วันที่ เสาร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาค


นาค

 

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๒  แรม ๔ ค่ำ เดือนสิบ (ใกล้แรม ๑๕ ค่ำ  ทำบุญเซ่นผี)

                หลายปีก่อน  เพื่อนซึ่งเป็นคู่รักคู่หนึ่ง  มอบของขวัญเกิดเป็นตลับเพลงของ บอย  โกสิยพงษ์  ในชุด “ฤดูที่แตกต่าง”  ฟังแล้วบังเกิดฤดูกาลและบรรยากาศใหม่ๆ ในชีวิตไม่น้อย  คนผู้เคยฟังแต่ลูกทุ่งและหมอลำ  หรืออีกชั้นก็อาจเป็นลูกกรุงและเพื่อชีวิต  พอได้ฟังเพลงแนวที่แต่งและขับร้องในแบบบอย  จึงนับเป็นการเปิดหูเปิดตาดีแท้  แม้เพลงลูกทุ่งจะยังคงฝังอยู่ในใจเช่นเคยก็เถอะ

                ไม่นานนี้  ได้ข่าวหนังเรื่อง “นาค”  ระบุ  “ภาพยนตร์อนิเมชั่นเหนือจินตนาการโดย บอย  โกสิยพงษ์”  ตั้งใจจะหาเวลาไปดู  แต่จนแล้วจนเล่าไม่ได้ดูสักที  เพราะโรงหนังที่น่าดูอยู่ไกลบ้าน

                บังเอิญ  (อีกแล้วครับท่าน...)  ไอ้ตัวเล็กในบ้านเขาชอบ “ก้านกล้วย”  โดยเฉพาะภาคแรก  ชอบกว่าภาคสองเสียอีก  เปิดซ้ำจนพังไปหลายแผ่น  ดูจนจำตัวละครได้หมด  บางทีเรียกหา “ก้านกล้วย”  บางทีเรียกหา “ไอ้ตาแดง”  ฉากหนึ่งที่ฝังใจเขาคือ  “ลูกพี่  มีแค่นี้เอง  ตุ๊บ...ไข่แตก”  เขาเลียนเสียงตัวละครตอนฝ่ายผู้ร้ายบุกยึดหมู่บ้าน  หนังมีอารมณ์ขัน  สนุกสนาน  มีร้องรำทำเพลง  ซาบซึ้ง  ดูได้ไม่รู้เบื่อ  การทำตัวเป็นเด็กไปกับลูก  ทำให้ผู้ใหญ่ได้กลับไปดูหนังดีๆ อย่างมีความสุข

                นั่นทำให้คิดถึง “นาค” ขึ้นมา  เข้าเมืองจึงซื้อแผ่นฝากลูก  พอได้ดูเท่านั้นแหละ  เขาแทบจะลืม “ก้านกล้วย” ไประยะหนึ่ง  เช้าค่ำเรียกหาแต่ “นาค”  ด้วยทั้งสนุกสนาน  มีอารมณ์ขัน  มีความรัก  มีความผูกพัน  มีความเสียสละ  มีความซาบซึ้ง  มีการผจญภัย  มีคติ  มีมิติ  ที่ไม่เพียงลูกชายวันสองขวบเศษเท่านั้นที่ชอบใจ  แม้หลานๆ ที่โตกว่าก็ชอบ  ไม่เว้นพ่อแม่ซึ่งดูหนังผีมาแล้วนักต่อนัก 

                ดูกี่รอบแล้วจำไม่ได้  รู้แต่ยังอยากดูอีก  มีโอกาสจึงอยากเขียนถึง  ในฐานะศิลปะอันเกี่ยวเนื่องทั้งบทเพลงและบทกวี  หนังเริ่มต้นด้วยบทที่ดี  ชี้ให้เห็นโลกของผี  ทั้งผีดี  และผีร้าย

