วันที่ ศุกร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนังสือฟ้องอาญาคร่าวๆ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ (จำเลย)


 คำฟ้อง                                                       ศาลอาญา                                             คดีหมายเลขดำที่                /๒๕๕๒
จำเลย   นายจุรินทร์    ลักษณวิศิษฐ์ที่๑      และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ ๒
                   ข้อที่ ๑  โจทก์ที่๑   โจทก์ที่๒  ในฐานะผู้ได้รับความเสียหาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของจำเลย   ที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ   ที่สามารถกระทำได้แต่ละเว้นการกระทำ
                  โจทก์ที่๓ เป็นโจทก์ร่วม        ในฐานะสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง   และในฐานะ ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา      ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ   จึงเป็นผู้เสียหาย ปรากฎตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๑  
                      ด้วยความคารพ โจทก์ที่๑   เป็นนักศึกษาแพทย์     มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์                     แต่โจทก์ไม่สามารถเรียนต่อได้เพราะเกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์              จึงขอลาออก ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑    แล้วสมัคร เข้ามหาวิทยาลัยในเดือนเมษายน -พฤษภาคม   ๒๕๕๒   แต่ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาจากหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล  และปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่๑       ทั้งที่มีอำนาจในการสั่งการ     ด้วยเหตุผลที่ว่ามีคะแนน ONET ไม่ตรงปีที่จบ    ทำให้โจทก์หมดสิทธิ์เรียนในสาขา  ที่ต้องการ          โจทก์ที่ ๑  จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ของจำเลยที่๑
                       และโจทก์ที่สอง  ๒ ในฐานะผู้เสียหาย    เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่๖    สายศิลป์     ที่ต้องจำใจและจำเป็นต้องเรียนวิชาในONET  แปดหมวดสาระ  ทั้งๆที่ โจทก์ต้องการเรียนคณะศิลปศาสตร์สาขาวิชาการท่องเที่ยว    ที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิชาวิทยาศาสตร์   และคณิตศาสตร์     และเคยเรียนมาแล้วในชั้นมัธยมต้น    เป็นการบังคับข่มขืนใจให้กระทำในสิ่งที่ไม่อยากกระทำ   และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ยกเว้นเป็นภาระในการเรียนการสอบ และการกวดวิชา    และเป็นการเสียเวลาและถ่วงในการพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆที่จำเป็นมากกว่าเช่น  ทักษะด้านภาษาที่หลากหลาย ในการประกอบอาชีพ ในสาขาท่องเที่ยว     เมื่อทักท้วงไป   จำเลยที่๑   ก็เพิกเฉย      ทั้งที่มีอำนาจในการสั่งการ         โจทก์ที่ ๒  จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ของจำเลยที่๑
                     โจทก์ที่๓ในส่วนตัว ในฐานะ    ส่วนตัว ในฐานะ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง   และในฐานะ ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา   มีสิทธิ และถูกละเมิดสิทธิ จึงมีอำนาจฟ้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ วรรค ๑-๓  ที่บัญญัติว่า
                  "บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้ฯลฯ
                   บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
                    บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง ฯลฯ "
                        มาตรา ๗๘ ที่บัญญัติว่า
                       "รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ "
                        (๗) "จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด"
                    พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พศ.๒๕๕๑ มาตรา ๖(๔)(ง).ที่บัญญัติว่า
                 "  ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง รวมทั้งการดำเนินการต่อไปนี้ "
