุด...

.............................

การเดินทางครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว พักผ่อนเป็นสำคัญ ฉันไม่อยากให้ความทรงจำดีๆ ครั้งนี้เลือนไปตามกาลเวลา จึงขอนำมาบันทึกในบ้านของฉัน..แห่งนี้... @

นอกจากนี้ฉันหวังว่าข้อมูลที่ฉันได้เล่าต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ …

ฉันนั่งจัดรูปที่จะเอามาลง นั่งเขียนข้อมูลต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย  โดยอาจจะทำเป็นตอนสักสองตอน เพื่อนๆ อ่านไปก็คิดเสียว่าอ่านเอาเพลินก็แล้วกันนะ... K

..........................

........................


ทริปนี้ ฉันใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 20 – 31 ธค. 51

เท่าที่พอสรุปข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศเนปาลก็อยากแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักๆ คือ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ  ซึ่งที่นิยมกันได้แก่ การไป Trekking ตามเส้นทางต่างๆ ตามแนวเทือกเขาหิมาลัย การเที่ยวในอุทยานแห่งชาติชิตวัน  และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ได้แก่ เที่ยวเมืองเก่าปาตัน เมืองเก่าบักตะบูร์ จตุรัสกาฐมาณฑุ หรือลุมพินีวัน เป็นต้น

นี่เป็นสถูปโพทนาท ที่เลี่องชื่อ

 
ฉันวางโปรแกรมในทริปนี้ดังนี้ (ฉันเลือกโปรแกรม Trekking เส้นทาง ACAP หรือ Annapurna Conservation Area Project)

วันที่ 1 : นั่งเครื่องไปลงสนามบินตรีภูวันที่กาฐมาณฑุ พักย่านเทเมล
วันที่ 2 : นั่งรถไปเมืองโพครา
วันที่ 3 : ออก Trekking พักที่หมู่บ้าน Ulleri
วันที่ 4 : เดินทางไปพักที่หมู่บ้าน Ghorepani
วันที่ 5 : เช้าตรู่เดินขึ้น Poon Hill ชมเทือกเขา Annapurna แบบเต็มๆ และเดินทางไปพักที่หมู่บ้าน Tadapani
วันที่ 6 : เดินทางไปพักที่หมู่บ้าน Jhinu เพื่อแช่น้ำร้อน
วันที่ 7 : เดินทางกลับเมืองโพครา
วันที่ 8 : เที่ยวเมืองโพครา
วันที่ 9 : เดินทางกลับเมืองกาฐมาณฑุ เที่ยววัดสำคัญในเมือง
วันที่ 10   : ไปเที่ยวเมืองเก่าบักตะบูร์ พักที่เมืองกาฐมาณฑุ

วันที่ 11   : เที่ยวจตุรัสเมืองกาฐมาณฑุ เที่ยวเมืองเก่าปาตัน
วันที่ 12   : ซื้อของที่ระลึก เดินทางกลับเมืองไทย


รูปวิวเทือกเขา Annapurna

นี่เป็นแผนที่ในการเดิน Trekking ในแต่ละวัน....


สีฟ้า               : จากนายาพูล(Nayapul)ไป อุลเลรี(Ulleri)
สีเหลือง       : จากอุลเลรี(Ulleri) ไป กอเรปานี(Ghorepani)
สีขาว           : จาก กอเรปานี(Ghorepani) ไป ทาดาปานี (Tadapani)
สีแดง          : จากทาดาปานี (Tadapani) ไป จินู (Jhinu)
สีม่วง           : จาก จินู (Jhinu) ไป นายาพูล(Nayapul)

...............................................

การไปเที่ยวเนปาลวิธีเดินทางจากเมืองไทยที่ง่ายที่สุด คือ นั่งเครื่องบิน ไปลงสนามบินตรีภูวันที่กาฐมาณฑุ ....QQQ

สายการบินที่ไปเนปาลก็มี สายการบินรอยัลเนปาลแอร์ไลน์กับสายการบินไทย ซึ่งแน่นอนราคาสายการบินไทยแพงกว่า...

ฉันได้ตั๋วการบินไทยก่อนไปสักเดือนกว่าๆ ราคาตอนนั้นราว 24,330 บาท (ไปกลับ) ได้รอบออกตอนบ่ายสองโมง เพราะรอบที่ออก 10.00 น. เต็มหมด แต่หลังช่วงที่ประเทศมีวิกฤติปิดสนามบิน ค่าเครื่องบินลดลงเยอะเลยเจอเพื่อนจากเมืองไทยเขาได้ราคา 17,000 บาท เท่านั้นแถมได้รอบเช้าด้วย...เซ็งเลย.... L


ได้รับข้อมูลมาว่าในการเลือกที่นั่งสายการบินไทยมาควรจะเลือกที่นั่ง 31k หรือ 31j (ปกติที่นั่งด้านหน้าเขาจะกันไว้ให้คนที่มากับเด็กเล็กๆ)

