วันที่ ศุกร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รัสเซีย กับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐ


เมื่อวาน สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ประกาศล้มโครงการนำเอาระบบป้องกันขีปนาวุธไปวางไว้ที่โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ค สหรัฐเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช โดยบุชอ้างว่าระบบนี้เอาไว้ป้องกันยุโรปจากขีปนาวุธของอิหร่าน และเกาหลีเหนือ 



แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ จุดที่สหรัฐเอาระบบไปวางไว้นั้น ถือว่าเป็นหน้าบ้านของรัสเซีย ก็เลยทำให้รัสเซียข้องใจในวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าเป็นการต่อต้านอิหร่าน เกาหลีเหนือ หรือว่ารัสเซีย

จริงๆแล้วใครกันแน่ที่มีขีปนาวุธเอาไว้ถล่มยุโรปได้มากมาย อิหร่าน เกาหลีเหนือ หรือว่ารัสเซีย คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าคือรัสเซีย และถึงแม้อิหร่านกับเกาหลีเหนือจะมีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ ที่สามารถยิงถล่มยุโรปได้ พวกเขาจะมีอยู่สักกี่ลูกกัน ขณะที่สหรัฐนั้นเล่ามีอยู่กี่ลูก ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า สหรัฐมีนิวเคลียร์มากพอที่จะถล่มสองประเทศนี้ให้ย่อยยับไปได้หลายสิบรอบ ดังนั้น ก็ย่อมจะชัดเจนว่า ระบบนี้ มุ่งมาที่รัสเซียอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครจะอ้างอย่างไรก็ตาม

รัสเซียเคยเสนอแนวคิดเรื่องการย้ายระบบนี้ไปยังประเทศที่เป็นกลาง ( ในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับรัสเซีย ) มากกว่าโปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ค อย่างเช่นประเทศในแถบเอเชียกลาง แต่บุชก็ไม่ยอม การโล๊ะเอาระบบนี้ทิ้งไป ในความคิดเห็นของผม จึงเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก


กราฟฟิกไม่ทราบว่าจากสำนักไหน แต่ก็ระบุชัดเจนที่มุมบนด้านซ้ายว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธ เอาไว้จัดการกับรัสเซีย

สาระของระบบป้องกันขีปนาวุธ ก็คือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยิงขีปนาวุธเข้ามา ระบบเรด้าร์ของอีกฝ่ายจะทำหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว จากนั้นก็จะส่งขีปนาวุธขึ้นไปสกัดกลางอากาศ ไม่ให้ขีปนาวุธของผู้รุกราน เดินทางเข้าโจมตีเป้าหมาย

ดูๆไปแล้ว มันเป็นเรื่องของการป้องกันตัว ไม่ใช่การรุกราน จึงไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรกับฝ่ายรัสเซีย จนต้องออกมาหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างที่เป็นอยู่  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ยกเว้นปรมาณู 2 ลูกที่สหรัฐขนไปถล่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ซึ่งในช่วงนั้น สหรัฐเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอาวุธชนิดนี้อยู่ ) อาวุธนิวเคลียร์ ที่แสนจะร้ายกาจ ก็ไม่เคยได้ดื่มเลือดของชาวโลกอีกเลย ก็จึงถือได้ว่าอาวุธนิวเคลียร์ประสบความสำเร็จในการป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐและโซเวียตต่างก็สร้างอาวุธนิวเคลียร์มากพอที่จะถล่มโลกทั้งใบให้เละเทะไปได้หลายรอบ พวกเขาสร้างมันขึ้นมามากมาย ก็เพราะต้องการใช้จำนวนของมัน ในการขู่ไม่ให้อีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน  ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ เพราะไม่มีใครเคยหยิบเอาอาวุธชนิดนี้มาใช้แม้แต่ครั้งเดียว

หลายคนคงจะเคยดูหนังประเภทเจ้าพ่อของฮ่องกง และก็คงจะเคยเห็นฉากที่ 2 พระเอกหนุ่มหล่อของเรื่อง ต่างก็ควักปืนออกมาจ่อหัวซึ่งกันและกัน แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครยิงหัวใคร เพราะต่างก็รู้ดีว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงจะกลายเป็นผีกันไปทั้งคู่

ในกรณีของสหรัฐและโซเวียตก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครกล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ยิงใครก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว ก็คงจะต้องดับสูญกันไปทั้งคู่



แต่ถ้าลองย้อนกลับไปที่กรณีหนังฮ่องกง หากฝ่ายหนึ่งสวมชุดเกราะเหล็กแบบอัศวินนักรบสมัยโบราณ กับอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรป้องกันเลย ก็คงนึกออกได้ไม่ยากว่าฝ่ายไหนจะยิงหัวอีกฝ่ายหนึ่งก่อน