              "(ง). ส่งเสริมให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคม ให้สามารถใช้สิทธิ(เอาผิดกับรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม )  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฯลฯและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ   "               
                          
                           จำเลยที่ ๑ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา  ๓ วรรค ๒ ที่บัญญัติว่า
                     "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม"
                        หลักนิติธรรม   หมายถึง  การตรากฎหมายที่ถูกต้อง  เป็นธรรม  การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย  การกำหนดกฎ  กติกา และ การปฏิบัติตาม  กฎ  กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด  โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ  ความยุติธรรมของสมาชิก
                        หลักคุณธรรม   หมายถึง  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน  เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย  ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ
                       ในระดับองค์กร   เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ     ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน  รวมทั้งจัดระบบงานที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน  และปฏิบัติตามข้อบังคับ  ก.พ.  ว่าด้วยจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.  ๒๕๓๗       คือมี จรรยาบรรณต่อตนเอง  ต่อหน่วยงาน   ต่อผู้ร่วมงานและต่อประชาชนและสังคม               ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑   คือ ข้าราชการการเมืองมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย รักษาประโยชน์ส่วนรวม ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยจะต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย    ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน    ไม่เลือกปฏิบัติ     ยึดมั่นในหลักจรรยาของการเป็นข้าราชการการเมืองที่ดี     ต้องไม่ใช้หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ก็ตาม     และ พระราชบัญญัติ การศึกษา พศ ๒๕๔๒   ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา        การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียน สำคัญที่สุด   สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ         จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล    หลักสูตรการศึกษา ระดับต่างๆ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ    กฎกระทรวง  (พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) พ.ศ. ๒๕๔๙     กําหนดแนวทางการพิจารณาว่าการกระทําใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก               ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน   ตามความต้องการ ของเด็ก              พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖      ก่อนเริ่มดำเนินการส่วนราชการต้องจัด ให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน   ในกรณีที่ภารกิจใดจะมีผลกระทบต่อประชาชน               ส่วนราชการต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน       หรือชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับจากภารกิจนั้น
               
                              ด้วยความเคารพ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ บัญญัติว่า
                    "รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ หรือ ข้อบังคับ  ขัด หรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้น เป็นอันใช้ไม่ได้ "
                     จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคล หน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของจำเลยที่ ๑  ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ บัญญัติว่า              
