วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ่านนิสัยคนเยอรมันจากการข้ามถนน


อีกเพียง ๔ วัน จะครบกำหนด ๑ ปีที่ผมมาทำงาน/ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนี
นอกเหนือจากความในใจส่วนตัวที่ผมเคยเขียนไว้
เยอรมนี ... ทำไมต้องเป็นประเทศนี้
ผมได้เคยบันทึกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตามประสบการณ์ที่มีโอกาสได้สัมผัสไว้ คือ
มหัศจรรย์แห่งชีวิตของหญิงไทย ณ เมือง บาด ฮอมบวร์ก
ช่องว่างระหว่าง “การมีน้ำใจ” และ “การเคารพในสิทธิส่วนบุคคล”  ตัวอย่างจากเบอร์ลิน  และ
คุณต้องเจอมันแน่ ... เมื่อเข้าห้องน้ำ (ส้วม) ในเยอรมนี

วันนี้ผมจะขอบันทึกเรื่องประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ผมสังเกตเห็น  นั่นก็คือการข้ามถนนของคนเยอรมัน

โดยปกติแล้วตามทางแยกต่าง ๆ ที่มีสัญญาณไฟจราจร  จะมีจังหวะสัญญาณไฟในการข้ามถนนสำหรับ “คนเดินเท้า” และ “คนขี่จักรยาน”  เสมอ

นอกจากนี้  ตามถนนต่าง ๆ  ก็มักจะมีสัญญาณไฟสำหรับให้คนข้ามถนนอยู่เป็นระยะเช่นกัน

จากการสังเกตลักษณะนิสัยในการข้ามถนนของคนเยอรมันตามเมืองใหญ่  เช่น เบอร์ลิน, มิวนิค  และแฟรงค์เฟิร์ต 

คนที่ยืนรอข้ามถนน ณ จุดที่มีสัญญาณไฟจราจรนั้น  เขามักจะไม่เดินข้ามถนนตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณไฟเขียวให้ข้าม  แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะปลอดรถก็ตาม

เป็นสิ่งที่ผมเห็นจนติดตา

ถามว่ามีคนที่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ผมเห็นบ้างไหม   ตอบว่า  มีบ้าง  แต่นับว่าน้อยมาก ๆ

ส่วนใหญ่จะเป็นการข้ามถนนที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรหรือไม่มีทางม้าลายมากกว่า

นั่นคือส่วนของคนเดินถนนหรือคนขี่จักรยาน

หันมามองคนที่ใช้รถบ้าง

แน่นอนว่าคนที่ขับรถ  ยิ่งต้องมีความระมัดระวังและยึดถือกฏจราจรที่เคร่งครัดเสียยิ่งกว่า

ผมยังไม่เห็นรถคนไหน  ไม่หยุดให้คนข้ามถนนตามทางม้าลาย หรือตามสัญญาณไฟจราจร

ซึ่งมันแทบจะเป็นหนังคนละม้วนเลยกับ  การฝ่าไฟแดงบริเวณทางข้ามของคนขับรถในประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของผม  ซึ่งเคยมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

ผมเคยเห็นกับตาว่า  นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตสายไหม  เกือบถูกรถชนที่ ถ.วัชรพล ขณะกำลังจะก้าวข้ามถนนในจังหวะที่น้องเขาได้สัญญาณไฟเขียวสำหรับการเดินข้ามซึ่งเป็นจังหวะไฟแดงสำหรับให้รถหยุด    

รวมทั้ง  เคยเห็นคนข้ามถนนที่ต้องยืนรอบนทางเท้าเพื่อรอให้รถฝ่าสัญญาณไฟแดงบริเวณทางข้ามหมดเสียก่อน  บน ถ.สายไหม  ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก สน.สายไหม มากนัก

ย้อนมาที่เยอรมนีกันต่อ

นอกจากนี้  บรรดาคนขับรถที่เขาจอดรอตามจังหวะสัญญาณให้คนข้ามไปแล้วนั้น  เขาก็จะไม่มีวันออกรถโดยเด็ดขาด  ตราบเท่าที่เขายังไม่ได้รับสัญญาณไฟเขียวให้ไป  แม้จะไม่มีคนข้ามถนนแล้วก็ตาม

เห็นวิถีการใช้ชีวิตในการข้ามถนนของคนเยอรมันแล้ว  มันแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะที่เด่นชัดของคนประเทศนี้บางประการ  นั่นก็คือ  การเคารพกฎกติกาของสังคมที่กำหนดไว้อย่างค่อนข้างเคร่งครัด

จึงไม่แปลกใจว่าทำไมประเทศเขาถึงได้เจริญก้าวหน้ามาจนถึงจุดนี้

มันทำให้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันง่ายขึ้นในที่สาธารณะ  และที่สำคัญคือทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้ถนน

