วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู ตอน ความศรัทธาที่มีไม่ต่างกัน


เชื่อกันว่า “อานุภาพ” ของ “คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์” มีอายุยืนนานยาวชั่วกัปชั่วกัลป์สุดที่จะพรรณนาได้จบสิ้น พระคุณของพระไม่มีวันเสื่อมเว้นเสียแต่ว่ามนุษย์นั้นจะเสื่อมจะลืมจากพระเพราะขาดธรรมะ... 

ใครบางคนเคยพูดไว้ว่า “เฮงไม่เคยมาคู่ ซวยไม่เคยมาเดี่ยว”  

เรื่องจริงมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งบังเอิญไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท เขาได้ถูกปืนยิงเข้าไปหลายนัดแต่ปรากฏว่าไม่มีลูกปืนนัดไหนทำอันตรายเขาได้เลย คงเป็นเพียงอาการตกใจและจุกแน่น ทันทีที่คู่อริเห็นว่ายมฑูตยังเดินทางมาไม่ถึงโลกมนุษย์ จึงได้คว้าดาบด้ามยาวบรรจงฟันเข้าไปที่ศรีษะแล้วผละหนีไป 

ชายคนนี้จึงได้ลุกขึ้นมายืนสำรวจตนเอง เมื่อพบว่าตนเองยังมีจิตวิญญาณที่ยังไม่ได้แยกออกจากสังขาร จึงได้พาร่างอันบอบช้ำมากราบนมัสการหลวงปู่ เพื่อยืนยันว่าพระของหลวงปู่ที่ตนเองแขวนติดตัว และอักษรธรรมที่หลวงปู่ได้เมตตาจารลงบนหลังของเขา สามารถช่วยให้เขาพ้นจากการกวักมือเรียกของยมฑูตถึงสองครั้ง.. 

ผมเรียนถามหลวงปู่ด้วยความแปลกใจว่า 

“จารบนหลังแต่ทำไมถึงยิงด้านหน้าไม่เข้า”  

ท่านตอบผมเบาๆว่า... 

“อ้าว...แล้วมันหนังผืนเดียวกันหรือเปล่าล่ะ”

 

คำตอบแบบน่ารักๆของหลวงปู่ ทำให้พวกเราทราบว่านอกจากวาจาของท่านแล้ว แววตาของท่านก็บ่งบอกถึงการเป็นพระที่มีเมตตาและอารมณ์ดีอีกด้วยครับ

หลวงปู่องค์นี้ท่านชื่อ “หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต” หรือสมณศักดิ์ที่คนทั่วไปไม่ค่อยคุ้นว่า “พระครูวิบูลย์นวกิจ” เจ้าอาวาสวัดกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ครับ 

เพื่อนคอเดียวกันกับผมบอกว่า ปัจจุบันในเขตจังหวัดอุบลราชธานียังมีพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบและเชี่ยวชาญในเชิงคาถาอาคมอยู่อีกมาก “หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต” ก็เป็นหนึ่งในบรรดาพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และที่พ่วงท้ายความเป็น “พระสุปฏิปัณโณ” คือความเก่งในคาถาอาคม เรียกว่าหลวงปู่คำบุองค์นี้เป็นพระที่ “ทั้งเก่งและทั้งดี” ครับ 

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕ ณ บ้านกุดชมภู ซึ่งตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ โยมบิดาชื่อนายสา โยมมารดาชื่อนางหอม นามสกุล คำงาม หลวงปู่เป็นลูกชายคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด ๖ คน ชื่อเดิมของหลวงปู่คือ “คำบุ คำงาม” ครับ

 

ท่านเล่าว่าในสมัยท่านยังเป็นเด็กน้อย บิดามารดาของท่านได้ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกุดชมภู เมื่อปี ๒๔๘๒โดยมี ท่านพระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์  

ในยุคสมัยนั้นพระที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานีคือ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ที่ชื่อว่า “ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล” หรือ “หลวงปู่รอด นันตโร” แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ครับ

 

หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟังว่า ด้วยความที่หลวงปู่รอดเป็น”พระสงฆ์ในดวงใจของท่าน” ดังนั้นหลังจากที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ท่านจึงได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่รอด ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นท่านได้เก็บเป็นความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ครับ 

กล่าวกันว่า “ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล” องค์นี้แหละที่ “เก่งทั้งทางโลกและทางธรรม...” 

ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นพระที่มีคุณธรรมอันประเสริฐ มีเมตตาต่อชนทุกชั้นว่าจะยากดีมีจน เล่ากันว่าท่านชอบสอนคนให้เป็นคนดีและมองโลกในแง่ดีเสมอ ไม่ว่าใครจะทำอะไรหรือพูดอะไรกับท่าน ท่านก็ว่าดีทั้งนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงเรียกท่านว่า “ท่านพระครูดีโลด” 

สำหรับความมีคุณธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ดีโลด ที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบันคือเรื่องนี้ครับ 

“การบูรณะพระธาตุพนม” 

แม่น้ำโขง หรือ “แม่ของ” ชื่อที่เรียกกันตามภาษาลาวท้องถิ่น ด้วยความยาวของแม่น้ำโขงที่ไหลคดเคี้ยวผ่านสถานที่ต่างๆ ทำให้แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและตำนานอันลี้ลับมากมายหลายเรื่อง.. 

พระธาตุพนม ถือเป็นหลักฐานของความรุ่งเรืองและเรื่องราวอันลี้ลับของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง

  

พระธาตุพนม เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพและเกรงกลัวของชาวนครพนม เพราะเชื่อว่าพระธาตุพนมมีเทพาอารักษ์คุ้มครองและพิทักษ์รักษา

ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าใกล้องค์พระธาตุโดยขาดความเคารพยำเกรงมักจะประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งนั่นก็คือบทลงโทษที่เกิดขึ้นแบบทันตาเห็น 

...ว่ากันว่าแม้แต่ต้นไม้ต้นหญ้าที่เกิดขึ้นติดอยู่กับองค์พระธาตุก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง... 

กาลเวลาเดินทางมาจนถึง พ.ศ.๒๔๔๔ ท่านพระครูสีทา วัดบูรพา ท่านพระอาจารย์มั่นและท่านพระอาจารย์หนู พร้อมด้วยคณะได้เดินธุดงค์มาถึงพระธาตุพนม เมื่อท่านได้เห็นองค์พระธาตุมีความเสื่อมโทรม จึงได้แนะนำให้ทายกทายิกาไปนิมนต์ ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบลหรือหลวงปู่รอด แห่งวัดทุ่งศรีเมือง มาเป็นประธานดำเนินการบูรณะซ่อมแซมองค์พระธาตุ  

ซึ่งหลวงปู่รอดท่านก็ยินดีรับอาราธนาซึ่งเมื่อท่านเดินทางมาถึงก็ได้รับการคัดค้านจากชาวบ้าน แต่ด้วยบุญญาภินิหารอันสูงส่งของท่าน จึงทำให้เกิดเหตุการณ์อันมหัศจรรย์ขึ้นกับชาวบ้านกลุ่มที่คัดค้านท่าน พวกเขาเหล่านั้นจึงได้มากราบขอขมาลาโทษและอาราธนาให้ท่านดำเนินการซ่อมแซมองค์พระธาตุพนมจนเป็นที่สำเร็จเรียบร้อยทุกประการ

 

ครับ...ถึงหลวงปู่รอด แห่งวัดทุ่งศรีเมืองจะไม่สอนวิชาอาคมอะไรกับท่าน แต่ถ้าเรานับญาติธรรมกันแล้วหลวงปู่รอดท่านก็มีศักดิ์เป็นพระอาจารย์ปู่ของท่าน เพราะครูบาอาจารย์ที่สามเณรคำบุได้เล่าเรียนวิชาอาคมมีชื่อว่า “หลวงปู่รอด วัดบ้านม่วง” ลูกศิษย์สำคัญอีกองค์หนึ่งของ “หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง”  

หลวงปู่รอด วัดบ้านม่วง ท่านเป็นศิษย์ที่อุปัฏฐาก “หลวงปู่รอด นันตโร” และได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดจวบจนหลวงปู่รอด นันตโร มรณภาพลง ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดบ้านม่วงตามเดิม...

