วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่


ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒  ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (ใกล้ออกพรรษาแล้วเด้อ)

                วันดีคืนดี  มีพี่น้องแวะเยี่ยมยามถามข่าว  กินข้าวกินปลา  พอเขาจะไปต่อ  ยังออกปากชวนไปด้วย  จึงใจง่าย  ขออนุญาตลูกเมียไปเที่ยวเมืองยโสฯ  อ้างว่าเป็นเจ้าถิ่นต้องดูแลแขก (๕๕๕)

                ครับ  บังเอิญคนชวนเป็น เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  อัศศิริ  ธรรมโชติ  ชูเกียรติ  ฉาไธสง  และผู้จัดการคณะกับสารถีแสนดีที่ชื่อ คุณกบ – มาริสา  ชาติยาภา  สำหรับพี่น้องเหล่านี้  มีหรือจะต้องลังเล  ไปแล้วก็เพลินใจได้สาระ  กินอิ่มนอนอุ่นตามสภาพ  แม้ท่ามกลางวิกฤติสีเหลืองสีแดง

                กวีเนาวรัตน์  กับนักร้องชูเกียรติ  เขาไปทำงานให้วัฒนธรรมจังหวัด โดย คุณพวงคำ  ทองทั่ว ให้การต้อนรับอย่างดี  คนอื่นรวมทั้งผม  แค่ติดสอยห้อยตามไปเที่ยว  พอสองคนเขาเข้าห้องประชุม  ต่อหน้ามวลชนชาวบ้านหลากหลาย  พี่อัศศิริของผมก็กระซิบ  เราฟังกันเองบ่อยแล้ว  ไปเที่ยวธาตุก่องข้าวน้อยดีกว่า  ตามประสานักเขียน  ย่อมชอบได้ยินได้ฟังเรื่องเล่า  อยากรู้อยากเห็นบางรูปธรรมที่เกิดจากเรื่องเล่า  อันแสดงถึงเรื่องเล่านั้น  มีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจมนุษย์อย่างยิ่ง 

                ...คิดถึงเมืองยโสฯ  นอกจากคิดถึงลาบยโสฯ  คิดถึงบั้งไฟ  ยังคิดถึงเรื่องเล่าก่องข้าวน้อย...

                หลายปีก่อน  เคยดูหนัง “ก่องข้าวน้อย” ที่สร้างโดย ครูพงษ์ศักดิ์  จันทรุกขา  รู้สึกโศกศัลย์รันทดเหลือเกิน  บีบคั้นหัวใจจนไม่อยากดูซ้ำ  นั่นก็เกิดจากเรื่องเล่ากลางท้องทุ่งนา ณ บ้านตาดทอง เมืองยโสฯ นี่แหละ  เพิ่งจะมีโอกาสไปถึงสถานที่ตั้งธาตุก่องข้าวน้อยก็ตอนนี้

                นอกจากหนัง  ยังมีเพลงลูกทุ่ง  หมอลำ  แหล่  ไม่ว่าจะเป็น ป. ฉลาดน้อย  เทพพร  เพชรอุบล  พรศักดิ์  ส่องแสง  เฉลิมพล  มาลาคำ  ฯลฯ  ล้วนเคยสืบทอดเรื่องเล่านี้ให้เลื่องลือยาวนาน        

พี่อัศศิริของผม  เป็นลูกทะเลหัวหิน  เมืองประจวบฯ  นานๆ ได้เที่ยวอีสาน  ทำให้รู้สึกสำราญบานใจยิ่ง  บอกว่าไม่เห็นแล้งเลย  ผมว่าก็พี่มาตอนหน้าฝนนี่ครับ  หน้าแล้งมาอีกสิ (๕๕๕)  ผมยังสังเกตพี่เขาสนใจธาตุก่องข้าวน้อยอย่างมาก  ขณะตาดูธาตุที่มีลักษณะคล้ายก่องข้าว  ในใจคงจินตนาการถึงชายชาวนาผู้ฆ่าแม่เพียงเพราะโมโหหิว...เป็นเรื่องจริง?  หรือเป็นเพียงการผูกเรื่องเล่า?  เหมือนที่เขาว่า  เรื่องจริงเล่าบ่อยๆ อาจกลายเป็นตำนาน?  ตำนานเล่าบ่อยๆ อาจกลายเป็นเรื่องจริง?

