วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพิร์ล เอส บั๊ค ฉันรักคุณ


..

เพิร์ล เอส บั๊ค ฉันอยากบอกว่า...ฉันรักคุณจริงๆ

คุณสร้างหวางหลุง ชาวนาผู้ขยันขันแข็งให้พูดคุยกับฉันมาหลายวันแล้ว ขอบคุณ..คุณ ผู้หญิงที่มีหัวใจประดุจทองคำ คุณมองผู้ชายอย่างหวางหลุงได้ทะลุปรุโปร่ง และคุณยังสร้างโอลัน หญิงสาวที่ถูกพ่อแม่ขายตั้งแต่เล็กๆ ให้เป็นคนใช้ในบ้านตระกูลฮวง ที่หวางหลุงไปสู่ขอมาเป็นเมีย ให้มีความฉลาด ลึก เข้มแข็ง อย่างที่หวางหลุงไม่อาจประจักษ์ได้ จนกระทั่งถึงวันที่เธอสิ้นลมหายใจ

เพิร์ล เอส บั๊ค ชีวิตของคุณเองเล่า ตั้งแต่เด็กกระทั่งสาว และกลายมาเป็นแม่ของลูกหลายคน เกือบตลอดเวลาคุณอาศัยอยู่ในเมืองจีน ได้เห็นบ้านเมือง เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เห็นสภาวะสงคราม คุณจึงสร้างหวางหลุง ผู้ชายชาวนาจนๆ ที่รักในแผ่นดินได้อย่างสมจริง เพราะคุณมองเห็นมนุษย์เล็กๆ ที่กอร์ปขึ้นเป็นประเทศ  หาใช่มองประเทศในนามของรัฐไม่

เพิร์ล เอส บั๊ค คุณเข้าใจหัวใจคนที่ผูกพันกับแผ่นดินยิ่งกว่าชีวิตได้อย่างไรนะ ทั้งที่คุณไม่ได้เกิดมาเป็นชาวนา คุณเข้าใจหัวใจเขาได้อย่างไร คุณช่างบอกเล่าอากัปกริยาของหวางหลุง ยามขุดดินฟันหญ้า ยามเกี่ยวข้าว อย่างเข้าอกเข้าใจคนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ ได้เป็นอย่างดี อย่างน่าทึ่ง

คุณสร้างตัวละครอย่างหวางหลุง ให้มีความทะเยอทะยานในการสะสมที่ดินทำกิน ด้วยการอดออมกระเหม็ดกระแหม่เงินทองเพื่อซื้อที่ดินจากตระกูลฮวง ที่ต้องประสบกับหายนะ เพราะความลุ่มหลงในฝิ่นของนายผู้หญิง และลุ่มหลงในกามราคะ ของนายผู้ชาย และความสุรุยสุร่ายรักสบายของคนรุ่นลูก

ฉันมองโลกของคุณ โลกของหญิงสาวชาวตะวันตก ผ่านโลกของหวางหลุง ที่เคร่งครัดจารีตในแบบจีน และฉันได้มองสะท้อนกลับมาในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะหญิงสาวอย่างคุณ เพิร์ล เอส บั๊ค คุณไม่เพียงแค่เป็นนักเขียนนิยายแต่คุณเป็นมากกว่านั้น

คนชนบทอย่างหวางหลุง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ บางครั้งต้องอับอายที่ไม่สามารถเซ็นต์ชื่อได้ถูกต้องยามทำสัญญาซื้อขาย แต่เขาก็กู้เกียรติและศักดิ์ศรีคืนมาได้ เมื่อวันหนึ่งเงินทองมันส่งเสียงดังแทนตัวเขาได้ในที่สุด

เงินจึงหมายถึงทุกอย่างใช่ไหม เพิร์ล เอส บั๊ค

สังคมจีนยุคที่หวางหลุงยังไว้หางเปีย คนรวยยังรวยล้นฟ้า กระทั่งข้าศึกบุกมาจากโพ้นทะเล มายึดครองแผ่นดิน คนยากจนค่นแค้น จึงบุกถล่มบ้านคนรวย แย่งชิงเอาทรัพย์สินที่พวกเขาซ่อนเอาไว้ตามซอกมุมต่างๆของบ้าน ฉันอ่านแล้ว ขอสารภาพว่าสะใจยิ่งนัก

เพิร์ล เอส บั๊ค คุณเข้าใจหัวใจฉันแน่นอน ถ้าคุณอยู่เมืองไทยในยุคนี้ แล้วรู้ว่ามีชาวบ้านที่ยากจนถูกรังแกมายาวนาน คุณต้องเขียนและทำอะไรสักอย่าง ฉันเชื่อเช่นนั้น

