วันที่ ศุกร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวไปตามใจฝัน : นมัสเต เนปาล - ตอน 2 จบ -


 เที่ยวไปตามใจฝัน : นมัสเต เนปาล - ตอน 2 จบ -

...สวัสดีเพื่อนๆ ทุกท่าน....J

...ฉันหายไปหลายวันเลย กว่าจะมาเขียนตอน 2 ต่อ คงไม่ว่ากันนะ.....?

...ใน ตอนที่ 1 ฉันไปจบไว้ที่ค่ำคืนวัน Christmas ที่หมู่บ้าน Tadapani อันหนาวเหน็บแต่อบอุ่นในหัวใจ...

ตอนที่ 1

http://www.oknation.net/blog/mydiary/2009/09/10/entry-1/comment#read

งั้นมาต่อให้จบกันเลยน้า า า า า .... Q


...........................................

โปรแกรมวันต่อมา เป้าหมายของฉัน คือ การเดินทางสู่ หมู่บ้าน Jhinu หรือหมู่บ้านบ่อน้ำร้อน ...

อันที่จริงโปรแกรมตอนแรกก็ไม่กะว่าจะไปที่หมู่บ้าน Jhinu หรอก... กะไปที่หมู่บ้าน Ghandrong แต่ดันไปถามกะเจ้ามอลมาว่า Ghandrong เป็นไงบ้าง (เพราะเท่าที่ข้อมูลมีหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก) ซึ่งเขาก็บอกคล้ายๆ กับข้อมูลที่ฉันรู้มา แถมลงเขาตลอด ทำให้เมื่อยเข่า... 

มอลจึงแนะนำว่าไปหมู่บ้าน Jhinu ดีกว่า เส้นทางสวยและไม่ชัน  เมื่อเป็นดังนี้ ฉันก็เลยตัดสินใจให้รางวัลแก่ตัวเอง ด้วยการไปแช่น้ำร้อนที่หมู่บ้าน Jhinu เป็นการปิดท้ายของการ Trekking ในเส้นทาง ACAP หรือ Annapurna Conservation Area Project ....K

เส้นทางจากหมู่บ้าน Tadapani ไปหมู่บ้าน Jhinu เป็นเส้นทางที่สวยสมกับคำโฆษณาของมอลจริงๆ  ทางส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลงเขา แต่ก็ไม่ได้สูงชันอะไรมาก ผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง (ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมเนินเขา มีที่พักไว้บริการด้วย ....สวยมากๆ)J

เราเดินไปตามหุบเขาข้างหน้า เลียบแม่น้ำขึ้นไปตามรูป....



ผ่านบ้านเรือนชาวบ้านที่นิยมสร้างอยู่ริมเนินเขา (รสนิยมการสร้างบ้านของเขานี่ใช้ได้เลย)...



ตามสันเขาในช่วงนี้เราจะเห็นดินถล่มหรือ Land Slide หลายแห่ง...

มอลบอกว่าแถวนี้จะเกิดดินถล่มบ่อย แต่ก็ไม่มีใครเป็นอะไร เพราะถึงแม้เราจะเห็นกระท่อมของชาวบ้านมักจะสร้างยู่บริเวณเนินเขา แต่กระท่อมเหล่านั้นชาวบ้านสร้างมาเพื่อจะมาพักช่วงหน้าแล้ง...เพื่อมาทำการเพาะปลูก พอถึงช่วงหน้าฝนเกิดก็จะกลับไปพักยังบ้านของเขาที่อื่น...

ในรูปจะเห็นดินถล่ม(ตรงที่เห็นสีขาวๆ บนหลังคานั่น)

ช่วงนี้หน้าหนาว ดังนั้นเราจะเห็นชาวบ้านปลูกข้าวกัน...

เรื่องน้ำท่านี่ไม่ต้องห่วง เพราะมีลำธารไหลผ่านภูเขาแยะ


เกือบเที่ยงวันเราก็เดินทางมาถึงหมู่บ้าน Chhomrong หมู่บ้านหน้าด่านก่อนถึงหมู่บ้าน Jhinu ...

...ในรูป ที่เห็นหมู่บ้านด้านบนนั่นไง Chhomrong ส่วนหมู่บ้านด้านล่างนั่นก็คือ Jhinu  เห็นแบบนี้อย่านึกว่าใกล้ๆ นะ เดินลงจาก Chhomrong มาหมู่บ้าน Jhinu ฉันใช้เวลาเกือบชั่วโมงแน่ะ... L


เรามาแวะที่ Chhomrong ด้วยเหตุผล คือ เราจะมาทานข้าวเที่ยงที่นี่..