เพราะได้ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดซึ่งจะกว้างแถมอยู่ริมหน้าต่าง เราจะเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัยเมื่อใกล้ถึงกาฐมาณฑุ ซึ่งฉันก็โชคดีเพราะวันที่ไปไม่ค่อยมีคนพนักงานจึงให้ที่นั่ง 31k นี่ไง วิวสวยๆ เมื่อมองจากที่นั่ง เสียดายที่วันนี้ฟ้าปิดไปหน่อยจึงทำให้บรรยากาศสลัวๆ ไปนิด

เห็นลิบๆขาวๆ นั่นแหละครับเทือกเขาหิมาลัย


ใช้เวลาราวสามชั่วโมงในการเดินทางก็ถึงสนามบินตรีภูวัน..

เวลาที่นี่จะช้ากว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที ลงจากเครื่องก็เดินไปเข้าในอาคารสนามบินแล้วไปเข้าแถวในช่องตรวจคนเข้าเมืองได้เลยเพราะทำวีซ่ามาจากเมืองไทยแล้ว (ค่าวีซ่า 30 $) ส่วนคนที่ยังไม่ได้ขอวีซ่ามาจากเมืองไทยก็สามารถมาทำวีซ่าเข้าที่สนามบินที่นี่ได้ ...

ออ ก่อนออกช่องตรวจคนเข้าเมืองก็แลกเงินรูปีด้วยนะครับ แต่ไม่ต้องแลกเยอะ เพราะที่นี่ถึงแม้อัตราแลกเงินจะไม่ต่างจากในเมืองนัก แต่เวลาแลกเงินจะมีค่าธรรมเนียมในการแลก (ที่สนามบิน 74.6 Rs/1$)  เขาให้แลกขั้นต่ำ 20$

...และสำหรับคนที่จะมาเนปาลให้แลกเงินไทยเป็นเงินดอลล่าร์ก่อนแล้วจึงค่อยไปแลกเงินรูเปีย (Rs) วันที่มาอัตราแลกเงิน 1$ / 34.71 บาท คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ คือ 2 Rs ต่อ 1 บาท

ภาพเมืองกาฐมาณฑุจากมุมสูง

ออกจากด่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง  ก็จะเจอด่านพิธีจะเข้าเมืองด้านนอกสนามบินแล้ว...

...เราจะเจอกองทัพแท็กซี่เยอะมาก แต่ละคนจะกรูเข้ามาหาและเสนอราคาต่างๆ ให้ ฉันใช้สูตรนี้...

...เดินออกมาสักนิดพร้อมยกมือไม่เอาสักคน (วิธีการนี้จะทำให้กองทัพแท็กซี่ลดลงไปหน่อย) พอเดินออกมาสักพักก็จะเหลือแฟนพันธุ์แท้คุณไม่กี่คน ก็ถามไปว่าจะไป กาฐมาณฑุเกทเฮ้าท์ ที่ ทาเมล 200 Rs ใครจะไปบ้าง (บอกราคาไปเลยเพราะขี้เกียจต่อให้เสียเวลา) ก็จะมีคนอาสาพาคุณไปทันที....B


...อันที่จริงฉันก็ไม่รู้หรอกว่าที่พักที่นี่ดีไหม รู้แค่ว่ามันตั้งอยู่กลางทาเมล เลยอยากตั้งต้นหาที่พักจากที่นี่

...หลังจากใช้เวลาสัก 20 นาที ผ่านถนนในเมืองหลวงที่แสนจะขรุขระ แออัดและแคบ ก็จะถึง กาฐมาณฑุเกทเฮ้าท์ อ้อ ปกติเวลาขึ้นรถแท็กซี่จากสนามบินที่นี่มักจะมีนายหน้าขายทัวร์หรือขายที่พักนั่งคู่ไปกับคนขับด้วยเพื่อที่จะขายให้เรา ไม่ต้องตกใจ แม้จะปฏิเสธข้อเสนอก็ชวนคุยไปเลยเพราะเขามักจะให้ความรู้ต่างๆ เราเป็นอย่างดี คนที่นี่เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว...

บรรยากาศย่านเทเมล


ตอนแรกก็กะว่าจะเดินดูที่พักหลายๆ ที่ แต่ไอ้เราปากไวบอกกะเจ้านายหน้าบนรถว่าเราจองที่พักที่นี่ไว้แล้ว ซึ่งดูเขาก็ไม่ค่อยเชื่อเราเท่าไรนัก (พวกนี้ชั่วโมงบินสูง อิ อิ) B....