เรื่องที่ฉันเจอมา ทำให้ขอบตาฉันผะผ่าวอยู่หลายวัน

เมื่อราวๆต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฉันไปร่วมรับฟังการปรึกษาหารือของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจบุกยึดป่าปลูกขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านราวๆ ๕๐ คน จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดทั้งคืน ในศาลาวัดทุ่งลุยลาย

รุ่งเช้า ลุงคนหนึ่ง เดินมาถามฉันด้วยใบหน้าซื่อๆว่า

“แล้วผมจะได้ที่ดินของผมคืนมาไหมครับ”

ฉันตกตะลึงในคำถาม อึ้งในหัวสมอง  ทั้งคืน...ที่พวกเขาวางแผนกันว่าจะรับมือกับการต่อต้านการบุกรุกอย่างไรบ้าง ลุงกลับครุ่นคิดอย่างเชื่องช้า และขลาดกลัว

“ที่ดินของลุงอยู่ที่ไหนล่ะคะ”

“ที่ของผม ๒๐ ไร่ เขาเอาไปสร้างหมู่บ้านป่าไม้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ โน่น

“ที่ดินพ่อแม่ผมอยู่ในบ้านทุ่งพระ เป็นสค.๑ พื้นที่ ๒๐ ไร่ เอกสารสิทธิ ออกในปี ๒๔๙๖   ปี ๒๕๑๙ ป่าไม้มายึดที่ปลูกป่า ผมเอาเอกสารไปแสดงว่ากับหน่วยเหนือของป่าไม้ เขาบอกว่าใช้ไม่ได้ ตอนที่เขาประกาศว่าจะเอาป่าไปปลูกยูคา เขาว่าให้เอาหลักฐานมาแสดง แต่พ่อกับแม่ผมทะเลาะกัน แยกกันอยู่เอาเอกสารไปเก็บจนหาไม่เจอ ผมไปพบ เอาไปแสดงกับเขาในปีต่อมา  เขาว่าใช้ไม่ได้ จนกระทั่ง เขาเอาที่ของพ่อแม่ผมไปหมด  ผมเป็นคนโต ต้องเร่ร่อนไปรับจ้างหาเลี้ยงน้องอีก ๗ คน  จนกระทั่งปี ๒๕๒๕ ทางอำเภอออกนส.๓ ให้ ผมก็เสียภาษีมาตลอด ทุกปี จนกระทั่ง เมื่อสามปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าคงไม่ได้ที่ดินคืนมาแน่ๆ ก็เลิกเสียภาษี ทางอำเภอออกจดหมายมาทวงให้ไปจ่ายภาษีอีก ผมก็ไปเสีย”

“แล้วทางอำเภอว่ายังไงอีกคะ” 

“ทางอำเภอให้ผมไปพบ ถามว่าจะเอาสิทธิไหม ถ้าจะเอาสิทธิ ก็เสียภาษีมา เพราะเอกสารเขาออกให้แล้วนี่”

 “ผมไปถามหัวหน้าป่าไม้ เขาว่า ผมไม่ได้เอาที่ของลุง เปลี่ยนหัวหน้าใหม่ผมก็ไปพบอีก เขาก็พูดอย่างนี้อีก แต่ทำไมมีการสร้างบ้าน สร้างหมู่บ้านในที่ดินของผมล่ะ ช่วงที่ผ่านมาเมื่อสี่ปีก่อน เขาตัดยูคารุ่นแรกขาย ผมก็เข้าไปปลูกพริก เขาก็เอาตำรวจมาจับผม พอไปถึงอำเภอ นายอำเภอบอกว่าจับเขามาทำไม เขามีเอกสารสิทธินะ เขาเลยปล่อยผม แต่พอผมไปทำกินเขาก็เอานักเลงมาขู่ผม ถือปืนถือระเบิดมาขู่ผม ไม่ยอมให้ผมเข้าไปทำกิน”

นั้นล่ะ เพิร์ล เอส บั๊ค ที่ฉันคิดถึงคุณเป็นอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกแย่เหลือเกิน เมื่อคิดที่จะเขียนเรื่องนี้ ฉันกลัวจะโดนด่าว่า เป็นพวกเข้าข้างคนจน อ้างความยากจนมาปล้นของส่วนรวม โดยเฉพาะป่าไม้ที่ควรจะเป็นของชาติ ไม่สมควรที่ใครจะครอบครอง เพราะชาวบ้านก็ล้วนแต่โลภโมโทสัน

ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ และบังเอิญได้กลับมาในเมืองไทยอีกครั้ง(ฉันรู้ว่าคุณเคยอยู่เมืองไทยช่วงสั้นๆ และเขียนเรื่องเกี่ยวเมืองไทยด้วย) คุณจะเขียนเรื่องแบบนี้อย่างไร คุณยังอยากเจอคนแบบลุงหวอย ตออำนาจ คนนี้ไหม

