วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรียกร้องแจกสปก.แก่สัตว์ป่า


เรื่องของคนกับทรัพย์ในดิน การแบ่งปันและแย่งชิง ยากที่จะเข้าใจ

เจ้าของเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก ผู้จับจองมิใช่เจ้าของที่แท้จริง

ป่าแทนที่จะเป็นป่าธรรมชาติดันกลายมาเป็นแปลงยูคาลิปตัส

กู่ว่าไหม เคยมีใครคิดจะแจกสปก.ให้สัตว์ป่า กันบ้างไหม

http://www.oknation.net/blog/shadowy/2009/09/13/entry-1/comment#read

จากคอมเม้นท์ของคุณBlue Hill ทำให้อยากจะเขียนเรื่องป่าๆ ขึ้นมาติดหมัด เพราะสงสัยว่า คนรักสัตว์แบบไทยๆ  มีอยู่แถวไหนบ้าง

เพราะดูจากกิจกรรมที่ผู้ใจบุญทั้งหลายร่วมมือกันสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น

การตั้งกลุ่มดูแลหมา แมว ตกยาก

การไถ่ชีวิต โค กระบือ อ้อ...วัว ควาย ค่ะ (เวลาคนชั้นกลาง เรียก เขาเรียกมันว่า โค กระบือ  (ก็เวลาใช้คำในสื่อทั้งหลาย เห็นชัดเจนว่า แบ่งชนชั้นทั้งสรรพนามอย่างแจ่มแจ้ง)

การรวมกลุ่มกันออกไปดูนกตามทุ่งนาป่าเขา  แล้วทำสถิตินกเอาไว้ นี่เป็นกิจกรรมของชั้นกลางอย่างแน่นอน เพราะอุปกรณ์ส่องนกเอย ความรู้เรื่องนกเอย ตอนนี้ยังอยู่เฉพาะในกลุ่มคนชั้นกลาง ค่อยไปทางสูง คนชั้นล่างดูนกด้วยตาเปล่า และดูด้วยความกระหายหิวอยากจะฆ่าเอามาแกงกิน

.

การรวมกลุ่มกันไปปลูกป่า ปลูกเสร็จแล้วจะรอดก็ดี จะตายก็ตาม ขอให้เป็นเมตตาของเทวดา กับที่ยังรวมกลุ่มกันฟูมฟักต้นไม้อย่างต่อเนื่อง จนเติบโต (กลุ่มหนึ่งที่สร้างสรรค์มาก เพราะว่าได้ตัดต้นไม่ไปเยอะเมื่อวางท่อแก๊สเข้ามาจากชายแดนพม่า และตอนสร้างเขื่อน)

ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นกลาง ในเมืองทั้งสิ้น

การดูแลหมาแมวที่ตกทุกข์ได้ยาก การไถ่ชีวิตสัตว์ ที่กำลังถูกฆ่า ล้วนแต่เป็นจิตที่เป็นกุศล ถ้าไม่มีใจสงสารก็ย่อมไม่เสียสละเงินทองแน่นอน  อย่างนี้ต้องสาธุ เรื่องผลประโยชน์แฝงคงไม่มี หรือมีก็คงน้อย

แต่การปลูกป่าบางพื้นที่ ขึ้นป้ายหรา เอาชื่อห้างร้านบริษัทเข้าไปติด นั่น...โฆษณาแฝงหรือเปล่า วิธีการที่ทำจริงใจแค่ไหน ถ้าถึงขนาดตัดไม้เดิมออกแล้วปลูกไม้แปลกถิ่นเสริมเข้าไป อันนี้ต้องพิจารณาเป็นรายๆ

เพราะว่า...คำว่าป่า อย่างเลวร้ายแล้วใช้เวลาไม่เกินสิบปี ไม้พื้นถิ่นทั้งหลายจะหาทางงอกเงยขึ้นมาเอง และกลายเป็นป่าธรรมชาติได้ในที่สุด ขอแค่คนหรือสัตว์เลี้ยงประเภทวัวควายช้างม้ากาไก่ ไม่เข้าไปรบกวนเท่านั้น

แล้วเกี่ยวอะไรกับสิทธิทำกินของสัตว์ป่าที่จั่วหัวเอาไว้

สัตว์ป่าบ้านเราน่าสงสารเป็นที่สุด เพราะกำลังถูกแย่งชิงบ้าน คนที่รักสัตว์ยิ่งชีวิตก็สละชีวิตเพื่อร้องเรียกให้สาธารณชนมาสนใจพวกมัน เมื่อนานหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสำนึกนั้นงอกเงยอยู่แค่ในหัวใจคนชั้นกลางบางกลุ่มเท่านั้น เพราะบางกลุ่มยังเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่ออวดบารมี บางกลุ่มยังเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน การพนัน การสนองอารมณ์ตนเอง บางกลุ่มเพื่อบริโภคโดยเฉพาะ

เมื่อคราวที่(อดีต)ข้าราชการกรมป่าไม้คนสำคัญ พยายามจะสร้างไนท์ ซาฟารี ที่เชียงใหม่ มีคนชั้นกลางกี่คนที่ลุกขึ้นมาตั้งกลุ่มประท้วง เพราะสงสารสัตว์ที่จะถูกคุมขังเพื่อการค้า

หรือการใช้เงินมากมายเพื่อหมีแพนด้า แค่ไม่กี่ตัว มีคนชั้นกลางออกมาเต้นเร่า วิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างหนักแค่ไหน  ที่พูดไม่ใช่ให้รักช้างแล้วเกลียดแพนด้า แต่ต้องการให้ทบทวนว่า หัวใจคนชั้นกลางหนักแน่นแค่ไหนกับเรื่องสาธาณะ ที่ตัวเองควรมีส่วนรับผิดชอบอย่างมีสำนึกและรอบด้าน