...มอลบอกว่าวิวที่นี่สวยเหมาะการการมาทานอาหารเที่ยง เล่นมุขนี้มาหลอกล่อ  ฉันก็เชื่อ.... ฉันนี่เชื่อคนง่ายเสียจริง เขาบอกอะไรก็เชื่อไปหมด แต่คงโชคดีกระมัง เพราะเชื่อแล้วไม่ค่อยผิดหวัง อิ อิ ......K

ที่ Chhomrong เรามานั่งทานข้าวกันที่ Fishtail Guest House (ชื่อคงมาจากวิวของที่นี่สามารถมองเห็นยอดเขาเจ้าหางปลา) ที่พักจะตั้งอยู่บนสุดของหมู่บ้าน เราสามารถเห็นวิวของ Annapurna ได้เต็มๆ  เสียดายวันที่ฉันมาอากาศปิด หมอกหนามาก เห็นวิวเทือกเขาแวบๆ หมอกก็ลอยมาบังอีก ...

อากาศปิด...L


ขอบอกเพื่อนๆ ว่าหากเพื่อนๆ มาเที่ยวในเส้นทางนี้ ที่พักที่นี่น่าจะอยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ ได้เลย..สวยมากๆ...

นี่ครับ...


ทานข้าวเที่ยงเรียบร้อยก็เดินทางกันต่อ...

จากนี้ไปก็เป็นทางลงเขาตลอด อย่างที่บอกไว้แล้ว ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมาก็ถึงหมู่บ้าน Jhinu ...

เห็นข้างล่างลิบๆ นั่นแหละครับ...


ที่พักที่นี่มีอยู่สามสี่แห่ง...

วันนี้ฉันพักที่ Namasta hohel (ค่าที่พัก 100 Rs) โชคร้ายนิดนึง คือ วันนี้มีกรุ๊ปชาวเกาหลีสักยี่สิบกว่าคนมากพักด้วย เป็นกรุ๊ปเด็กนักเรียนซึ่งคุณครูพานักเรียนมาเที่ยว ดังนั้นจึงมีเสียงดังเจี้ยวจ้าวหนอกหูพอสมควรเลย....L

ปลายสุดนั่น คือที่พักของเรา


...จากที่พักก็สามารถเห็นวิวเทือกเขา Annapurna  แต่เห็นแบบไม่เต็มๆ แจ่มๆ  เท่า Chhomrong  และพอพ้นจากหมู่บ้านนี้ไปเราจะไม่เห็น Annapurna อีก...

นี่ที่พัก...

...........................



เข้าที่พักเก็บของแล้วก็เดินทางไปที่บ่อน้ำร้อน ถึงแม้ตลอดทางมีฝนปรอยๆ มาบ้างก็ไม่มีปัญหา...อ้า .....อุตสาห์มาถึงแล้วจะไม่ให้ไปได้ไง...A

บ่อน้ำร้อนอยู่ริมลำธารใต้หมู่บ้านลงมา ต้องเดินลงเขาไปราวยี่สิบนาที น้ำพุร้อนที่นี่จะเป็นคล้ายๆ กับตาน้ำออกมา ชาวบ้านเขาจะก่อเป็นบ่อซีเมนต์สำหรับแช่น้ำ และต่อท่อสำหรับอาบน้ำให้นักท่องเที่ยว...


ใครมาที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมหรือค่าอาบน้ำครับ...

...แต่ชาวบ้านเขาจะมีตู้สำหรับให้บริจาคตามศรัทธา...[

ฉันสังเกตลักษณะอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านบนภูเขาหลายๆ แห่ง ตลอดทางที่มาว่าเขามีความโดดเด่นที่การรวมกลุ่ม อย่าง ACAP ก็เป็นการรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรเพื่อดูแลทรัพยากรท่องเที่ยวของเขา มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างโรงเรียน มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างศาสนสถาน ฯลฯ K

ฉันคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านมีความรักสามัคคีกันก็เพราะ ราชการคงเข้าดูแลพวกเขามาลำบากและไม่ทั่วถึง ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อดูแลตัวเอง จะไปหวังพึ่งคนอื่นมากมันไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นสักเท่าไรหรอก  ...รักกันนะคนไทย.....B
นี่แหละครับบ่อแช่...