 

“ไม่ได้เรียนกับหลวงปู่รอด วัดทุ่งฯ เรียนกับหลวงปู่รอด วัดบ้านม่วง”  

หลวงปู่คำบุเล่าให้พวกเราฟังว่า หลวงปู่รอดเป็นคนบ้านเดียวกับท่าน เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ ท่านเองก็ได้เรียนวิชากับหลวงปู่รอดตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ท่านว่าหลวงปู่รอดเป็นคนจริงและชอบลองของ ลองวิชา โดยเฉพาะวิชาการทำตะกรุดและวิชาการหุงสีผึ้งของท่านเด็ดขาดมาก

ถ้าจะถามว่าเด็ดขาดมากขนาดไหนต้องตอบว่ามากขนาดต้องย้ายวัดหนีกันเลยทีเดียวครับ

 

“หลวงปู่รอด หุงสีผึ้งเก่งมาก คนมาขอกันเต็มวัด กวนท่านจนไม่ได้สวดมนต์ ทำกิจ ท่านเลยหนีมาอยู่วัดกุดชมภู...” 

หลวงปู่เล่าว่าท่านเรียนวิชากับหลวงปู่รอดตั้งแต่เป็นสามเณรจนบวชเป็นพระ ในช่วงที่เรียนมากๆคือตอนที่หลวงปู่รอดได้ย้ายหนีญาติโยมจากวัดบ้านม่วงมาอยู่ที่วัดกุดชมภู...

ซึ่งหลังจากที่หลวงปู่รอดได้มาจำพรรษาระยะหนึ่งท่านก็ได้จัดทำตำราคาถาอาคมทิ้งไว้ให้หลวงปู่คำบุเพื่อเล่าเรียนด้วยตนเอง ก่อนที่ท่านจะออกเดินธุดงค์จากไป..... 

มีคำถามเกิดขึ้นพร้อมกันในกลุ่มครับว่า 

“หลวงปู่รอดธุดงค์ไปที่ไหน...”  

หลวงปู่ท่านยิ้มและตอบเบาๆเหมือนเดิมครับ 

“ก็ถามอย่างนี้แหละ ถึงต้องออกธุดงค์...”  

ครับ คำตอบที่ชวนฉงนสนเท่ห์ที่มาพร้อมกับแววตาของพระภิกษุชราอายุ ๘๗ สามารถสะกดมนุษย์ปุถุชนที่มีจิตใจพลุ่งพล่านอย่างพวกเราให้สงบนิ่งได้อย่างประหลาด

ว่ากันว่าคำตอบแบบนี้แหละที่พวกเราควรจะ “หมั่นตรวจสอบตนเองให้มีสติ”

 

ผมได้รับคำบอกเล่าจากหลวงพี่ที่คอยอุปัฏฐากหลวงปู่คำบุว่า นอกจากหลวงปู่ท่านจะเป็นศิษย์สายหลวงปู่ดีโลดแล้ว ท่านยังเป็นศิษย์ในสายของสำเร็จลุน พระผู้ทรงอภิญญาแห่งวัดเวิ่นไชย นครจำปาศักดิ์อีกด้วย 

กล่าวคือในช่วงที่หลวงปู่คำบุท่านออกธุดงค์ ท่านได้ไปร่ำเรียนวิชามาจากพระเกจิอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของ “ญาท่านกรรมฐานแพง” แห่งวัดสะเพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร วิชาที่ท่านชำนาญและเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากคือ “การจารอักขระ อักษรธรรมลาว” 

จากข้อมูลเชิงวิชาการหลายแห่งให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า… 

ในสมัยโบราณการจารึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นมักนิยมจารึกเป็นสองแบบครับ คือ “อักษรสามัญ(ปกติ)” จะใช้บันทึกเรื่องราวทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ เช่นเรื่องของศาสนา วิชาอาคม มักจะใช้”อักษรธรรม”เขียนจารึกไว้และมีความเชื่อกันต่ออีกว่าอักษรธรรมคืออักษรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง 

อักษรธรรมลาว เป็นอักษรที่คนโบราณในภาคอีสานใช้จารึกหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา จารึกสรรพวิชาตลอดจนจารึกขนมธรรมเนียมประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน เราสามารถพบการจารึกอักษรธรรมลาวแบบนี้ได้ตามคัมภีร์ใบลานเก่าๆ ที่เรียกว่า “หนังสือผูก”  

จะว่าไปแล้วในเรื่องของอักษรโบราณแบบนี้ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้พัฒนามาจากเรื่องศาสนา

 

หลวงปู่คำบุเล่าว่าท่านทำพิธีลงเหล็กจารบนแผ่นหลังของผู้ที่ศรัทธาด้วยตัวคาถาอาคมเป็น “อักขระ อักษรธรรมลาว” สำหรับวิชาที่ท่านลงบ่อยๆ คือวิชาทางเมตตามหานิยมและวิชาทางคงกระพันชาตรี 