สำหรับนักเขียน  เขาคงมิได้ชมวัตถุสถานเพียงสายตา  ในใจย่อมทำงานด้วยอย่างแน่นอน  เมื่อเห็นรอบข้างพระธาตุมีหินทรายใบเสมาฝังดินอยู่มาก  พี่เขาบอกว่าเดิมน่าจะเป็นวัด  พอเห็นป้ายกรมศิลปากรบอกว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔  พี่เขาก็คำนวณเลขคำนวณยุคเสียยกใหญ่

เราพบบทกลอนเขียนไว้บนป้ายแผ่นใหญ่  เล่าตำนานชาวนาฆ่าแม่เพราะหิวข้าว  ผู้แต่งใช้รูปกลอนดีทีเดียว  อ่านเข้าใจง่ายแบบชาวบ้าน  เรียงกลอนลงบรรทัดต่อบรรทัด  เว้นวรรคกลอนเฉพาะ ๓ คำสุดท้าย  ในที่นี้ขอจัดบรรทัดใหม่   

ครับ  ขออนุญาต  และขอคารวะ กวีนิรนาม  นำมาฝากพ่อแม่พี่น้องทั่วไทย

“ชีวิตเขาเป็นชาวนา  หาเลี้ยงชีพ  

แต่เช้ารีบเริ่มแรก  แบกคันไถ

พร้อมเจ้าทุยลุยน้ำ  ตามกันไป                        

กำลังใจมีเพียงแม่  แก่ชรา

ตั้งแต่เช้าถึงสาย  จนงายแก่                              

คอยทางแม่ส่งข้าว  เฝ้าคอยหา

เมื่อไหร่หนอแม่จะเอา  ก่องข้าวมา                

เพราะไถนาเหนื่อยอ่อน  ทั้งร้อนกาย

แม่มาถึงเบิ่งมอง  ก่องข้าวน้อย                       

อุตส่าห์คอยข้าวน้อยนิด  ผิดใจหลาย

หิวแสนหิวเขาหิวข้าว  ตาก็ลาย                       

ฆ่าแม่ตายสิ้นชีพ  รีบนั่งกิน

ข้าวไม่หมดจดจ้อง  มองศพแม่                       

หันมาแลข้าวยังเหลือ  เมื่อมองผิน

อิ่มข้าวแล้วแม่จ๋า  น้ำตาริน                              

แม่มาสิ้นชีวาวาย  ตายเพราะตน

เขาสำนึกบาปกรรม  ที่ทำผิด                            

พลังจิตรู้สึก  สำนึกผล

จึงสร้างธาตุก่องข้าวน้อย  คอยเตือนตน        

ให้บันดลล้างบาป  กราบวิญญาณ”

          ครับ  นี่อาจเป็นปริศนาของอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  เรื่องเล่านี้เกี่ยวกับ “ชาวนา”  ผู้  “ปลูกข้าว”  แต่กลับต้อง “หิวข้าว” จนถึงต้อง “ฆ่าแม่”  น่าคิดจนน่าจะเล่าต่ออีกในศุกร์หน้า  

ในยุคชาวนาอาจยอมขายนาเพื่อเป็นลูกจ้างนายทุนต่างชาติ  ในวิกฤติสังคมที่ใครๆ ยั่วล้อว่า “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่  ทัพเพอร์แวร์ฆ่าพ่อ”  เรื่องเล่าของชาวนายังน่าฉงนยิ่งนัก?!

 

อังคาร ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒

คม ชัด ลึก

  

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net