อยากจะบอกดังๆ  ว่าหลังจากการเดินขึ้นเขา ลงเขา ผจญกับอากาศหนาวเหน็บและซักแห้งมาหลายวัน พอฉันได้ลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนเท่านั้น....มันยังกะขึ้นสวรรค์...... G 

อุณภูมิของน้ำที่นี่น่าจะราวๆ สักเกือบสี่สิบองศา กำลังอุ่นสบาย จนฉันแทบไม่อยากจะขึ้นมาจากน้ำเลย พวกฝรั่งนี่ขนเบียร์ ขนเหล้ามานอนกินกินกันสบายไปเลย...

....แช่ไปแช่มาก็คืนสู่ความเป็นจริง .....และก็เดินขึ้นสู่ที่พักบนเขา (เอ้อ สุดท้ายก็เดินขึ้นเขาอีกแระ.... ) L 

รูปมืดไปนิดนะครับ เพราะมีทั้งฝน ทั้งหมอกเลย...
 

....................

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการ Trekking อากาศที่นี่มันหนาวไม่เท่าวันก่อนหน้านี้ คงเพราะความสูงที่ลดลงประกอบกับพื้นที่อยู่ในหุบเขาไม่มีลมเหมือนที่ผ่านมานั่นเอง คืนนี้จึงนอนไม่ทรมานมากนัก....

(เพื่อนๆ สามารถดูระดับความสูงแต่ละแห่งได้ในแผนที่ที่อยู่ใน ตอนที่ 1   ทริปนี้ความสูงที่เราผ่านมามากที่สุดคือที่ Poon Hill สูง 3,193 เมตร จากระดับน้ำทะเล)

””””””””””””””””””””””””””””

............................


วันสุดท้ายของการ Trekking เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 7.00 น. เพราะเลี่ยงไม่อยากไปวุ่นวายเรื่องอาหารเช้ากับกรุ๊ปเกาหลี  เลยออกเช้าหน่อย แล้วค่อยไปหากินเอาที่หมู่บ้านข้างหน้า...

สำหรับการเดินทางของเราในวันนี้ ไม่ยาก เดินเลียบแม่น้ำไปตามไหล่เขาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีทางขนาดต้องปีนเขาอย่างวันก่อนๆ...

ไปตามลำน้ำลิบๆ นั่นแหละครับ เดี๋ยวก็ถึง นายาพูล


การเดินทางในวันนี้จึงเป็นการ ชมวิวไปเรื่อยๆ และคุยกับมอลถึงเรื่องต่างๆ ...

ไม่ว่าปัญหาการเมืองของเขาที่เพิ่งเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบลัทธิเหมาได้ไม่นาน...ปัญหาเศรษฐกิจที่เขามีทรัพยากรแร่เยอะ โดยมีพวกมหาอำนาจรองรับ...ปัญหาการศึกษาที่เด็กของเขามักเรียนกันน้อย แถมเรียนช้ามากโดยเฉพาะช่วงก่อนมีการเปลี่ยนการปกครองปิดโรงเรียนกันทีเป็นเดือนๆ...

รูประหว่างทางกลับ นายาพูล ....

.......................................

....มอลเขาเกิดในตระกูลพราหม์ ที่บ้านทำนา แต่แม่เขาก็พยายามส่งเขาเรียน...ปัจจุบันนี้เขาทำงานเป็นไกด์และกำลังเรียน ป.โท อยู่กำลังจะจบ และกำลังหาทุนเรียน ป.เอก ที่แคนาดา

เขาจึงเป็นลูกหาบ ไกด์ ที่เก่งมาก....หากเพื่อนๆ สนใจใช้บริการของเพื่อนร่วมทางคนนี้ ฉันรับรองเลยว่าไม่ผิดหวัง... K 

..................................
วันนี้ฉันเจอฝนเกือบตลอดทางที่เดินมา เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไร.....อ้อ เกือบลืมไป หากเพื่อนที่ต้องการไป ABC โดยมีเวลาไม่กี่วันก็สามารถใช้ เส้นทาง จาก นายาพูล มาทาง Ghandrong ก็ได้ ทางนี้จะย่นระยะทาง เพราะไม่ต้องอ้อมผ่าน Poon Hill แต่ทางจะชันพอควรเลย .....

สัก เวลา 14.30 น. เราก็มาถึงหมู่บ้าน Birethanti ซึ่งต้องลง Check Post อีกพักใหญ่ๆ ก็มาถึงนายาพูล ซึ่งมีรถมารอรับเราอยู่แล้ว ก็เป็นอันว่าสิ้นสุด การ Trekking ของฉัน ....จากนี้ไปก็เป็นการท่องเที่ยวในเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่......