                  "บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น"
                    ด้วยความเคารพ  ระหว่าง วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๒ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือให้ถูกต้อง  เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักคุณธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง                     แต่จำเลยที่ ๑ บังอาจกระทำความผิดอาญา ปฏิบัติราชการแผ่นดิน โดย กระทำหรือละเว้นกระทำ การปฏิบัติในหน้าที่ ในการบริหารราชการแผ่นดิน
                   ในเรื่อง ร่วมกัน (ทั้งผู้ใช้ผู้ถูกใช้และผู้สนับสนุน ในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุน  ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓-๘๔,๘๖)    จัดการ กระทำ  หรือ ละเว้น ยินยอม ให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือคงไว้     ทั้งที่มีอำนาจแต่ไม่ใช้อำนาจ หรือใช้อำนาจบิดผัน   (abuse of power)
              "ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จากระบบการสอบคัดเลือกรวม(entrance)    มาใช้ระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา (admission)"       โดยไม่เป็นธรรม   เช่น
                 ให้นักเรียนชั้นมัธยม ๖  สอบ ระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา (admission) โดย การนำคะแนน  แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ONET  (Ordinary National Educational Test) แปดหมวดสาระ ซึ่งเด็กนักเรียน มีสิทธิสอบได้เพียงคนละหนึ่งครั้งตลอดชีวิต  และการนำ  เกรดเฉลี่ยสะสมของมัธยม ๔-๖   แปดหมวดสาระ(GPA )    มาคิดคำนวนในระบบแอดมิชชั่น ด้วย      ซึ่งในแปดหมวดสาระมีมากกว่า๒๐  วิชาย่อย            จึงเป็นภาระแก่เด็กในการเรียน การสอบ และเรียนไม่ทัน     เด็กต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆในทุกวิชา      เพื่อให้สามารถสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้  จึงต้องไปหาเทคนิคการจำ จากโรงเรียนกวดวิชา                ซึ่งบางวิชาเกี่ยวข้องน้อยหรือไม่เกี่ยวข้องกับสาขาคณะที่จะเรียน  เช่นโจทก์ร่วมที่๒  เป็นนักเรียนสายศิลป์     ไม่ชอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์    ในONET  GPAX  ( แปดหมวดสาระ)    แต่จำใจและจำเป็นต้องเรียน   ถูกข่มขืนใจให้เรียน   เพราะกำหนดให้เป็นเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่น     หากไม่เรียนก็ไม่ได้เพราะจะไม่จบชั้นมัธยม หก       และจะไม่มีคะแนนไปสมัครสอบเข้า ในมหาวิทยาลัย      แต่ในคณะที่โจทก์ต้องการเรียน  คือคณะศิลปะศาสตร์สาขาวิชาการท่องเที่ยว   ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ลึกซึ้ง ซึ่งเคยเรียนมาแล้วในมัธยมต้น              จึงเป็นการข่มขืนใจให้กระทำ โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพที่ โจทก์ และเด็กแต่ละคนพึงได้รับ    ทำให้ เสียสุขภาพจิต                  เสียทรัพย์ที่ต้องไปกวดวิชา  เพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ            เป็นการส่งเสริมธุรกิจกวดวิชา  ที่เพิ่มขึ้นจากวงเงิน ๖,๐๐๐ล้านเป็น  ๒.๕ หมื่นล้าน   แต่ไม่ส่งประโยชน์ใดๆต่อการพัฒนาศักยภาพต่อ โจทก์และเยาวชน     จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่โรงเรียนกวดวิชาทางอ้อม                      ทั้งยังทำให้ขาดการพัฒนาความรู้พื้นฐานที่สำคัญ  และจำเป็น ต่อการเรียนต่อในคณะศิลปศาสตร์สาขาวิชาการท่องเที่ยว ในระดับอุดมศึกษา   คือ  ทักษะทางภาษาที่หลากหลาย    ไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่  เพราะต้องเอาเวลาไปเรียนในสาขาวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องตามคำสั่งหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กการกำกับดูแลของจำเลยที่๑           