พอถึงที่ กาฐมาณฑุเกทเฮ้าท์ ซึ่งเป็นที่พักที่ดูแล้วค่อนข้างดี มีบริเวณกว้าง (ในใจคิดว่าไม่ถูกแน่) ฉันก็เลยต้องเดินเข้าไปทำทีว่าเราจองมาจริงๆ นะเฟ้ย!!!!! แต่เมื่อดูเรทที่พักที่นี่แล้วผลปรากฎว่า ห้องพักมีตั้งแต่ถูกยันแพง(6 $– 200 กว่า$ ซึ่งราคานี้ต้องบวก vat  อีก 10%)

ฉันจึงขอไปดูห้องที่ราคาถูกสุดก่อนก็ไม่เลวนัก ดูสะอาดแถมทางเข้าที่พักก็มียามดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงตัดสินใจว่านอนที่นี่(ซึ่งก็ไม่ผิดหวังอย่างที่คิดไว้จริงๆ) ...พรุ่งนี้ก็จรลีไปเมือง Pokhara แล้ว เจ็บตังค์ไว้ดีกว่า 55...

สวนนั่งเล่นบริเวณที่พัก


ย่านเทเมลเป็นย่านที่เหมือนกับถนนข้าวสารบ้านเรา มีร้านค้า มีที่พักมีเยอะแยะ ไม่ต้องกลัวว่ามาที่นี่แล้วจะไม่มีที่พัก

ช่วงปีใหม่เป็นช่วงที่ตรงกับฤดูหนาวถือว่าเป็น Low Season ของที่นี่ ดังนั้นคนจึงไม่เยอะนัก อากาศก็น่าจะราว 10 องศาเซลเซียส กำลังดีเลย...J

ตามถนนในย่านนี้จะมีนายหน้าขายทัวร์ให้เราตลอดทาง สำหรับฉันไม่นิยมซื้อบริการจากทัวร์ กะว่าทริปนี้จะใช้แค่พอร์ทเตอร์สักคนช่วยแบกเป้ตอนไป Trekking ก็พอแล้ว แต่ถ้าใครต้องการซื้อทัวร์แต่ไม่ต้องการซื้อจากที่นี่ก็สามารถซื้อที่เมือง Pokhara ก็ได้นะ ...

ภาพที่พัก

แต่ดูเวลาแล้วคงทำไม่ทันก็คงต้องไปทำที่เมือง Pokhara ดังนั้นช่วงก่อนค่ำจึงเดินเล่นย่านทาเมล พอค่ำก็กลับที่พักทานอาหาร ประกอบด้วยอาหารพื้นเมืองของที่นี่ อย่าง โมโม่ : Momo (คล้ายกับเกี้ยวซ่าบ้านเรา ราคา 140 Rs) และ ดาลบาท :Dhal Bhat (แบบข้าวแกงบ้านเรา) ตามรูปเลย...

โมโม


ดาลบาท


ที่กาฐมาณฑุเขาจะเปิดไฟฟ้าให้ใช้กันเป็นเวลา ปิดตามโซน โซนหนึ่งๆ ก็จะปิดไฟราว 10 ชั่วโมงต่อวัน สลับกันไป ที่พักของฉันพอค่ำไฟในห้องก็ดับเลย เขาจะเปิดไฟสำรองเฉพาะตามทางเดินเท่านั้น...

ที่เนปาลเขาซื้อไฟฟ้ามาจากอินเดีย.. ก่อนนอนคืนนี้ก็แวะไปคุยกะเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อซื้อตั๋วรถทัวร์ไป Pokhara (8$) ได้ของบริษัท Blue Sky และถามทางไปขึ้นรถซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก พรุ่งนี้รถออก 7.00 น. วันนี้ต้องนอนเอาแรงก่อนสำหรับการเดินทางพรุ่งนี้ระยะทางราว 200 กม. ในเวลา 7 ชั่วโมง

บรรยากาศในสวนที่พักหลังไฟฟ้าดับ...

การเดินทางไปเมืองโพครามีอยู่สองวิธี คือ นั่งเครื่องบินซึ่งจะเป็นเครื่องบินเล็ก(ราว 80$) และเดินทางด้วยร์รถซึ่งมีทั้งแบบ Local Bus และ Tourist โดยทั่วไปราคาก็อยู่ราว 6-10 $ มีบางบริษัทก็แพงหน่อยอย่าง Green Line ราคาราว 18$  ออ มีรถตู้อีกแบบ ถ้าจำไม่ผิดราคาราว 15$  ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางเร็วกว่าแบบรถทัวร์ หน่อยคือ เที่ยงๆ ก็ถึงโพคราแล้ว...