............................................
...........................................


...เมืองโพคราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบเล็กๆ บริเวณริมฝั่งด้านทิศตะวันออกของ ทะเลสาปเฟวา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา การท่องเที่ยวในเมืองโพครามีกิจกรรมท่องเที่ยวหลักๆ คือ ล่องเรือชมทะเลสาปเฟวา เที่ยวในเมืองซึ่งมีร้านรวงต่างๆ มากมาย เที่ยววัด เที่ยวน้ำตก หรือไปชมพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาสรังก๊อต หมู่บ้านทิเบต ....

เมืองโพครายามเย็น.....


โปรแกรมที่ฉันจัดไว้สำหรับการท่องเที่ยวเมืองโพคราในหนึ่งวันของฉัน คือ เที่ยว วัด Bindhya Basihi - เมืองเก่า –น้ำตก Devi's – ล่องเรือในทะเลสาปเฟวาและชมวัด Varahi Mandir – เที่ยวตอนเหนือของทะเลสาปเฟวา

การเที่ยวในเมืองโพครานี้ ฉันใช้วิธีเช่ามอเตอร์ไซด์ขับเที่ยว (ราคา 400 Rs./วัน) โดยเติมน้ำมันไป 200 Rs. เท่านี้ก็สามารถไปไหนต่อไหนได้แล้ว (ไม่ต้องพึ่งแท็กซี่ที่มักจะโขกสัปราคา)


จากโปรแกรมเที่ยวโพคราที่ได้บอกเพื่อนไว้แล้ว ฉันขอรวบรัดข้อมูลต่างๆ เลยนะ...

เที่ยววัด Bindhya Basihi  วัดนี้เป็นวัดอินดู ตั้งอยู่บนภูเขาเล็กๆ ทางด้านเหนือของตัวเมือง มีสถาปัตยกรรมงานอาคารที่เกิดจากงานแกะสลักไม้ที่สวยงาม วัดนี้มีชื่อเสียงมาก ถือว่าหากมาเที่ยวโพคราแล้วไม่ได้มาวัดนี้ก็เสียชื่อแย่เลย จากวัดเราสามารถเห็นความงามของเทือกเขา Annapurna ได้...

วัดไม่กว้างเท่าไร มีอาคารอยู่สองแห่งกับรูปสักการะของศาสนาอินดู

ด้านหลังจะเห็นเทือกเขา Annapurna

รอบๆ วัดจะเป็นเขตเมืองเก่า แถวนี้นักท่องเที่ยวไม่นิยมจะมาพักกัน จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและมีวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง...

...น้ำตกเดวี่... อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 6 กม.(ค่าเข้าน้ำตก 40 Rs.) เป็นน้ำตกเล็กๆ มีจุดเด่น คือ น้ำจะไหลลงรูหิน ตกลงมาเป็นน้ำตก ช่วงนี้น้ำไม่เยอะครับ...


บริเวณริมน้ำตกมีบ่อเสี่ยงทาย ...

..หากใครอธิฐานแล้วโยนเหรียญลงในบ่อ หากเหรียญตกบนฐานเทวรูปก็จะได้สมดังคำอธิฐาน... (ฉันโยนเหรียญไปจนหมดกระเป๋า ก็ไม่ยักกะลงไปที่ฐานเทวรูป เอ้อ) L 


การล่องเรือใน ทะเลสาปเฟวา ...

มีจุดเด่นที่การไปชมวัด Bindhya Basihi ซึ่งตั้งอยู่ กลางทะเลสาป ไม่ห่างจากฝั่งนัก (ค่าเช่าเรือแบบเราพายเอง 1 ชั่วโมง 250 Rs. สองชั่วโมง 400 Rs.ต่อรองกันได้)


................................

วัด Bindhya Basihi

........................

....หากเราไปตามถนนที่ผ่านกลางเมืองไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงตอนเหนือของทะเลสาปเฟวา...

ด้านบนของทะเลสาปจะเป็นพื้นที่ราบมีทุ่งหญ้ากว้างไกลทีเดียว ชาวบ้านเขาจะใช้เป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์ต่างๆ ในภาพอาจเล็กๆ หน่อย จุดเล็กๆ ตามพื้นหญ้าก็คือ วัว และแพะทั้งนั้น แถวนี้เราจะเห็นวีถีชนบทแบบท้องทุ่งของที่นี่... 