                          และเมื่อกำหนดให้เรียน และสอบทุกวิชากว่า ๒๐กว่าวิชาย่อยๆ    และสัดส่วนของคะแนนไม่ตรงสาขาคณะที่จะเรียน      จึง เป็นปัญหาทำให้ไม่มีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย     อัตราการพักการเรียน(drop)  เพิ่มขึ้น  เช่นวิชาฟิสิกซ์ของเด็กปี ๑ คณะวิทยาศาสตร์    เพิ่มถึง สี่เท่า  (  วิจัยของกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์ แห่งประเทศไทย    มหาวิทยาลัย  ๒๕ สถาบัน )       อัตราการ สอบไม่ผ่านวิชาวิทยาศาสตร์ ในนิสิตปีหนึ่ง เพิ่มมากขึ้น           ทำให้เด็กเสียสุขภาพจิต  และเสียทรัพย์    สูญเสียงบบประมาณแผ่นดิน                 พื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์ลดลง ทุกคณะมากกว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเอ็นทร้านซ์                คุณภาพเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัยปี ๑ กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์      เกรดเฉลี่ยตกต่ำจาก ๑.๙๔ จากระบบเอ็นทร้านซ์   เป็น ๑.๒๒  จากระบบแอดมิชชั่น            อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องลดมาตรฐานการประเมินลง   ยังผลให้บัณฑิตที่จะจบออกมารับใช้ประเทศ คุณภาพ ลดลงซึ่งสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ               
                      จึงเป็นการกระทำ โดยเจตนา ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่า    หากกำหนดเอาคะแนนในวิชาใดเป็นเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัย       เด็กจะไปกวดวิชานั้นๆ         เด็กนักเรียนที่ต้องการจะสอบได้คะแนนสูงๆ ต้องไปติวหรือเรียนพิเศษ กับโรงเรียนกวดวิชา      ยิ่งกำหนดเอาคะแนนจากหลายวิชามาก ยิ่งเพิ่มการกวดวิชา      เด็กยากจน เด็กบ้านนอก เด็กห่างไกลความเจริญ ก็หมดสิทธิเพราะไม่มีเงิน ไม่มีที่เรียนกวดวิชา เพื่อจะมีความรู้ มัธยมหก          หรือความรู้พิเศษเฉพาะทางนอกเหนือหลักสูตร    วิชามัธยม ๖ มาสอบ เป็นต้น                    เมื่อได้ทักท้วง ร้องเรียนกลับละเลย   ล่าช้า    ใช้ดุลพินิจมิชอบ   อันไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม เกิดความเสียหาย และเสียสุขภาพจิต    เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แก่โจทก์และนักเรียนนับหมื่นนับแสนคน ทั่วประเทศ                       ธุรกิจกวดวิชาในปี ๒๕๕๐  เพิ่มขึ้นจากวงเงิน ๖,๐๐๐ล้านเป็น  ๒.๕ หมื่นล้าน   แต่ไม่ส่งประโยชน์ใดๆต่อการพัฒนาศักยภาพของ เยาวชน     เป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่โรงเรียนกวดวิชาทางอ้อม     
                จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒       ทั้งๆที่ควรให้ 
               "ยกเลิก การนำคะแนน  แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ONET (Ordinary National Educational Test)  และการนำ  เกรดเฉลี่ยสะสม  (GPA )    มาคิดคำนวนในระบบแอดมิชชั่น  
                 ด้วยเหตุผลที่ว่า แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ONET มีไว้เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนและโรงเรียนเท่านั้น  ไม่ใช่มีไว้เพื่อการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย   และการให้สอบได้เพียงหนึ่งครั้งตลอดชีวิต  ไม่มีการให้แก้ตัวใหม่         เด็กจบก่อนปี ๒๕๔๘  เช่นตัวอย่างโจทก์ร่วมที่ ๑     เป็นนักศึกษาแพทย์จุฬาลงกรณ์         มีปัญหาไม่สามารถเรียนจบได้เพราะเกรดเฉลี่ยไม่ถึง     จึงลาออกเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๑     ได้ไปสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในระบบแอดมิชชั่น     ได้คะแนน  ถึง      แต่ไม่ ได้รับการพิจารณาจัดสรรพื้นที่เข้า มหาวิทยาลัยในภาคปกติได้   ด้วยหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแล การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑   อ้างว่า คะแนน ONET ไม่ตรงปีที่จบ   ซึ่งหากจะเรียน          ต้องไปมหาวิทยาลัยนานาชาติ หรืเอกชน หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ  ซึ่งมีค่าเล่าเรียนแพง     โจทก์ฐานะยากจน จึงไม่สามารถสมัครเข้าเรียนได้    สุดท้ายโจทก์ร่วมที่๑ ต้องไปเรียนสาขาอื่น ในมหาวิทยาลัยเปิดที่ไม่มีสาขาเทคนิคการแพทย์ที่โจทก์ต้องการ          อันไม่เป็นการคุ้มครอง สิทธิและความเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔         