บรรยากาศก่อนขึ้นรถ


รถทัวร์ที่จะไปโพครา มีหลายบริษัท ถ้าไม่ได้จองมาก่อนก็สามารถมาขึ้นรถที่ท่ารถได้เลย ราคาก็จะถูกลงหน่อย(เพราะไม่ผ่านนายหน้า)

ก่อนขึ้นรถก็แวะซื้อชานม(20 Rs) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตของที่นี่ กับหนังสือพิมพ์ (30 Rs)  ไว้อ่านบนรถด้วย...  เพื่อนๆ จะรับสักแก้วไหม..... J


บรรยากาศภายในรถ

...เส้นทางจากกาฐมาณฑุ สู่โพคราจะผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ถนนเป็นเลนสวนไปมาเลียบริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ ดูเพลินดี แต่ก็เวียนหัวใช่เล่น ก่อนเที่ยงรถแวะให้ลงกินข้าว ประมาณบ่ายสองครึ่งก็ถึงเมืองโพครา...A


แม่น้ำที่จะรถเราจะแล่นเลียบเคียงไปตลอดเส้นทางไปโพครา


เมืองโพคราเป็นเมืองที่สงบกว่ากาฐมาณฑุเยอะมาก นักท่องเที่ยวผู้นิยมธรรมชาตินิยมมาที่นี่กัน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวเทือกเขา Annapurna จุดเด่นในตัวเมืองคือ ทะเลลาปเฟวา และฉากหลังของเมืองซึ่งก็คือเทือกเขา Annapurna ที่สวยงาม ช่วงที่ฉันมานั้นยอมรับเลยว่าโชคไม่ดีนัก ท้องฟ้าปิดตลอด แต่พอวันกลับเท่านั้นแหละ ฟ้าท่านคงสงสารเลยให้เห็นวิวของเมืองอย่างชัดสักครั้งนึง K

นี่ไงเทือกเขา  Annapurna

(ถ่ายประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้าก่อนจะขึ้นรถกลับกาฐมาณฑุ) 

ลงจากรถแล้วขึ้นแท็กซี่โดยให้เขาพาไปทำ Entry Permit ก่อน (ค่าแท็กซี่ 50 Rs) ซึ่งอันที่จริงก็อยู่ใกล้ๆ สถานีรถนั่นแหละ ใครไปคราวหลังเดินไปดีกว่า ไม่น่าเกินห้านาทีก็ถึง...

รูปสำนักงาน



ใช้เวลาทำไม่นานครับ โดยเราต้องเตรียมรูป 2 ใบ กับเงินค่าธรรมเนียม 2,000 Rs ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ใบ Entry Permit


...............................
จากนั้นกะดินไปหาที่พัก โดยเดินตั้งแต่ด้านทิศใต้ขึ้นไปถึงทางทิศเหนือ ซึ่งใช้เวลาพอสมควรเลย

อันที่จริงก็มีโรงแรมอยู่ในใจแล้วนะครับ แต่อยากเดินดูที่พักที่อื่นด้วย เดิน ๆ ๆ แต่ในที่สุดก็มาพักที่ Peace Plaza Hotel ซึ่งตั้งใจไว้แต่แรกนี่แหละครับ เพราะดูแล้วห้องพักที่นี่สะอาด แถมจากห้องพักสามารถมองเห็นวิวทะเลสาปเฟวา (Phewa) อย่างชัดเจนด้วย (ห้องพักคืนละ 800 Rs) ...

โรงแรมที่พัก

ฉันมาถึงที่พักจัดแจงเก็บของอะไรเสร็จก็สักห้าโมงเย็นแล้ว ตอนแรกว่าจะไปทำ Entry Permit (ใบอนุญาตให้เดิน) และ TIMS (ใบสำหรับลง Check Post) สำหรับการไปเดิน Trekking (เขาบังคับให้นักท่องเที่ยวต้องทำทุกคนนะครับ หากใครไม่มีให้จุดตรวจซึ่งจะอยู่ตามเส้นทางท่องเที่ยวที่จะผ่าน จะโดนปรับแพงมาก อีกอย่างในเมื่อเราไปใช้ทรัพยากรของเขาแล้วก็ควรจะให้ค่าบำรุงค่าดูแลกับเขาเพื่อมันจะอยู่กับเราไปนานๆ ไง)

มุมมองทะเลสาปจากห้องพัก

...............................

วันนี้ฉันต้องจัดการสำหรับการไปเดิน Trekking ในวันพรุ่งนี้...

อย่างแรก คือ หาพอร์ตแตอร์ อย่างที่สองหารถไปส่งที่นายาพูล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดิน ซึ่งปัญหานี้หมดไปด้วยการใช้บริการของที่พักนี่แหละ...

อันที่จริงถ้าเราไม่จ้างลูกหาบที่นี่ก็สามารถไปหาลูกหาบถูกๆ ที่นายาพูลได้ แต่มักจะได้ลูกหาบที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้และไม่มีความรู้ในการให้ข้อมูลต่างๆ

ฉันจึงตัดปัญหานี้ยอมจ้างแพงหน่อยแต่คุยกันรู้เรื่องเพราะเสมือนได้ไกด์ไปในตัวด้วย และที่สำคัญไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง ส่วนเรื่องรถไปส่งไปรับที่นายาพูลก็สามารถไปรถโดยสารก็ได้นะครับ หรือจ้างรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทั่วไป แต่ฉันไม่อยากเสียเวลา เอาสะดวกเหมาไปเลย...