......ตอนเหนือของทะเลสาป ยังมี เกทเฮาส์บริการนะแต่ไม่มากนัก

เอ้อ มีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจในการชมวิวของเมือง คือ การนั่งเครื่องร่อน เห็นฝรั่งเขาชอบกัน แต่ฉันไม่ค่อยจะยินดีนัก ... กลัวความสูง ....



โปรแกรมเที่ยวหนึ่งวันของฉันก็มาปิดท้ายที่ตัวเมืองโพครานี่แหละ อันที่จริงพรุ่งนี้ (28 ธค.) จะมีงานเทศกาลใหญ่ของเมือง นั่นก็คือ Pokhara Street Festival ซึ่งเป็นงานถนนคนเดินที่ยิ่งใหญ่ของที่นี่

เขามีการออกร้านตามถนนในเมือง แต่เสียดายพรุ่งนี้ฉันต้องกลับกาฐมาณฑุก่อน จึงไม่ได้ร่วมงานกะเขา น่าเสียดายเหมือนกันนะครับ ค่ำคืนนี้ฉันจึงใช้เวลาเดินเล่นในเมือง แวะร้านค้า ซื้อโปสการ์ดเขียนกลับมายังเมืองไทย (ใบละ 10 Rs. ค่าส่งกลับเมืองไทยใบละ 25 Rs.) จากนั้นก็หาตั๋วกลับกาฐมาณฑุ ซึ่งครานี้ได้ของบริษัท World Wide ในราคา 450 Rs. ถูกกว่าขามา แต่สภาพรถเก่าสุดในบรรดารถทัวร์ของบริษัทต่างๆ ที่ไปกาฐมาณฑุ ... L 

......................................

บรรยากาศเมืองโพคราก่อนงาน Pokhara Street Festival


......................................

รถออกจาก Pokhara 7.00 น. เช้านี้ฉันโชคดีมากที่ได้เห็นวิวของเมืองโพคราโดยมีเทือกเขา Annapurna เป็นฉากหลังของเมืองอย่างชัดเจน เพราะหลายวันที่ผ่านมาท้องฟ้าปิดตลอด....

....เป็นการส่งท้ายของเมืองที่ประทับใจมาก

.....ลาก่อนโพครา...

......................................


......................................

รถมาถึงกาฐมาณฑุราวบ่ายสองโมงครึ่ง รถจะมาจอดคนละที่กับตอนที่ขึ้นรถไปโพครา ตอนไปเราไปขึ้นอีกฝั่งของย่านทาเมล ตอนกลับรถมาจอดอีกฝั่งของย่านทาเมล เดินแป๊บเดียวก็ถึงที่พักแล้วครับ ไม่ต้องพึ่งแท็กซี่ พึ่งปากของเรานี่แหละครับ ถามไปเรื่อยเดียวก็ไปถึงเอง อิ อิ .... D

แวะพักรถระหว่างทาง...


.......................

กลับมาที่ทาเมลฉันก็ยังไปพักที่ กาฐมาณฑุเกทเฮ้าท์ ที่เดิม... แต่ตอนนี้ขออัพเกรดห้องขึ้นมาหน่อย คือ จากห้องเดิมที่ราคาถูกแค่ 6 $ แต่ห้องน้ำรวม มาเป็นห้องน้ำในตัวและห้องใหญ่ขึ้น (ราคา 18$)

...เก็บของเสร็จยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ ก็เลยเริ่มโปรแกรมเที่ยวในเมืองกาฐมาณฑุเลย...

................................

ฉันวางโปรแกรมการเที่ยวในกาฐมาณฑุวันนี้ดังนี้ ไปสักการะที่สถูปสวยมภูนาถ(Swayambhunath Stupa) และไปสักการะสถูปโพทนาถ (Bodhnath Stupa) ส่วนวันอื่นๆ ก็ตามโปรแกรมที่เคยเขียนบอกไว้ใน ตอนที่ 1 แล้วนะครับ .....

สถูปสวยมภูนาถ


จากที่พักนั่งแท็กซี่ไปวัดสวยมภูนาถหรือวัดลิง (ค่ารถ 150 Rs.) ใช้เวลาราวยี่สิบนาทีก็ถึง วัดตั้งอยู่บนภูเขาทีสูงราว 300 เมตร ใช้เวลาเดินขึ้นไปราวห้านาทีเห็นจะได้ ตามข้อมูลบอกว่า สวยภูนาถ แปลว่า ผู้ตรัสรู้เอง สถูปมีลักษณะครึ่งวงกลมสีขาว ด้านบน จะมีภาพดวงตาธรรม (Wisdom Eyes) เขียนทั้งสี่ด้าน อันหมายถึง ดวงตาของพระพุทธเจ้าที่มองมายังทิศทั้งสี่ ที่สถูปสถูปโพทนาถ ก็มีภาพดวงตาธรรมเช่นกัน บริเวณรอบสถูปจะมีจุดชมวิวของเมืองแบบชัดๆ ....