การลงเหล็กจารบนแผ่นหลังจะไม่เหมือนกับการสักยันต์ครับ  เพราะการสักยันต์คือการนำเข็มสักจุ่มหมึกสักและสักลงบนพื้นที่ที่จะสักเป็นจุดๆต่อเนื่องกันไปจนเกิดเป็นตัวอักขระ แต่การลงเหล็กจารจะเป็นการนำเหล็กปลายแหลมเขียนลงไปในบริเวณที่ต้องการเขียน 

ผมเคยสอบถามจากเพื่อนในกลุ่มที่เคยไปลงเหล็กจารกับหลวงปู่ เขาว่ามันก็เจ็บเอาเรื่องแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อใจมันรัก..

จะว่าไปแล้วเรื่องแบบนี้มันพูดลำบากครับเพราะในกลุ่มผู้นิยมความขลังแบบดิบๆ มักจะออกอาการเย็นชาสำหรับเรื่องเจ็บๆแบบนี้ อีกประการหนึ่งคือพวกเขาเชื่อกันว่า

 

”ใครก็ตามที่ลงจารอักขระธรรมได้ครบ ๗ ครั้ง จะส่งผลให้อักขระธรรมที่ลงไปนั้นฝังลึกไปจนถึงกระดูก

และถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้วละก็

จะทำให้ผู้นั้นอยู่ยงคงกระพันต่อศาสตราวุธทั้งปวงตลอดจนเป็นเมตตามหานิยมแก่ผู้ที่ได้พบเห็น....” 

เท่าที่พวกเราสอบถามจากพระอุปัฏฐากหลวงปู่ทำให้ทราบว่าทุกวันนี้หากหลวงปู่ไม่มีกิจนิมนต์นอกวัด จะมีบรรดาผู้ศรัทธาในความขลังแวะเวียนเข้าไปให้ท่านลงเหล็กจารบนหลังมากมาย ในบางวันก็ต้องว่ากันตั้งแต่หลังเพลไปจนถึงสามสี่ทุ่มจนกว่าจะหมดคน หลายต่อหลายคนเป็นผู้ที่มาลงครั้งแรกและอีกหลายต่อหลายคนที่วนเวียนมาลงโดยตั้งใจว่าจะต้องครบ ๗ ครั้งตามตำรา

 

“ครูบาอาจารย์สอนไว้อย่างนั้น หลวงปู่ทำให้แล้วให้เขาไปพิจารณากันเอง ใครจะว่าดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่เขา

เขาอยากได้ก็เอาไปเพราะเขาตั้งใจมาแล้ว หลวงปู่จะเลิกลงก็เมื่อไม่มีคนมาหา....

คนเรามันไม่ถึงคราวตาย มันก็ไม่ตาย ถึงคราวตายมันก็ตายเหมือนกันแหละ....” 

มีคำกล่าวว่า “มนุษย์เราไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งในกระแสธรรมชาติอันไม่สิ้นสุดเท่านั้น แต่มนุษย์นั้นยังเป็นอันเดียวกับธรรมชาติอีกด้วย”

 

“คนทุกคนมักจะมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เราจะต้องมีสติ อะไรในโลกย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดมีดับ เมื่อเราคิดได้แบบนี้ใจเราก็จะนิ่งและเป็นสุข” 

จะว่าไปแล้วก็จริงอย่างที่หลวงปู่ท่านสอนแหละครับ

ชีวิตคนเราไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป คนทุกคนย่อมแตกต่างกันหากแต่สิ่งที่คนเรามีเท่าเทียมกันคือ “การเลือกคิด” 

ดังนั้นการเลือกคิดแต่ในสิ่งที่ดีและมีคุณค่ากับตัวเอง กับสังคมและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน น่าจะเป็นแนวทางการคิดที่เหมาะกับการนำไปปฏิบัติที่สุด 

ว่ากันว่า “ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรานั่นเอง.....” 

 

“ความสุขของคนเรามีเยอะแยะ แต่ความสุขที่สร้างยากคือความสุขจากใจ แต่ถ้ามันเกิดแล้วมันจะเป็นความสุขที่ยั่งยืน..” 

ครั้งหนึ่ง...ไอน์สไตน์เคยบอกความในใจกับผมไว้ว่า เราไม่ควรจะตั้งเป้าว่าเราจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เราควรตั้งเป้าว่าเราจะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ.....