บรรยากาศเมืองโพคราบริเวณทะเลสาปตอนเหนือ



หลังจากจัดการปัญหาต่างๆ หมดไป ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว...

มีเวลาก่อนจะค่ำนิดหน่อยก็เลยเดินเล่นริมทะเลสาป ไม่ได้เที่ยวในเมืองนักแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉันจัดเวลาสำหรับเที่ยวที่เมืองโพคราไว้หนึ่งวันเต็มๆ หลังจากกลับจาก Trekking แล้ว ...K

วันนี้จึงเป็นการเดินเล่นและซื้อของที่จำเป็นสำหรับการไปเดินทนอีก 5 วันข้างหน้า ...ขอบอกว่าใครต้องการซื้อหรือเช่าอุปกรณ์สำหรับการเดินทาง ที่เมืองโพครามีพร้อม ไม่ต้องกังวล

บรรยากาศในเมืองโพครา



...........................................................

ฉันนัดให้รถมารับไปนายาพูลตอน 7 โมงเช้า ออกมาจากห้องก็เอาของที่ไม่จำเป็นสำหรับการไปเดิน Trekking ฝากไว้ที่โรงแรม และบอกให้เขาเตรียมห้องพักให้หลังจากกลับมาด้วยอีก 2 คืน

....และก็นี่ครับ มอล เพื่อนซึ่งทำหน้าที่เป็น Porter ไกด์ และคู่สนทนาที่ดีเยี่ยมของเรา....


...ใช้เวลาจากโพคราประมาณหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ก็จะถึงไปนายาพูล...

ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทนของเรา ที่จริงเส้นทางเดินของที่นี่มีเยอะและหลายแบบมากตั้งแต่สองสามวัน ห้าวัน หนึ่งอาทิตย์ สิบวัน สิบห้าวัน ฯลฯ จุดหมายปลายทางเช่นที่ Poon Hill , Annapurna Base Cape หรือ Jomsom แต่ทั้งนี้ส่วนมากจะใช้เส้นทางที่ผ่าน Poon Hill ไปยังที่ต่างๆ กัน สำหรับฉันเลือกไปแค่ Poon Hill  เนื่องจากมีเวลาจำกัด P...

ทางที่จะไปนายาพูลก็จะผ่านภูเขา(อีกแล้ว) เหมือนเส้นไปแม่ฮ่องสอนบ้านเรา...


มาถึงนายาพูลราว 8.45 น.ลงจากรถแล้วก็เริ่มต้นเดิน Trekking กันเลย...

บรรยากาศในเมืองนายาพูล



การเดินทางเที่ยวในเส้นทางนี้ในแต่ละวันเราจะผ่านหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งมีลักษณะสวยงามต่างกันไป...
ฉันคิดว่าบ้านเรือนของที่นี่มีจุดเด่น คือ การปลูกสร้างบ้านด้วยหิน หรือไม่ก็ดินเหนียว ซึ่งคิดว่าคงเป็นการปรับตัวใช้วัสดุก่อสร้างไปตามพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา โดยเขาจะใช้หินเรียงกันเป็นชั้นๆ โดยใช้ดินเหนียวเป็นตัวประสาน ...

มอลบอกว่าชาวบ้านเขาจะนิยมเดินลงเขาเพื่อไปขนหินจากแม่น้ำซึ่งมีคุณภาพดีกว่ามาสร้างบ้าน ฉันลองคิดดู หินแต่ละก้อนก็โครตจะหนัก ไหนต้องเดินขึ้นเดินลงภูเขาอีก กว่าจะสร้างบ้านแต่ละหลังก็คงเหนื่อยกันเลยทีเดียว...

ตัวอย่าง

อีกรูป

...........................................................

มอลทำหน้าที่ได้เยี่ยมเลย คุยเก่งมาก...I

เขาบอกว่าโดยปกติเขาจะทำหน้าที่ไกด์ ไม่ใช่พอร์ตเตอร์ แต่ก็มีบ้างที่จะช่วยแบกของลูกหาบ (จ้างลูกหาบหนึ่งคนสามารถแบกน้ำหนักได้ประมาณ 15 กก. แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องตกลงกันอีกที)

ฉันถามว่ามอลเคยแบกได้สูงสุดกี่กิโลกรัม เขาว่า 45 กิโล โอยจะบ้าตาย ตัวเขาเล็กเกร็นขนาดนี้นี่นะ...เขาว่าถ้าน้ำหนักขนาดนั้นต้องแบกโดยใช้ที่คาดหัวช่วยด้วย....C

...แต่คงต้องเชื่อเขาล่ะ เพราะตั้งแต่เดินกันมาเราก็ให้เขาแบกของเราเสียทั้งหมด แต่เจ้ามอลยังเดินตัวปลิวยังกะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดกะเรามีแค่ไม้เท้าหนึ่งอันถือไปถือมาบางครั้งยังแทบจะปล่อยทิ้งด้วยซ้ำ.. L

...........................................................

