วันที่ พุธ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทฤษฎีชีวิต


        คนเราทุกคนล้วนแต่ใช้ชีวิต มีชีวิตที่ดำเนินไปตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสงสัย ความไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องเดินไปข้างหน้า ทำไมต้องเดินหลังในบางครั้ง ทำไมต้องเดินไปทางซ้าย และทำไมต้องเดินไปทางขวา

แม้แต่คนบางคนที่คิดว่าตนเข้าใจ รู้ซึ้งในสัจธรรมแห่งชีวิต การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ว่าต้องเกิดขึ้นกับคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา แต่ในแล้วทำไมบางครั้งเขาเหล่านั้นยังเสาะแสวงหาหนทางบางอย่างเพื่อที่จะหนีสัจธรรมนี้ ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน

คนเราเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีแค่ไหน เข้าใจมาก น้อย ไม่เข้าใจเลย หรือแค่คิดว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตที่สักวันหนึ่งก็ต้องพบเจอและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เคยมีคำกล่าวว่า“ยิ่งรู้ก็เหมือนไม่รู้”ประมาณว่าเราคิดว่าเรารู้หรือเข้าใจเรื่องเหล่านั้นดี แต่เมื่อยิ่งเรียนรู้มากขึ้นกลับกลายเป็นว่าเราไม่เคยรู้เลย หรือมีความรู้อยู่แค่หางอึ่งเท่านั้น

        ทฤษฎีที่ 1 ทฤษฎีการเกิด เราเคยสงสัยว่าเราเกิดมาได้อย่างไร และได้เข้าใจด้วยเหตุทางวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการที่เซลล์อสุจิของเพศผู้ที่ผสมกับเซลล์ไข่ของเพศเมีย จนพัฒนาการเป็นตัวอ่อน (Embryo) และเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ของเพศเมีย รอวันที่จะคลอดออกมาดูโลก กลายเป็นสิ่งมีชีวิตของโลกต่อไป

ไม่ว่าคนหรือสัตว์ล้วนแต่หนทางแห่งการเกิดที่ไม่ต่างกัน ดังที่ได้ปรากฏในอัลกุรอ่าน ซูเราะห์ อัลมุอ์มินูน อายะห์ที่ 13-14 ความว่า“ต่อมาเราได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิอยู่ในที่พักพิงที่มั่นคง (มดลูก) และต่อมาเราได้สร้างเชื้ออสุจิให้เป็นก้อนเลือด และเราได้สร้างก้อนเลือดให้เป็นก้อนเนื้อ และเราได้สร้างก้อนเนื้อให้มีกระดูกและเราได้เอาเนื้อหนังหุ้มกระดูกไว้ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮฺทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง”(อาอิชะห์ มุนีร:รู้จักอิสลาม To Know Islam)

        ทฤษฎีที่ 2 ทฤษฎีการแก่ เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า คนเราทุกคนเกิดมาเมื่อเจริญเติบโตขึ้น อายุอานามเพิ่มมากขึ้นก็ย่อมแก่ตัวลง เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ และเป็นคนชราในที่สุด

คนเราเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น อะไรๆในร่างกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ผิวหนังเหี่ยวย่นไม่ตึงกระชับเหมือนวัยแรกรุ่น ใบหน้ามีรอยตีนกา สายตาฟ่าฟาง เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี

บางคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้หาทางออกด้วยการทำศัลยกรรมดึงหน้าบ้าง ฉีดคอลลาเจน หรือทำโบท็อก เพื่อให้กลับมาอ่อนเยาว์ขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม มันไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปเลย

คนไทยพุทธส่วนใหญ่เมื่อแก่ตัวลงก็หันหน้าเข้าวัด ทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม โดยเฉพาะในวันพระจะมีคนชราเยอะมาก เพราะทำบุญแล้วจิตใจผ่องใส อิ่มบุญกันทั่วหน้า

โดยหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธจะเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตเพื่อดับทุกข์มุ่งสู่นิพพาน หลีกเลี่ยงจากกิเลศ รูป รส กลิ่น เสียง

        ทฤษฎีที่ 3 ทฤษฎีการเจ็บ คนเราไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนชรา ทุกเพศ ทุกวัย ล้วนแต่ต้องมีการเจ็บป่วยแล้วแต่ว่าจะหนักหนาแค่ไหนเท่านั้นเอง เมื่อเจ็บป่วยแล้วก็ต้องหาวิถีทางในการรักษา บางโรคก็รักษาง่ายดาย บางโรครักษายากก็ต้องแสวงหาการรักษากันต่อไป

เป็นธรรมดาของคนเราอยู่แล้วที่ต้องมีการเจ็บป่วย คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่เคยเจ็บป่วย และคงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วเจ็บป่วยไปตลอดชีวิต ถ้าจะมีก็คงน้อยมาก นอกเสียจากว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่างเท่านั้น

เมื่อเจ็บป่วยก็รักษากันไป อย่าได้ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นอาการหนักขึ้นแล้วค่อยมารักษา เพราะเมื่อถึงขั้นนั้นอาจยากต่อการรักษา แล้วต้องมาทุกข์ใจภายหลัง แทนที่จะเป็นแค่โรคเดียวอาจมีโรคอื่นเข้ามาแทรกอีก ทีนี้แหละอาจรักษาไม่หายแล้ว  

       ทฤษฎีที่ 4 ทฤษฎีการตาย วาระสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถหลบหลีกไปได้สักคน คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วไปไหน นรกหรือสวรรค์

       ถ้าเป็นตามหลักศาสนาพุทธ คนดีเมื่อตายไปก็ได้ขึ้นสวรรค์ ส่วนคนชั่วตกนรก ปีนต้นงิ้ว ตกกระทะทองแดง แต่บางทีวิญญาณก็ยังวนเวียนอยู่ร่วมกับคนเป็น นี่คือสัจธรรมที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ 

        ส่วนทางศาสนาอิสลามเชื่อว่า เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตวิญญาณจะถูกนำออกจากร่างไปอยู่อีกโลกหนึ่ง (โลกบัรซัค) ซึ่งแตกต่างจากโลกขณะที่เขามีชีวิตอยู่ (โลกดุนยา) วิญญาณจะไม่วนเวียนอยู่ในโลกนี้อีก

อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า ชีวิตของมนุษย์ต้องพบกับสัจธรรมแห่งชีวิต การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เราเข้าใจความหมาย ที่มาของคำเหล่านี้มากแค่ไหน เพราะนี่คือทฤษฎีชีวิตของเรา

ทุกทฤษฎีที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจออยู่ทุกวัน ทุกๆวันจะมีมนุษย์เกิดขึ้น มีมนุษย์แก่ชราลง มีมนุษย์เจ็บป่วย และมีมนุษย์เสียชีวิต เป็นอย่างนี้อยู่ทุกวันและตลอดไป

       

       

 

โดย เด็กนับดาว20

 

กลับไปที่ www.oknation.net