 

“คนเราชอบที่จะขอพระให้ตัวเองรวย ไม่เคยเห็นคนไหนขอพระให้ตัวเองรู้จักพอเลย” 

พวกเราฟังแล้วก็ต้องก้มหน้าลงพื้นครับ

เพราะว่าด้วยใจจริงแล้วพวกเราก็อยากจะรวยกันทุกคนแต่คำพูดของหลวงปู่ทำให้คิดได้ว่าความสุขของชีวิตที่แท้จริงอยู่ที่”ความรวยหรือความพอ” ในความเป็นคนรวยมันเจือปนไปด้วยความเป็นทุกข์อยู่เกือบทุกขณะหรือเปล่า 

ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์สินมันก็แค่ผลักความทุกข์ให้หายไปได้ชั่วขณะ..  

แล้วเมื่อเราใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นหมดไปแล้ว ความเป็นทุกข์ก็คงจะกลับเข้ามาอยู่ในใจเราเหมือนเดิม....จะว่าไปแล้วทั้งความรวย ความทุกข์มันก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลยนอกจากในใจของเราเอง การรู้จักพอหรือเปล่าที่เราควรจะรู้จักมันให้ดีกว่านี้

 

ครับสำหรับวินาทีตรงหน้านี้เรื่องของความรวยยังคงพอกันได้

แต่เรื่องของความขลังสิครับมันต้องเล่าต่อ

เพราะพรายกระซิบบอกพวกเราว่า นอกจากหลวงปู่คำบุท่านจะเก่งในเรื่องของการจารอักขระลงบนหลังของผู้ที่ศรัทธาแล้ว ตะกรุดที่ท่านสร้างขึ้นมาเช่นตะกรุดปืนแตก ก็เด่นทางด้านมหาอำนาจ ตะกรุดรกแมว ก็เด่นทางด้านเมตตา แต่ทีเด็ดอีกอย่างหนึ่งของท่านคือวัตถุมงคลชิ้นนี้ครับ....”ชานหมาก” 

ท่านเล่าว่าด้วยเหตุผลของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่คนอีสานชายขอบนิยมกินหมากกันแล้ว ท่านยังได้ใช้ชานหมากที่เคี้ยวขึ้นนี้ในการรักษาโรค เช่นโรคงูสวัส โรคตาแดง ฯลฯ ท่านว่าวิชาพวกนี้มันต้องเคี้ยวไป พ่นไป...

 

“ชานหมากก็ใช่พ่นรักษาโรคได้ แต่ต้องรู้จักคาถาปลุกให้มันตื่น...” 

ครับถึงแม้ว่าจะไม่มีเอกสารทางด้านสมุนไพรมารับรองแต่วิธีการรักษาของท่านก็สามารถรักษาชาวบ้านในละแวกนั้นให้หายจากโรคภัยได้ เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับเพราะหลวงปู่เล่าว่า..

เรื่องแบบนี้มันเกี่ยวกับคนเก่าคนแก่ที่เป็นเจ้าของวิชาความรู้และถ่ายทอดวิชาต่อๆกันมา ดังนั้นในการรักษาทุกครั้งท่านจะต้องระลึกถึงครูบาอาจารย์และอัญเชิญครูบาอาจารย์เหล่านั้นให้มาช่วยกันรักษา.. 

น่าสนใจนะครับกับการรักษาโดยปราศจากเครื่องมือที่ทันสมัย ไม่มีใบประกอบทางการแพทย์ แต่เกือบจะทุกวันกลับมีชาวบ้านพากันมาให้ท่านรักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจมิได้ขาด อะไรกันแน่ที่มันซ่อนลึกอยู่ในจิตวิญญาณของการรักษา ถ้าไม่ใช่ “ความเชื่อและความศรัทธา” 

ไม่น่าเชื่อครับว่ายิ่งเราแสวงหาคุณภาพของชีวิตมากเท่าไร เราก็มักจะค้นพบว่า แท้จริงแล้วคุณภาพของชีวิตเหล่านั้นบางทีมันก็ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนสมัยก่อนนั่นเอง... 