จุดชมวิวของเมือง จากวัดสวยมภูนาถ


บริเวณ สถูปสวยมภูนาถ...


จากสถูปสวยมภูนาถ ก็นั่งแท็กซี่ไปยัง สถูปโพทนาถ (ค่ารถ 270 Rs.) ระยะทางค่อนข้างจะไกลกันแถมรถติดอีกตะหาก...


...สถูปโพทนาถ ตั้งยู่ตรงกลางเมืองและกลางชุมชนของชาวธิเบตเลย ที่แห่งนี้มีชาวพุทธมาสักการะกันมาก อาจเพราะความใหญ่โตของสถูปซึ่งใหญ่ที่สุดในเนปาลก็เป็นได้...

ตอนที่มาถึงที่นี่ก็เริ่มเย็นแล้วแต่ก็ยังมีคนมากราบไหว้สักการะอยู่มาก (ค่าเข้าชม 200 Rs.) บริเวณสถูปจะเป็นชุมชนธิเบตกับวัดธิเบต ฉันเห็นแล้วรู้สึกเศร้าใจ.... คนธิเบตเขาทำกรรมอะไรไว้หนอ ทำไมปัจจุบันนี้เหมือนแทบจะถูกกลืนประเทศไปแล้ว.... N

...............................

ฉันใช้เวลาอยู่ที่นี่นาน เพราะอยากซึมซับความรู้สึกของพลังศรัทธาแห่งพุทธให้มากที่สุด มีความอบอุ่นในหัวใจ......J

...............................

(ค่าแท็กซี่จากสถูปโพทนาถมาทาเมล  200 Rs.)


...............................


...โปรแกรมอีกวันของฉันคือ เที่ยว บักตะบูร์ ฉันให้เวลากับเมืองนี้ทั้งวัน...

ในตอนแรกกะว่าวันนี้จะไปบักตะบูร์แล้วเลยไปนอนที่นากาก็อต แต่ดูแล้วการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นั่นคงจะไม่คุ้มกับการเดินทางเท่าไรนัก ก็เลยให้เวลากับบักตะบูร์เต็มที่....


ฉันเดินทางไปบักตะบูร์ตั้งแต่เช้าเลย โดยเดินจากทาเมลไปขึ้น Local Bus ซึ่งอยู่ข้างสวน Ratna Park ใช้เวลาไม่นานหรอก เดินเลยท่ารถที่เคยขึ้นไปโพคราหน่อยเดียวเท่านั้น (ค่ารถไปบักตะบูร์ 20 Rs.) ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงบักตะบูร์... ฉันไปถึงตอน 8 โมงเช้ามีหมอกหนาลอยอยู่แทบไม่เห็นอะไร...


บักตะบูร์ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตก็ว่าได้ เมืองแห่งถูกสร้างเมื่อศตวรรษที่ 9 ปัจจุบันได้รับการยอมรับขึ้นเป็นมรดกโลก

รูปแบบสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของของเมืองทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่ออดีตที่ผ่านมาเลย ผู้คนยังอาศัยอยู่ในบ้านของบรรพบุรุษที่มีการแกะสลักไม้อย่างงดงาม ยังมีพิธีกรรมและการสักการะเทพเจ้าเหมือนอย่างเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว

วิถีชีวิตที่นี่...


ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้ยังคงรูปลักษณ์ของตนเองได้ดีที่สุด ก็คือ คนที่นี่เอง นี่แหละครับ เขารักษาวัฒนธรรมของเขาได้เหนียวแน่น แม้จะมีนักท่องเที่ยวมาเดินยุ่มย่ามในพื้นที่ของเขา เขาไม่ลักขโมยสิ่งที่บรรบุรุษของเขาสร้างสรรค์มาไปขาย ที่สำคัญเขามีจิตสำนึกที่ดีในการดำรงวัฒนธรรมของเขา ฉันเลยกลับมามองเมืองไทยของเรา เห็นแล้วเศร้า... อยุธยาของเราโดนพม่าเผาไม่เท่าไหร่หรอก แต่โดนคนไทยกันเองขุดกรุ ขุดทองนี่แหละครับ ทำให้เราแทบไม่เหลือมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษเราเลย....L

...............................