ฉันละอายใจตัวเองเหลือเกินที่บังอาจคิดเรื่องนี้ และเขียนเรื่องนี้ เหมือนตัวเองกำลังทำผิด ที่ไพล่ไปเข้าข้างคนผิดคนที่บุกปล้นที่ดินที่ควรจะเป็นของส่วนรวม

คงเหมือนกับที่หวางหลุงละอาย เมื่อถูกหัวเราะเยาะว่าแม้แต่ชื่อตัวเองก็เขียนไม่ถูก

เพราะ...ฉันเป็นเพียงชาวไร่ ที่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่ายากจน ตราบใดที่ฉันยังไม่อยากได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินจะครอบครอง เพราะฉันรู้ตัวเสมอว่า สมบัติชิ้นสุดท้ายที่คนแบบฉัน หรือแบบชาวไร่ชาวนาจะมีได้ คือ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ

ฉันยอมรับว่า ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้อำนาจ และตัวเล็กลีบเหลือเกินที่จะบอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างองอาจต่อสาธารณชน

เพิร์ล เอส บั๊ค ....หวางหลุงของคุณ ก็มีเป็นล้านๆ ที่ผจญความอดอยากแร้นแค้น ในช่วงฤดูกาลไม่ปกติ ทั้งแห้งแล้งและน้ำท่วม ทั้งตั๊กกะแตนปาทังก้าที่ลงมากินผลิตผลของชาวนาจนหมดสิ้น บางช่วงเขาต้องไปเป็นขอทานทั้งครอบครัว ในเมืองทางใต้ ช่วงใดที่มีทุพภิกขภัยจะมีโจรผู้ร้ายออกปล้นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม มีคนฉลาดมากเล่ห์เอาเปรียบคนอื่นอย่างหน้าด้านๆ ทำให้ฉันเข้าใจในด้านมืดของโลก

ภาพความยากแค้นที่แม้แต่หวางหลุงยังต้องแอบซ่อนเมล็ดถั่วไว้ในอกเสื้อเพียงแค่เมล็ดสองเมล็ด แล้วค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดทีละนิด เพื่อป้อนใส่ปากลูกน้อยที่กำลังจะสิ้นแรงได้ดูดกิน เพื่อยังชีวิตต่อไป

ชีวิตของลุงหวอย ที่ต้องเร่ร่อนพลัดถิ่น หารับจ้างมาเลี้ยงน้อง จะต่างอะไรกับชีวิตของหวางหลุง หรือในเมืองไทยที่เคยมีกรณียายไฮ แห่งเมืองอุบล ที่สังคมส่วนใหญ่บอกว่าแกต้องเสียสละนะ จึงจะถูก แต่ยายไฮโชคดีกว่าลุงหวอยที่ได้เจอสรยุทธ แห่งเรื่องเล่าเช้านี้ จนกระทั่งคนใหญ่คนโตลงมาจัดการเรื่องให้

ฉันไม่ต้องการให้สังคมดูแลคนตัวเล็กๆด้วยวิถีนี้เพียงอย่างเดียว เพราะทำเท่าไหร่ก็ย่อมไม่พอหรอก ในเมื่อคนที่ต้องเสียสละอยู่เงียบๆยังมีอีกเยอะ และเมื่อเขาโวยวายทวงสิทธิ กลับกลายเป็นว่าถูกสงสัยว่า “กำลังโกหก หลอกลวงสังคม” อยู่หรือเปล่า

ชาวนาแบบหวางหลุง สร้างตัวจนร่ำรวย กระทั่งกิเลสครอบงำ และทำผิดพลาดต่อภรรยาคู่ทุกข์ เขาสรุปได้และมองเห็นตัวเองขัดเจนขึ้น เมื่อสูญเสียเธอไป และ คนรุ่นต่อมาคือลูก ได้ล้างผลาญสมบัติของเขาเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่หวางหลุงไม่เคยสูญเสียเลย คือความภูมิใจในความเป็นชาวนา เพราะเขารู้ว่าที่ดินเท่านั้น ที่ไม่มีใครมาปล้นชิงเอาไปได้

แต่ในบ้านเมืองของฉัน ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า...ถ้าชาติหน้ามีจริง และฉันยังมีโอกาสเกิดมาเป็นคน ถ้าต้องเกิดมาในแผ่นดินไทยนี้อีกครั้ง

ฉันจะเป็นชาวนา  จะเป็นคนชั้นกลางในเมือง จะเป็นข้าราชการ หรือจะเป็นใครในแผ่นดินที่ร้อนระอุนี้

ฉันไม่อยากคาดเดาเลยจริงๆ ถ้าดูจากวันนี้ เวลานี้  เพิร์ล เอส บั๊ค ที่รัก

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net