เดินจากนายาลพูลไม่นานนักก็ถึงเมือง Birethanti ซึ่งต้องลงจุดเช็คโพส

จากเมืองนี้ไปก็ถือว่าเป็นการเดินทางที่แท้จริงแล้ว เพราะต้องแต่นายาลพูลมาที่นี่ถนนจะเป็นถนนทางรถ มีความเป็นเมืองอยู่ แต่จากนี้เป็นต้นไป เราจะผ่าน ทุ่งนา ลำธาร น้ำตก เดินขึ้นลงภูเขากันจนเบื่อไปเลย


ตลอดทางที่เราจะไปกัน ทางเดินจะปูด้วยหินไปตลอดเส้นทาง ฉันคิดว่าคนทำเส้นทางนี้คงเก่งมากๆ  เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงอยู่บนภูเขาที่สูงชัน บนพื้นราบ ทางเดินก็จะใช้มาตรฐานเดียวกันตลอด คือ ปูด้วยหิน


การเดินในช่วงแรกก็จะเดินสบายไม่ยากนัก ผ่านทุ่งนา เลาะตามแนวสันเขา


และการเดินทางสี่ห้าชั่วโมงช่วงแรกเราจะยังไม่เห็นเทือกเขา Annapurna นะครับ เพราะหุบเขาต่างๆ จะบังอยู่ ต้องไปถึงที่หมู่บ้าน Ulleri ซึ่งเราจะไปพักคืนนี้ก่อนจึงจะเห็น ดังนั้นวันนี้จึงเป็นการก้มหน้าเดิน เดิน และเดิน


ก่อนที่จะถึงหมู่บ้าน Ulleri ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้เราจะต้องผ่านหมู่บ้าน tikhedhungga จากนี้บ้านนี้เส้นทางจะเหมือนฝันร้ายของฉันเลย เพราะทางจะเป็นทางขึ้นเขาตลอดจนถึง Ulleri เลย ตามข้อมูลที่ได้มา น่าจะประมาณ 3,280 ขั้น

หมู่บ้านด้านล่างลิบๆ นั่นแหละครับหมู่บ้าน tikhedhungga ที่เราเพิ่งเดินขึ้นมา

...........................................................

ประมาณ 14.30 น. เราก็มาถึ.หมู่บ้าน Ulleri....J

เจ้ามอญชมเปราะว่าเดินเก่ง แต่ฉันนี่ขาสั่นพับๆ เนื่องจากเดินขึ้นเขามาตลอด แต่เมื่อมาถึงก็หายเหนื่อยเพราะวิวของที่นี่สวยมาก...

ทักทายแรกกับ Annapurna

ฉันเลือกที่พักที่นี่... Annapurna View Guest House (คืนละ 100 Rs)

ที่พักของเราอยู่ตรงข้ากับ Pratap GH. ซึ่งคงเป็นที่รู้จักกันดี

นี่ครับ Pratap GH.


....โดยปกติราคาที่พักแต่ละที่ไม่ต่างกัน แต่จะไปแพงเรื่องอาหาร ซึ่งก็ต้องเห็นใจเขา เพราะคนที่นี่เขาต้องขนันอย่างมากในการขนอุปกรณ์ หรือเพาะปลูก ถ้าคิดดูดีๆ เราทานในร้านข้าวต้มแพงกว่าอีก

บรรยากาศในหมู่บ้าน


อีกรูป

...........................................................

อากาศตอนที่มานั้นตอนกลางวันก็หนาวอยู่แล้ว ยิ่งใกล้ค่ำ ก็แทบจะอยู่ไม่ติดเลยต้องมานั่งผิงไฟในห้องโถงของที่พัก ส่วนเรื่องอาบน้ำนั้นแม้เขาจะมีเครื่องทำน้ำอุ่นแต่บอกเลยว่า มันช่วยอะไรได้ไม่มากนักเลย...แต่กระนั้นเราคนไทย ยังไงก็ต้องอาบน้ำ....อึ๋ยยยยย  N

บรรยากาศก่อนถึงหมู่บ้าน


.....................................................

เช้าวันต่อมาเป็นการเดินทางไปหมู่บ้าน กอเรปานี(Ghorepani) โชคดีที่เป็นคนตื่นเช้า จึงออกเดินทางกันเร็ว สัก 7.30 น. ก็เดินทางกันแล้ว...