อีกปัจจัยที่มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ คือ

การได้รับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ในประเทศเยอรมนี  มิใช่ได้กันมาง่าย ๆ  เพราะต้องผ่านการเรียนทฤษฎีและการฝึกขับ  ก่อนที่จะทำการสอบ  รายละเอียดเป็นอย่างไร  ผมจะขอให้บล็อกเกอร์ท่านหนึ่งซึ่งมาใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีเช่นกันอย่าง คุณหย่งชาน  เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปจะดีกว่า  เพราะทราบว่าเธอกำลังสอบเพื่อขออนุญาตทำใบขับขี่ของเยอรมันอย่างเอาจริงเอาจัง

เรื่องอ่านนิสัยคนเยอรมันที่ผมตั้งใจเล่าให้ฟังนั้น  จบแล้วครับ

แต่ผมมีเรื่องคาใจอยู่เรื่องหนึ่ง
สืบเนื่องจากเรื่อง ห้องน้ำ (ส้วม) ในเยอรมันที่ผมเคยเขียนไว้   โดยมีบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งได้คอมเมนต์ต่อท้ายว่า

“นับว่าคุณ (ตัวผม) ช่างเป็นผู้มองโลกในแง่ดีเหลือเกิน (น่าจะเหมาะกับอาชีพที่ทำนะคะ)”

อาจเป็นเพราะเธอเคยมีเรื่องฝังใจที่ไม่ค่อยดีนักกับคนเยอรมันตามที่อธิบายต่อมาหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

ผมจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อคอมเมนต์ที่บล็อกเกอร์ดังกล่าวได้ฝากไว้เสียเลย ณ ที่นี้  เนื่องในโอกาสที่นาน ๆ จะเขียนสักเรื่อง

ว่าไปแล้ว  ประเด็นเรื่องการมองโลกในดีที่เพื่อนบล็อกเกอร์ได้เปิดประเด็นทิ้งไว้นี้  สามารถนำเอามาขยายผลต่อได้เป็นหน้า ๆ ก็ว่าได้

ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ขาวหรือดำไปเสียทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศใด  ย่อมมีทั้งดีเลวปะปนคละเคล้ากันไป   เพียงแต่ว่า  คนประเภทใดที่มีมากกว่ากัน หรืออาจมีน้อยแต่มีอิทธิพลมากกว่า  ก็จะมีส่วนนำพาประเทศไปในทิศทางนั้น ๆ ได้

ผมชอบมองและพูดถึงคนเยอรมันในภาพรวม  ซึ่งเป็นตัวสะท้อนหรือขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า  มากกว่าจะพูดถึงคนที่มีวิถีชีวิตแปลกแยกไปจากคนส่วนใหญ่

นเรื่องการมองโลกในแง่ดีนั้น  ผมยอมรับว่าผมชอบมองเช่นนั้นอย่างแน่นอน  ผมไม่เห็นประโยชน์อันใดต่อการมองโลกในแง่ร้ายหรือมองโลกในแง่ลบเลย

ที่จริงต้องเรียกว่า  มองโลกตามความเป็นจริงน่าจะเหมาะสมกว่า

เพราะการมองโลกแบบนี้  ทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข   แม้แต่เมื่อยามต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือปัญหาต่าง ๆ  การมองโลกแบบนี้  ทำให้สมองผมปลอดโปร่ง  ไม่ยอมเสียเวลามาคร่ำครวญเสียดายหรือเสียใจในสิ่งที่ไม่มีทางแก้ไขได้  ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะต่อสู้และฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่า

ในขณะเดียวกัน  ผมไม่เคยลืมปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ คือ  การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  ไปพร้อม ๆ กัน

ซึ่งทั้ง “การมองโลกในแง่ดี”  และ “การไม่ประมาทในการชีวิต”  สามารถไปกันได้ด้วยดี  ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน

บางท่านอาจเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าประทับใจกับใครบางคน  ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ

เรื่องของการเกิดมาเป็นคนแล้วจะต้องเจอเรื่องที่ดีหรือร้ายนั้น  หากตอบแบบไม่ต้องคิดมาก  ก็ต้องบอกว่า  “แล้วแต่เวรแต่กรรม”  หากตอบแบบใช้ความคิดสักนิด  ก็ต้องบอกว่า  “ทุกอย่างมันเป็นไปมันเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่พอเหมาะพอเจาะกัน  มันเป็นไปเช่นนั้นเอง”

ผมมีความเชื่อว่า   ตราบใดที่เราคิดดี  ทำดี  และพูดดีแล้ว  ชีวิตเราก็มักจะเจอแต่เรื่องดี ๆ หรือมักเจอแต่คนดี ๆ  แต่หากว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญกับคนไม่ดี (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลก)   คนเหล่านี้  ก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อชีวิตเราได้ง่ายนัก

และการมองโลกในแง่ดีน่าจะมีคุณต่อคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสาขาอาชีพ  มิได้จำกัดอยู่สำหรับคนอาชีพใดเลยครับ

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net