                “โลกมนุษย์  โลกวิญญาณ  เป็นภพคู่ขนาน  มีกลางวันและกลางคืน  เป็นตัวแบ่งช่วงเวลา  สมัยก่อน  มนุษย์กับผี  ต่างพึ่งพาอาศัยกัน  อยู่ด้วยกันอย่างสันติ  ทั้งสองภพ  จึงมีแต่ความสงบสุข  ผีคอยช่วยเหลือมนุษย์  และมนุษย์ก็มีของเซ่นไหว้เป็นการตอบแทน  มาบัดนี้  ความต้องการทางวัตถุเข้าครอบงำจิตใจ  โลกวิญญาณเปลี่ยนแปลงไป  ผีร้ายฝักใฝ่แต่กิเลสส่วนตน  ไม่เคารพกฎที่มีมา  ผีเมืองรุ่นใหม่เริ่มเหิมเกริม  ไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี  คิดเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์  หวังยึดครองโลก”   

                นั่นแหละ  คือบทนำของปวงผีไทย  ที่ต้องรวมตัวกันเผชิญหน้าผีเมือง  และผีหัวนอกทั้งหลาย  โดยผ่านเรื่องราวเด็กในหมู่บ้าน ที่ถูกผีขโมยตัวไป 

ภาพเด็กชายธี  ขี่จักรยานล้ม  แล้วผีนาค  และปวงผีเข้าช่วยไว้ไม่ให้เจ็บตัวนั้น  เป็นภาพการคุ้มครองมนุษย์โดยผี  แม้หนังฝรั่งก็เคยมีจินตนาการเช่นนี้  อาจเป็นเทวดานางฟ้าเฝ้าติดตามดูแลโดยมองไม่เห็นตัว  (เคยอ่านนิทานฝรั่งเรื่อง “นางฟ้าของปู่”  ชอบมาก  จะขอเล่าเชื่อมโยงโอกาสหน้า)

ฉากเร้าใจเด็กๆ  รวมทั้งคนไม่เด็กแล้วอย่างเราๆ ก็คือ  งานวัด  ถือว่าผู้คิดเรื่องเขียนบท  ผูกได้เหมือนนวนิยาย  เล่าเรื่องงานวัด  การปาเป้าสาวน้อย  หนัง  ไอติม  ลูกโป่งสวรรค์  คนทำบุญ  คนขโมยเงินทำบุญ  หนุ่ม  สาว  เด็ก  คนแก่  โดยเฉพาะเวทีดนตรีได้นำเพลง “งานวัด”  ที่โด่งดังในอดีตมาบรรเลงอย่างสนุกสนาน  เพลงนี้เข้าใจว่าเคยขับร้องโดย วงเพื่อน  และประพันธ์โดย กรวิก  

ไอ้ตัวเล็กในบ้าน  พอได้ยินเพลงนี้  ต้องวิ่งไปหากีตาร์พลาสติกมาดีดและเต้น  ฝ่ายพ่อก็เลยต้องร้องและเต้นตามไปด้วย  หลายครั้งที่เพลงเก่าๆ  เมื่อถูกนำใส่ไว้ในหนัง  มันมีชีวิตใหม่ขึ้นมา

ในโลกของผี  ปวงผีที่เราคุ้นจากเรื่องผีต่างๆ  ต้องเผชิญกับการรุกรานของผีเมือง  สำนึกเสียสละและต่อสู้จึงถูกปลุกเร้า  โดยเฉพาะจากแม่นาค  ที่ไอ้แดงลูกชายของนางไปข้างพวกผีร้าย  และผีร้ายนั้น  บางทีก็โผล่หลุดออกมาจากจอหนังกลางแปลง...ในงานวัด...

“ถึงเราจะเป็นผีไม่มีตัวตน  หรือจะเป็นอะไรก็ตาม  หากมีโอกาสเสียสละเพื่อผู้อื่น  แม้สักครั้งในชีวิต  ก็ขอจงอย่าลังเล...ที่จะทำ” 

ตอนจบ  ผีนาคพูดกับผีเด็กๆ  ขณะนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่...นอกเหนือสายตามนุษย์!

 

อังคาร ๘ กันยายน ๒๕๕๒

คม ชัด ลึก

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net