เช่นเดียวกับกรณีอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าฝ่ายใดมีระบบป้องกันอาวุธนิวเคลียร์เสียแล้ว โอกาสที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ก็มีมากขึ้น เมื่ออาวุธนิวเคลียร์ที่อีกฝ่ายหนึ่งยิงมาถูกสกัดกั้น จนมาไม่ถึงเป้าหมาย อีกฝ่ายก็คงไม่หวั่นเกรงอาวุธนิวเคลียร์ของฝ่ายตรงข้ามมากเท่ากับในสมัยที่ยังไม่มีระบบป้องกันขีปนาวุธ

แต่สหรัฐมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธในระดับทั่วประเทศมาช้านานแล้ว เพียงแต่ว่าปัญหาเรื่องทางเทคนิค การเงิน และอื่นๆทำให้เรื่องนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ 

ทำให้ในสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ Anti-Ballistic Missile Treaty  หรือ เอบีเอ็ม ระหว่างสหรัฐและโซเวียตที่ลงนามกันในปี 1972 และให้มีอายุเวลา 30 ปี คือจนถึงปี 2002  จึงกำหนดห้ามทั้งสองประเทศนำระบบป้องกันขีปนาวุธมาใช้

ภายใต้สนธิสัญญาดังกล่าว อนุญาตให้แต่ละประเทศสามารถนำระบบป้องกันขีปนาวุธมาใช้ปกป้องเป้าหมายได้เป้าหมายเดียวเท่านั้น และให้แต่ละฝ่ายมีขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อการนี้ได้แค่ 100 ลูกเท่านั้น ซึ่งฝ่ายโซเวียตก็เลือกที่จะปกป้องกรุงมอสโก โดยใช้ระบบที่เรียกว่า A-35 "Galosh" ส่วนสหรัฐเลือกที่จะปกป้องเป้าหมายเป็นฐานทัพอากาศชื่อ  Grand Forks โดยใช้ระบบ Safeguard

แต่สหรัฐก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบต่อไป จนในที่สุดปลายปี 1999 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ก็รับรองมติในอันที่จะกดดันสหรัฐให้ล้มเลิกแผนการในการจัดสร้างระบบต่อต้านขีปนาวุธ

งานนี้นอกจากสหรัฐที่คัดค้านมติดังกล่าว ก็ยังมีอีกแค่ 3 ประเทศเท่านั้นคือ แอลเบเนีย อิสราเอล และไมโครนีเซียที่อยู่ข้างสหรัฐ ขณะที่ 13 ประเทศจาก 15 ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป งดออกเสียง ส่วนฝรั่งเศสและไอร์แลนด์สนับสนุนมติ โดยมตินี้ เรียกร้องให้สหรัฐพยายามรักษาสนธิสัญญาเอบีเอ็มเอาไว้ และพยายามทำให้มันเข้มแข็งมากขึ้น 

แต่ปลายปี 2001 สหรัฐก็ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเอบีเอ็ม เพื่อเดินหน้าพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธต่อไป


การ์ตูนล้อสหรัฐ อ้างเรื่องอิหร่าน แต่หวังเล่นงานรัสเซีย 

ก่อนที่บุช จะลุกขึ้นถีบรัสเซีย ซึ่งพ่ายแพ้ในสงครามเย็น และเลิกเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้วหลายปี ด้วยการเอาระบบที่ทั่วโลกต่อต้าน มาวางไว้ที่หน้าบ้านรัสเซีย

กรรมแท้ๆ .........รัสเซีย   ผู้กระหายสงครามในสายตาชาวโลก

ในสมัยครุชชอฟ โซเวียตเคยส่งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ไปประจำการณ์อยู่ที่คิวบา สหรัฐโวยวายยกใหญ่ จนร่ำๆว่าสองประเทศเกือบจะทำสงครามนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลกกันซะแล้ว แต่ผมสงสัยว่า สหรัฐคงจะลืมไปว่า อาวุธนิวเคลียร์มากมายของสหรัฐ ถูกนำไปปักอยู่หน้าบ้านของโซเวียตมานานหลายสิบปีแล้ว

และถ้าในยุคปัจจุบัน หากรัสเซียจะนำระบบป้องกันขีปนาวุธของพวกเขาไปตั้งไว้ที่คิวบา หรือที่เวเนซูเอล่า ถ้าสหรัฐไม่ร้องโวยวายมากกว่าที่รัสเซียโวยวายอยู่ก่อนหน้านี้ 5 เท่า 10 เท่า ก็ให้มาด่าผมได้เลย 55555 

ข้อมูลในส่วนตัวหนังสือสีม่วง มาจากวิกีพีเดียภาษาอังกฤษ หัวเรื่อง National missile defense

โดย รุสสกี้

 

กลับไปที่ www.oknation.net