วัด Nyatapola ที่บักตะบูร์ เป็นศาสนสถานที่สูงที่สุดในเนปาล


การเข้าชมเมืองบักตะบูร์ต้องเสียค่าเข้า ค่อนข้างแพง (750 Rs. สามารถใช้เข้าได้ 7 วัน) แต่ก็คุ้ม ที่นี่เป็นเมืองที่ใหญ่ หากมาเที่ยวก็สมควรให้เวลากับการเที่ยวที่นี่นานหน่อย เพราะไม่เพียงแต่เราจะเห็นสถาปัตยกรรมของเมืองเท่านั้น ยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนที่นี่ให้เห็น ยังมีสินค้าต่างๆ ให้เลือกชมอย่างมากมาย หนึ่งวันที่นี่ของฉันจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว...เพลินมาก...

...............................


ฉันไม่ขอลงรายละเอียดที่นี่มีนะครับว่ามีวัด มีสถานที่อะไรบ้าง เพราะมันเยอะแยะไปหมด หากเพื่อนๆ จะมาเที่ยวกันก็ควรศึกษาข้อมูลสถานที่ ประวัติศาสตร์ของที่นี่มาก่อนโดยหาจากหนังสื่อคู่มือท่อเที่ยวซึ่งมีอยู่ทั่วไป แล้วพอมาเที่ยวจริงเพื่อนๆ จะสนุกมาก เน้นดูภาพดีกว่านะ...

บริเวณจตุรัสบักตะบูร์ ...


ที่นี่ยังมีโรงเรียน ร้านค้า โดยวีถียังชีวิตผสมกลมกลืนกับอาคารเก่าแก่อย่างแยกไม่ออก

...............................


อาชีพช่างปั้น อันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่


ขอแนะนำว่าหากมาเที่ยวเนปาลไม่ควรพลาดโปรแกรมบักตะบูร์นะ.....

...............................


วันต่อมาซึ่งเป็นวันก่อนกลับเมืองไทยฉันวางแผนเที่ยว จตุรัสกาฐมาณฑุ (Kathmandu Dubar Square) ตอนเช้า บ่ายก็ไปเที่ยว เมืองเก่าปาตัน (Patan) ...

สถานที่สองแห่งนี้จะมีลักษณะคล้ายกับบักตะบูร์ แต่มีขนาดเล็กกว่า แม้รูปแบบสถาปัตยกรรมไม่ต่างกันนักแต่เสน่ห์แต่ละที่ก็ต่างกัน..

บริเวณจุรัสกาฐมาณฑุ....


...ไปเที่ยวจตุรัสกาฐมาณฑุฉันใช้การเดินเท้าไป เพราะอยู่ไม่ไกลจากย่านทาเมลนัก... 

จุดที่น่าสนใจของที่นี่คือ การไปชม วังกุมารี และเฝ้าชมองค์กุมารี (กุมารีเป็นความเชื่อของคนที่นี่ว่าคือเทพ Taleju เทพผู้ปกปักรักษาราชวงกษัตริย์ ท่านจะอยู่ในร่างเด็กผู้หญิงซึ่งเขาจะเลือกเด็ก 4-5 ปี มาเป็นกุมารี และสิ้นสุดการเป็นกุมารีเมื่อมีประจำเดือนหรือเกิดอุบัติเหตุมีเลือดออก)

กุมารีซึ่งจะออกมาทักทายประชาชนราวเวลา 10.00 น. ออกมาไม่นาน ไม่น่าจะเกินนาที วันนี้ฉันโชคดีมาก เพราะได้มีโอกาสเห็นกุมารีด้วย ตอนเห็นนี้ขนลุกซู่เลยไม่อยากเชื่อว่าเราจะมาได้ขนาดนี้....J

ทางเข้าวังกุมารี...


บริเวณจตุรัสกาฐมาณฑุประกอบด้วย วัดอินดู วังเก่า วังกุมารี ก่อนเข้าต้องเสียค่าเข้าจตุรัส 400 Rs.

บริเวณจตุรัส...


วัดบริเวณจตุรัส...

...............................


บริวณจุรัสจะมีร้านขายของที่ระลึก เช่น ผ้าทังก้า หน้ากาก ผ้า ฯลฯ


จตุรัสกาฐมาณฑุ

บริเวณจตุรัสวุ่นวายพอดูเลย พอดีวันนี้มีขบวนแห่ด้วย...

...............................


เดินเที่ยวจตุรัสกาฐมาณฑุจนทั่ว บ่ายก็ไป เมืองปาตัน  (ค่าแท็กซี่จากทาเมล 200 Rs.)