ทางเดินสำหรับวันนี้ก็ให้เพื่อนลองคิดถึงว่าเราไปเดินที่กิ่วแม่ปาน กับอ่างกา ที่ดอยอินทนนท์ เหมือนกันเด๊ะ เลย ถ้าเป็นฤดูร้อนเส้นทางนี้จะสวยมาก เพราะเส้นทางจะโรยไปด้วยกลีบดอกกุหลาบพันปี...

ทางประมาณนี้เลย

...........................................................

เดิน เดิน เดิน สัก 14.45 น.ก็จะถึงหมู่บ้าน กอเรปานี(Ghorepani)

หมู่บ้านแห่งนี้จะมีสองทำเลที่ตั้ง คือ ช่วงก่อนขึ้นภูเขา และช่วงบนภูเขา(ซึ่งต้องเดินขึ้นไปอีกสักสี่ห้านาที)

หมู่บ้านกอเรปานีก่อนที่จะขึ้นภูเขา

...........................................................

ตอนมาเห็นแวบแรกคิดถึงบรรยากาศเมืองแถวยุโรปมากกว่า เพราะลักษณะบ้านพักแนวฝรั่งแถมเขาทาสีฟ้าพรึบทุกหลัง หมอกที่นี่หนามาก ขนาดช่วงบ่ายนะ หมอกเต็มเลย...

...........................................................

ฉันเลือกที่พักบนภูเขา ได้ที่พักที่ชื่อว่า Tukuche Peak View (ราคา150 Rs)

หลังคาสีฟ้าๆ นั่นแหละครับ...

วิวจากห้องพัก ขอบอกว่าวิวขนาดนี้กับที่พักราคาขนาดนี้คุ้มสุดๆ ...K


ใครที่จะขึ้นไปเที่ยว Poon Hill ต้องมาค้างที่เมืองนี้ทุกคน เพราะเป็นเมืองปากทางที่จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Poon Hill ในตอนเช้าตรู่วันต่อมา...

ที่นี่จึงคึกคัก พอสมควรเลย มอลเขาบอกว่าฤดูท่องเที่ยวห้องพักจะเต็มทุกที่ ต้องนอนที่ห้องโถงกินข้าวกัน  ฉันรู้สึกโชคดีที่มาในช่วงนี้ อย่างน้อยไม่ต้องแย่งกิน แย่งนอน...
.........................................

ตอนตี 5 นัดกับมอลเพื่อจะขึ้น Poon Hill ทางเดินก็จะเป็นทางเดินขึ้นเขา ใช้เวลาสัก หนึ่งชั่วโมงก็ถึง ต้องรอพระอาทิตย์ขึ้น ระหว่างนี้ก็เดินวนไปวนมา (อากาศมันหนาวมาก....อยู่เฉยๆ ไม่ได้...)L

หลังจากรอ น้าน นาน ในที่สุดก็เริ่มเห็นวิวของที่นี่แล้ว....

มาเที่ยวตอนหน้าหนาว การขึ้นมาชมวิวที่นี่จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากครับ....ไม่ได้เสี่ยงอะไรหรอกครับ  แต่เสี่ยงเรื่องอากาศปิดเพราะอาจทำให้เราไม่เห็นภาพ เทือกเขา Annapurna ที่เป็นไฮไลท์สำคัญของการมา Poon Hill  วันนี้ก็เช่นกัน กว่าที่ฟ้าจะเปิดก็นานโขอยู่หลายคนรอไม่ไหวก็จะกลับกันก่อน เพราะต้องไปเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปยังที่อื่นต่อ...

เนื่องจากฉันเป็นคนดื้อมากๆๆๆ ไหนๆ มาแล้ว ก็ต้องทนรอให้ถึงที่สุดนั่นแหละ คนอื่นกลับกันเกือบหมดฉันก็ยังทู่ซี้รอ..... ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยได้เห็นภาพสวยๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน



ที่ Poon Hill หนาวมาก จะมือออกจากถุงมือไม่ได้เลยเพราะจะเจ็บปวดมาก โชคดีที่มีกาแฟร้อนขาย (100 Rs) ก็พอช่วยดับความหนาวได้บ้าง...



ฟ้าเริ่มเปิด ต่างคนก็ต่างกดชัดเตอร์รัว

นี่เจ้าหางปลา

ชมภาพกันเยอะๆหน่อย

.........................................

วันนี้ฉันออกเดินทางช้าหน่อย เพราะเอ้อระเหยอยู่บน Poon Hill นาน กว่าจะออกเดินทางก็ปาเข้าไป 9.00 น. ลากอเรปานี ด้วยภาพนี้....