                           อีกทั้งการรับ นักศึกษาแพทย์ที่กำหนดเกณฑ์คะแนน ONET  ต้องมากกว่า  ๖๐%ขึ้นไป   แต่เด็กสอบได้เพียง ๕๘%      ตลอดชีวิตนี้เด็กคนนี้ก็ไม่มีโอกาสเป็นแพทย์ได้เลย   (หลังจากที่ได้ร้องเรียนต่อรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง     ภายหลังมีประกาศให้ใช้เกณฑ์ ONET ขั้นต่ำ ๖๐% เฉพาะปีที่จบ ในการรับสมัครสอบคัดเลือกแพทย์ปี ๒๕๕๓  ส่วนคนที่จบไม่ตรงปี กลุ่มคณะแพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีย์ๆไป   แต่ปีต่อไปยังไม่ประกาศ )      อันเป็นเหตุการณ์อันชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ ได้รับความเสียหายนับหมื่นนับแสนคนในแต่ละปี ภายใต้การควบคุมดูแล การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑      
                       อีกทั้ง การคำนวณ   การกำหนด  ผลการเรียนเฉลี่ยมัธยมปีที่ ๔-๖ (  Grade Point Average : GPA) ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และ ไม่ยุติธรรม    เช่นวิจัย    โดยศูนย์ทดสอบและประเมิน  เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า  ใน โรงเรียนจำนวน ๒๕๓๘  แห่ง  มีการปล่อยเกรดสูง  ถึง ๑,๒๒๔   โรงเรียน     ( ๔๗.๓๙% )     และกดเกรด ๑,๒๓๘   โรงเรียน    (๔๗.๙๓ %)    ที่ให้เกรดปกติมีเพียง  ๑๒๑ โรงเรียน   (๔.๖๘ %)          แสดงให้เห็นว่าการใช้ GPAX  GPA มาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย  ไม่มีความยุติธรรมต่อเด็กทั่วประเทศ                         ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒ เช่นกัน                   
                              อีกทั้งจากการประชุมของบุคคลที่ได้รับการมอบหมายเช่นที่ประชุมคณะอธิการบดี หรือเป็นผู้ถูกใช้จากจำเลยที่ ๑   ก็ยังยินยอมให้ใช้ระบบ การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย        ระบบแอดมิชชั่น  ที่จะใช้ คะแนนจาก ONET  GPAX    รวม  ๕๐ %                ความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการPAT(Professional  Aptitude Test  )    และ  ความถนัดทั่วไป GAT (General Aptitude Test   )      ๕๐%   ในปี ๒๕๕๓  ต่อไปอีก   ซึ่งยังผลให้ได้เด็กไม่ตรงสาขาคณะ    เนื่องจากสัดส่วนคะแนนไม่ตรงสาขาคณะที่จะเรียน     เช่น เด็กเก่งสายศิลป์ สามารถสมัครสอบเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ได้   แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วไม่สามารถเรียนได้เพราะมีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอ   เด็กจะพักการเรียนมากขึ้น   ทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดิน    ยังผลต่อทรัพยากรบุคคลขอลประเทศที่มีศักยภาพลดลง
                     อีกทั้งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบวิชา  ความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการPAT (PAT๑-๗)       และ  ความถนัดทั่วไป GAT  วิชาละ ๒๐๐ บาท  รวมเด็กต้องจ่าย ๔๐๐-๑,๖๐๐  บาท ต่อการสอบแต่ละครั้ง    อันเป็นภาระหนักของเด็กยากจน   รวมทั้งปัญหาข้อสอบGAT    PAT ไม่มีมาตรฐานบางครั้งยากบางครั้งง่าย     ผู้ที่มีโอกาสสอบได้หลายครั้งคือผู้  ที่มีเงินมากกว่าย่อมมีโอกาสได้คะแนนสูงกว่า เพราะเลือกได้หลายครั้ง
                     รวมทั้งการเปิดพื้นที่รับตรงของหลายมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นบางสาขาคณะเพิ่มเป็น ๑๐๐%  เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะได้เด็กไม่ตรงสาขาคณะ    จากเกณฑ์แอดมิชชั่นที่ไม่ชอบที่คณะอธิการบดีมหาวิทยาลัย      ผู้บริหารในสถานบันการศึกษาสูงสุด   และมีคุณวุฒิสูงสุดของประเทศ          ที่เป็นผู้ถูกใช้ หรือภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่๑            รับรู้ว่าระบบแอดมิชชั่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบการศึกษาไทย    ได้เด็กไม่ตรงสาขาคณะ    แต่ก็ยังยืนยันใช้ระบบแอดมิชชั่น   กลางกับเด็กที่พลาดโอกาสจากการรับตรง  หรือเด็กที่ไมีมีโอกาสไปสมัครรับตรง ในทุกทมหาวิทยาลัย  )              ซึ่งจะเป็นภาระแก่เด็กนักเรียนผู้ยากไร้จำนวนมาก   ที่จะต้องขาดโอกาสที่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน    เพราะต้องไปสมัครสอบของแต่ละมหาวิทยาลัย ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งค่าที่พัก               ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าสมัครสอบ ในแต่ละมหาวิทยาลัย    ยังไม่รวมรายได้ที่มหาวิทยาลัยได้รับจากการรับตรงเช่นมีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง   เด็กสมัครสอบ ๖๐,๐๐๐ คน เสียค่าสมัครคนละ ๕๐๐ บาท รวมเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย  ๓๐,๐๐๐,๐๐๐   บาท  แต่รับได้แค่ ๒,๐๐๐ คน                         