อันที่จริงสัตว์(ป่า)ทั้งหลาย ไม่ควรจะถูกจองจำไม่ใช่หรือ ไม่ว่าจะเป็นกรงเล็กกรงใหญ่แค่ไหนก็ตาม มีคนแปรงฟัน ป้อนอาหารหรือไม่ไม่สำคัญ แต่มันต้องมีอิสระ (ถ้าจะตายเพราะอิสระก็น่าจะเป็นไปตามนั้น)

“ดังนั้น การสร้างสำนึกรักในธรรมชาติและสัตว์ป่า การจะเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ต้องเริ่มทำกับกลไกของรัฐด้วย  เพระกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีผลต่อจิตใจของสาธารณชนวงกว้าง รวมทั้งเยาวชนคนรุ่นอนาคต ต้องมาจากกิจกรรมของรัฐที่สร้างสรรค์  และยิ่งเป็นไปในเชิงนโยบายยิ่งดี”

การเรียกร้องให้มีสปก.แก่สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า อย่างเป็นรูปธรรม ตามที่คุณชาลีกล่าว ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอหน่วยงานเฉพาะมาดูแล เอาคนชั้นกลางที่รักสัตว์ยิ่งชีวิตนั่นล่ะ มาเป็นอาสาสมัคร (ไม่ใช่การทำงานแบบRoutine เหมือนที่หน่วยงานราชการบางกรมทำอยู่  เพราะว่าอาจมีการกินขี้ช้าง )  และงานนี้จำเป็นต้องใช้สหวิชาการ โดยเฉพาะหมอช้าง หมอไสยศาสตร์ (เดิมเคยใช้วิชาสยบช้าง ให้เปลี่ยนมาเป็นวิชาเสกช้าง)

ช้างป่าเหล่านี้ ต้องผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (เหมือนต้นไม้ที่ผ่านการบวช) โดยผู้ทรงภูมิทางพิธีกรรม (แต่มีปัญหาว่าชนชั้นกลางมักจะไม่เชื่อเรื่องเหนือจริง...ทั้งที่สามารถประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตชาวบ้านได้มากกว่ากฏหมาย)

ส่วนชาวบ้านใกล้ป่า ให้รักษาผลผลิตตัวเองได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายช้าง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดทั้งสิ้น เพราะไม่เช่นนั้นจะพบกับความวิบัติ  และกฏหมายลงโทษ

(เป็นหน้าที่ของหน่วยประชาสัมพันธ์  ที่ต้องทำงานอย่างหนักกับชาวบ้านย่านใกล้เคียงป่า ให้พวกเขารู้ว่า สัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่า มีสิทธิที่จะเดิน ที่จะกิน ที่จะเล่นน้ำที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีความผิด ห้ามไม่ให้ผู้ใดทำร้าย แตะต้องมันได้แม้แค่รอยแมวข่วน เช่นเดียวกับวัว ในอินเดีย เนปาล)

คุณชาลี คิดอย่างที่กู่คิดไหมคะ

...........

เคยมีฝรั่งรักนก ไปทำงานอนุรักษ์นกแต้วแร้วที่ภาคใต้ ตลอดเวลาหลายปี เขาถูกชาวบ้านยิงปืนขู่ที่หน้าสำนักงานหลายหน เพราะเขาบอกว่า นกจะอยู่ได้เมื่อมีป่า...เมื่อป่าถูกบุกรุก นกย่อมสูญพันธุ์ แต่คนที่นั่นก็บอกว่า..ชีวิตนกหรือจะสำคัญเท่าชีวิตคน ในที่สุดโครงการอนุรักษ์ก็ยุติลง ป่าถูกทำลายลงมาก ไม่มีใครหยุดกระบวนการทำลายป่าได้ เพราะผลประโยชน์มากมายเหลือเกิน ป่าถูกแผ้วถางและเปลี่ยนมือมาเป็นของนักการเมืองท้องถิ่น ที่ก้าวขยับมาเป็นนักการเมืองระดับชาติ และเป็นผู้พิจารณาออกกฏหมายปกครองประเทศ

แล้วคุณจะจัดการอย่างไรกับเรื่องช้างป่า ที่ถูกรุกรานบ้านป่าของมันจนยับเยิน โดยเฉพาะที่ป่าตาพระยา ที่นายทุนซึ่งสวมร่างในฐานะนักการเมือง กำลังน้ำลายหกเรี่ยราดอาบป่ายูคาลิปตัสแปลงใหญ่นั้นอยู่  

เรื่องชาวบ้าน 4 กลุ่ม ยังเป็นเรื่องจ้อย เพราะเขายังอยู่ภายใต้กฏหมาย

แต่ที่รอจังหวะให้เหตุการณ์วุ่นวายกลายเป็นเตะหมูเข้าปาก.....นั่นน่ะ....ระวัง

.

เจ้าพ่อดงตาพระยา  เจ้าขา ทำงานด้วยนะเจ้าคะ อย่าให้เจ้าพ่อตัวเป็นๆ ฮุบป่าไปอีกเลยเจ้าค่ะ

คิดไปคิดมาเครียดนัก หลังจากไถ่ชีวิตโคเสร็จแล้ว ไปกินหูฉลามกันดีกว่า ( ฮา)

...............

ประเทศใดที่สัตว์ได้รับการดูแลให้มีชีวิตอยู่อย่างผาสุข ประเทศนั้นคือประเทศที่เจริญแล้วอย่างแท้จริง

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net