ปัจจุบันเรื่องของชานหมากกับการรักษาโรคของหลวงปู่ได้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา เพราะทุกวันนี้ชานหมากของหลวงปู่ได้กลายไปเป็นเครื่องรางของขลังแขวนอยู่บนคอของผู้ที่เคารพศรัทธาในตัวท่าน

ซึ่งเหตุผลที่ชานหมากของหลวงปู่ที่คายออกจากปากและย้ายไปอยู่ในสร้อยของลูกศิษย์ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพราะ “การแคล้วคลาด” จากอุบัติเหตุ หรือ “ความสำเร็จ” ของการอธิษฐานบอกกล่าวนั่นแหละครับคือสาเหตุสำคัญ...

 

โดยส่วนตัวแล้วจากการที่ผมได้ศึกษาในเรื่องของพระพุทธศาสนา ผมพบว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านได้ตรัสสั่งสอนไว้ว่า “คนเราต้อง เกิด แก่ เจ็บ และตาย” ไม่มีใครสามารถหลีกหนีพ้นไปได้ คำถามในใจจึงมีต่อมาว่าเราจะหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร

คำตอบมันก็มีง่ายๆว่า  

“เราต้องไม่เกิด” 

แต่ถ้าถามต่อไปว่า  

“ไม่ต้องเกิดเราจะต้องทำอย่างไร” 

แน่นอนครับมันก็ต้องตอบว่า 

“ต้องหมั่นปฏิบัติธรรม” 

คำถามในเรื่องเหล่านี้ได้ถูกลำเลียงขึ้นไปถามหลวงปู่

 

“ความละเอียดอ่อนของธรรมะอยู่ที่การปฏิบัติ เราต้องฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองให้มากที่สุด ทุกวันนี้หลวงปู่ก็ภาวนาพุทโธอยู่ทุกขณะจิต...” 

“ทุกวันนี้คนเราหย่อนยานในการปฏิบัติ คิดกันว่าศาสนาเสื่อม ศาสนาไม่เสื่อมหรอก ศาสนาขาวสะอาด เรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เพราะใจคนมันเสื่อมลง เสื่อมลงจากศีล เสื่อมลงจากธรรม...” 

ครับ “ศาสนาไม่เคยเสื่อม ใจของคนเราต่างหากครับที่เสื่อมจากศาสนา”

 

จะว่าไปแล้วถ้าเราไม่ลืมกันนัก เราคงจำกันได้ว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านสละซึ่งความสุขทางโลกโดยการเสด็จออกจากพระราชวังและแสวงหาสัจธรรม การเดินเท้าออกเทศนาของท่านเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า

"ชีวิตของมนุษย์ที่มีคุณค่านั้นไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับทรัพย์สมบัติหรือเกียรติยศ..." 

คติความเชื่อของคนโบราณในอดีต....ที่เจริญรุ่งเรืองด้วยความรู้แจ้งทางปัญญาที่สอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติทั้งมวล จึงเป็นเรื่องที่บอกเราได้ว่า ภูมิปัญญา ความเชื่อ ความศรัทธา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง 

ข้อขัดแย้งในทางทฤษฏีระหว่าง “การพัฒนาในปัจจุบัน” กับ “ความรู้แจ้งของคนโบราณ” มีอยู่มากมายให้เราเห็นในทุกวันนี้ และถ้าเราไม่หลงทางออกไปจากหลักคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว เราก็จะพบว่า

ความรู้แจ้งของคนโบราณนั่นแหละคือ “ความพอ” ของชีวิต ส่วนการพัฒนานั่นแหละ...(บางที)...มันก็คือ “ปัญหา” ที่แท้จริง

 

ก่อนที่พวกเราจะกราบนมัสการลาหลวงปู่คำบุ ผมยังคงเห็นเพื่อนๆร่วมอุดมคติอีกหลายคนยังคงรอกราบหลวงปู่... 

ไม่มีข้อห้ามครับว่าการรอนั้นต้องมีวัตถุประสงค์อย่างไร แต่ก็เชื่อว่าทุกคนที่รอต้องมีหลวงปู่คำบุอยู่ในดวงใจ  

นึกขึ้นได้ว่าสมควรแก่เวลาแล้วพวกผมจึงได้ก้มลงกราบท่าน

ถึงแม้พวกผมจะก้มลงกราบหลวงปู่ไม่พร้อมกันหรือพวกเราจะมีจำนวนการกราบที่ไม่เท่ากัน

แต่ในช่วงนั้นผมเชื่อว่า “ความศรัทธา” ของพวกเราก็มีไม่ต่างกัน.....สวัสดีครับ

 

ขอขอบคุณ ภาพถ่ายของคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายอ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ....

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net