                      แม้นว่าจะเกิด ปัญหาหลากหลายประการ  จำเลยที่๑ ยังประกาศใช้เดินหน้าใช้ ระบบแอดมิชชั่น  แม้นจะอ้างว่ากำลังปรับเปลี่ยนแต่ก็ล่าช้า   ละเลย    ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ   สร้างความเสียหายเดือดร้อนแก่เหล่าผู้ปกครองและเยาวชน       และโจทก์     ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่าย และสุขภาพจิต  ความเครียด    
                      จึงเป็นการละเว้น หรือ คงไว้ ไม่มีคำสั่งให้ปฎิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมคือ ยกเลิก การใช้คะแนน ONET  GPA  เป็นเกณฑ์ใน ระบบแอดมิชชั่น  เสีย  และค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบGAT PAT  รวมให้เหลือ ๒๐๐ บาทต่อครั้ง     ดังนั้น  ในปีการศึกษา ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ก็คงใช้ระบบไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม
                   โดย ใช้ให้ผู้ถูกใช้หรือผู้ได้รับมอบหมายอำนาจจากจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติ โดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม   
                  ปรากฎตามรายละเอียดเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๒ ซึ่งโจทก์จะนำเสนอศาลเป็นชุด ในวันพิจารณา ต่อไป   
                   คำฟ้องข้อ ๒           ด้วยความเคารพ การกระทำของจำเลยทั้งสองและผู้ถูกใช้หรือผู้ถูกมอบหมายอื่นๆที่เป็น ตัวการร่วม หรือ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ได้บังอาจกระทำผิด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒
                     จึงมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗  ที่บัญญัติว่า
                   "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ..ฯลฯ  ต้องระวางโทษ "
                       คำฟ้องข้อ ๓        การกระทำของจำเลย จึงมีความผิด โดยเจตนา รู้สำนึกในขณะกระทำความผิด โดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ           (ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒)   มีการบริหารราชการแผ่นดิน ละเว้น หรือปล่อยปะ ละเลย  ข่มขืนใจ    ให้มีการใช้ระบบแอ็ดมิชชั่น โดยไม่มีการยกเลิก เกณฑ์ การใช้คะแนน ONET  GPA  ใน  ระบบแอดมิชชั่น เสีย           ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนหรือ โจทก์ในฐานะส่วนตัว    หรือในฐานะผู้รับมอบอำนาจ       ในฐานะสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง   และในฐานะประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  หรือตัวแทน   จากกลุ่มประชาชน เด็กนักเรียน บิดามารดา   ตามที่ได้มีการร้องเรียนมา
                  ด้วยความเคารพ  จำเลยทั้งสอง ได้บังอาจกระทำความผิดกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒  ดังกล่าวตามคำฟ้องข้อ ๑-๒   จำเลยจึงมีความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา  ๑๕๗,๑๔๘ ประกอบ มาตรา ๕๙,๘๓,,๘๔,๘๖
                       เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นที่กระทวงศึกษาธิการ   แขวงวังจันทร์เกษม     เขต ดุสิต   กรุงเทพ
                       โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน  เพราะประสงค์จะดำเนินคดีด้วยตนเอง                                                       
                                         ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี 
0812980284

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net