...............................

บริเวณจตุรัสปาตัน


ปัจจุบันเมืองนี้ได้รับการยกยกเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับเมืองบักตะบูร์และจตุรัสกาฐมาณฑุ (ค่าเข้า 400 Rs.) เมืองปาตันเป็นเมืองขนาดย่อมกว่าบักตะบูร์ ที่นี่ประกอบด้วยวัด และวังเช่นเดียวกัน...


ที่นี่มีวัดพุทธที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดของปาตันชื่อว่า วัดทอง (Golden Temple)

ใครมาปาตันอย่าพลาดเชียว เพราะมีความสาวยงามมาก (ค่าเข้าชม 20 Rs.) ตามข้อมูลบอกว่ามีแผ่นทองสี่เหลี่ยมปูลาดลงมาตั้งแต่หลังคาเกือบถึงพื้นดินเลย...


...ที่ปาตันฉันพบเพื่อชาวเนปาลคนนึง ชื่อ Charan

...เขาเป็นเจ้าของร้านขายผ้าอยู่ที่บักตะบูร์ ฉันไปซื้อผ้าที่ร้านเขา ต่อรองราคากันจนเป็นเพื่อนกันได้ไงก็ไม่รู้ แต่คุยกันถูกอัฒยาศัยกัน เขาบอกว่าเขาเป็นนักวอลเลย์บอลทีมชาติของเนปาลด้วย วันนี้มาเจอกันที่ปาตันโดยบังเอิญ เพราะเขาก็มีร้านขายของอยู่ที่นี่ด้วย โดยเฉพาะร้านในพิพิธภัณฑ์ของที่นี่เป็นของเขาทั้งหมดเลย...

ยังไงขอใช้เวทีนี้ ทักทายเขาหน่อยนะครับ เพราะบอกว่าจะเขียนถึงเขาด้วย

Hi Charan..!!!!!!!

...............................

วัดที่ปาตัน...


...............................

ฉันเที่ยวปาตันเป็นที่สุดท้ายของการเที่ยวท่องเที่ยวเนปาล....


...............................


วันต่อมาก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพแล้ว มีเวลาก่อนไปสนามบินตรีภูวัน ก็เดินซื้อของที่ระลึกในย่านทาเมล เช่น


  - หน้ากาก (400 Rs. ที่ซื้อได้ราคานี้เพราะเงินเหลือแค่นี้พอดี บอกคนขายพร้อมทั้งให้ดูเงินในกระเป๋าตังค์เลย บอกว่ามี 400 Rs.แล้วนะ จะขายไหม ซึ่งเขาคงเห็นใจเลยขาย) K


  - ผ้าทังก้า ขนาด 52 x 42 ซม. (ราคา 1,800 Rs. คิดว่าถูกนะครับ เพราะลายที่เขาเขียนละเอียดมาก ต่อรองไปยังกลัวเขาไล่ออกจากร้านเลย) K


   - กงล้อภาวนา (2,000 Rs. ทำจากทองเหลืองประดับ หินสี )


- หินแกะสลัก คำภานา ที่อ่านได้ว่า  "โอม มณี ปัทเม หุม

   แปลได้ว่า "โอ..ดวงมณีในดอกบัว" 

   ซึ่งหมายถึง มณีแห่งดอกบัวหรือหัวใจที่เบิกบาน ใจที่สะอาด สว่าง หลุดพ้น จากเครื่องพันธนาการ หลุดพ้นจากกิเลสที่ร้อยรัดให้เศร้าหมอง มณีแห่งปัญญาคือดอกบัวสว่างที่กลางใจ มณีนี้คือใจของเรา .... [

...............................

...เนปาลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เพื่อนๆ ที่สนใจประเทศนี้ลองถามดูเองว่าอยากได้อยากเห็นอะไรบ้าง แล้วค่อยกำหนดโปรแกรมท่องเที่ยวจะดีที่สุด...

สำหรับฉันการท่องเที่ยวเนปาลครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และคาดว่าฉันต้องมนต์เสน่ห์ของที่นี่เป็นแน่ะ เพราะยังคิดอยู่ในใจลึกๆ ฉันอาจต้องมาที่นี่อีกแน่ๆ  มีอะไรที่ฉันต้องมาค้นหาอีกมากมายรอฉันอยู่.....

สำหรับเพื่อนๆ ฉันคิดว่าคงจะเพลิดเพลินกับการทำความรู้จัก “เนปาล” กันนะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ .......

.......สวัสดีครับ.......

...............................


...............................

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net