ในเส้นทางที่ฉันมาคราวนี้จะเห็นวิว เทือกเขา Annapurna เต็มๆ ก็ที่ Poon Hill นี่แหละครับ วันนี้เราจะไปค้างที่หมู่บ้าน Tadapani กัน การเดินทางในวันนี้น่าประทับใจมาก เพราะช่วงแรกเราจะเดินชมวิวเทือกเขา Annapurna ไปเรื่อยๆ จากนั้นเดินลงเขา ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายป่าดิบเขา เลียบลำธารไปเรื่อย

ดูรูปเอาเองดีกว่าครับ ภาพนี้เป็นการเดินทางในช่วงแรกของวัน

ลืมบอกไป ที่เห็นขาวๆ บนพื้นนั้นเป็นน้ำค้างแข็งทั้งนั้นเลย

จุดพักเหนื่อยบนยอดเขา

ฉันมีข้อเสนอในการเดินทางไปตามเส้นทางนี้ คือ ถ้ามีไม้เท้าสักอันจะดีมาก เพราะมันจะช่วยลดการกระแทกจากการเดินลงเขา อีกอย่างคือ เสื้อหนาวควรเป็นแบบกันหนาวและกันฝนด้วยเพราะการเดินทางทริปนี้ฉันเจอทั้งอากาศหนาวทั้งฝนตก

นี่เป็นเส้นทางที่เดินลงภูเขา

มีอยู่ช่วงหนึ่งของวันนี้ที่เดินอยู่กลางหุบเขา ก่อนถึงหมู่บ้าน Tadapani จะผ่านหมู่บ้าน Ban Thanti รู้สึกชอบที่นี่มาก เพราะตั้งอยู่ริมลำธาร โดยมีหน้าผาล้อมรอบ

ตามภาพ

.........................................

การเดินลงเขาเกือนทั้งวันในวันนี้ ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขมาก   แต่... M

และแล้วมันก็มาอีก....

...ก่อนถึงหมู่บ้าน Tadapani เราต้องขึ้นเขาอีกแล้ว  โอย  ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้หนอ...L

... 14.30 น. ก็ถึง Tadapani

บรรยากาศของเมือง

คืนนี้ฉันพักที่ Himalaya Touris Guest House (ค่าห้อง 100 Rs) ที่พักที่นี่คึกคักมาก มีนักท่องเที่ยวเต็มเลย..

ตอนมาถึงที่นี่เข้าห้องพักแล้วไม่อยากออกไปไหนเลยเพราะอากาศหนาวมากๆ อยากอยู่แต่ในผ้าห่ม แต่วันนี้เป็นวัน Chistmas  ดังนั้นจึงอยากลงไปนั่งร่วมวงสังสรรค์กับคนอื่นๆ ที่ห้องโถงมากกว่า... %

ที่พัก


ลืมบอกเพื่อไปอย่างหนึ่ง คือ ในการทานข้าวแต่ละมื้อเมื่อสั่งอาหารไปแล้ว เพื่อนๆ หาหนังสืออ่านรอไว้เลย เพราะอย่างน้อยอีกหนึ่งชั่วโมงโน่นแน่ะกว่าจะได้ทาน ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ อยากทานอาหารเร็วๆ เมื่อมาถึงที่พักแล้วก็ต้องสั่งอาหารไว้เลย โดยบอกเขาว่าจะทานกี่โมง ซึ่งเขาจะทำให้ทานเราตรงเวลาพอดี...แปลกแต่จริงนะ...J

ตู้เย็นของที่นี่


กิจกรรมระหว่างนั่งรออาหาร



อย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้เป็นวัน Christmas ดังนั้นวันนี้ทางเกตเฮ้าส์ของเราจึงมี surprise ครับ โดยเขาจัดการแสดงการเต้นรำของคนที่นี่ให้เราชมกัน ...'

ทั้งคนพื้นถิ่นทั้งนักท่องเที่ยวต่างก็ร้องเพลงกัน เป็นภาพที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก ....

K...นักเดินทางที่ไม่เคยรู้จักกันจากประเทศต่างๆ...คืนอันหนาวเหน็บ...

ในวัน Christmas......ร่วมกันร้องเพลง....K

...........................................................

เอาล่ะฉันขอจบตอนแรกไว้ที่ Tadapani คราวหน้าจะมาต่อให้จบเลย....

...จะเล่าทุกเรื่องไม่ว่าเป็นเรื่องเที่ยวเมืองโพคราหรือเที่ยวเมืองกาฐมาณฑุ รับรองมีอะไรน่าชมอย่างแนนอน เพราะวันนี้ใส่รูปไปเยอะข้อมูลลดลงหน่อย สำหรับตอนหน้าอะไรที่ขาดหายไปจะมาเติมให้เต็มนะครับ.....

ก่อนจากก็ชมบรรยากาศคืน Christmas ณ หมู่บ้าน Tadapani  อีกรูป.....



........................................................


...รอตอน 2 กันสักนิดนะ...

........................................................

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net