วันที่ เสาร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรู้สึกที่แตกต่าง....


เช้าวันที่25ที่ผ่านมามีโปรแกรมว่าวันนี้หลังจากกินข้าวเสร็จก็จะไปสำเพ็งเพื่อซื้อของเข้าร้านเสียหน่อยหลังจากนั้นบ่ายๆก็จะเดินทางกลับราชบุรี....หลังจากเตรียมตัวเสร็จก็เดินทางไปรอรถเมลล์สาย35ตรงด้านข้างวัดสุทัศน์ขณะนั้นมีคนนั่งรอรถเมลล์อยู่ที่ป้ายแค่2คนซึ่งปกติป้ายนี้ก็มีคนมานั่งรอรถน้อยเป็นธรรมดาอยู่แล้วแม้ว่าป้ายนี้จะค่อนข้างใหญ่เป็นที่นั่งแบบ2ช่วงสามารถนั่งได้มากกว่า20คน ดูแล้วจำนวนคนจะไม่สมกับที่นั่งเอาเสียเลยนั่นอาจเป็นเพราะมีรถเมลล์วิ่งผ่านแค่3สายเท่านั่น  แต่ละคนนั่งห่างกันเกินกว่า1เมตร..ระหว่างนั่งรอรถเมลล์ก็นั่งคิดไปพลางๆว่าวันนี้เป็นวันศุกร์คนที่ไปซื้อของที่สำเพ็งไม่น่าเยอะเราจึงน่าจะเดินซื้อของได้เสร็จเร็วภายใน3ชม.เพราะเดี๋ยวต้องรีบกลับราชบุรี หากขืนรอกลับเย็นๆมีหวังเจอฝนแน่ๆ..ระหว่างนั่งคิดอะไรไปเพลินๆสายตาก็ไปสะดุดกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้หญิงไทยเสีย3คนและเป็นชายชาวต่างชาติอายุกลางคนอีกหนึ่งคน ไม่ใช่เราคนเดียวเท่านั้นที่มอง..คนอืนๆที่นั่งอยู่ในบริเวณเดียวกันหรือคนที่เดินผ่านไปมาก็ล้วนหันสายตาไปยังคนกลุ่มนี้อาจเป็นเพราะหญิงไทยทั้งสามคนแต่งตัวไปในทางที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อยสักเท่าไหร่ แถมหญิงไทยกับชายชาวต่างก็เดินจับมือกันเสียแนบแน่น..อาจจะไม่แปลกเพราะคู่รักหลายคู่เวลาเดินก็มักจะจับมือกันประมาณกลัวว่าอีกฝ่ายจะเดินตกท่อหรือไงก็ไม่รู้...เชื่อว่าคนที่นั่งมองคนกลุ่มนี้ทุกคนคงต้องคิดแต่ไม่รู้ว่าแต่ละคนจะคิดยังไง(เพราะไม่สามารถอ่านใจคนอื่นได้)..แต่สำหรับเราคิดว่าไม่น่าจะเหมาะสมทั้งเรื่องการแต่งตัวและมารยาทเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับวัดมีเพียงกำแพงกั้นเท่านั้น น่าจะสำรวมมากกว่านี้....หลังจากกลุ่มนี้เดินผ่านไปได้ไม่เกิน5นาที..สายตาเราก็เหลือบมองไปเห็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ12ปีเดินจูงมือมากับแม่ชีอายุวัยประมาณ50ปี  ช่างเป็นภาพที่แตกต่างกับเมื่อ5นาทีที่ผ่านเหลือเกิน เชื่อว่าหลายคนที่ได้มองเห็นภาพนี้ต่างก็คิดอีกนั่นแหละแต่การคิดครั้งนี้ดูทุกคนจะมีความสุขเพราะสังเกตุเห็นคนที่มองดูจะแอบอมยิ้มเล็กๆกับภาพที่เห็น..จนคนที่นั่งรอรถเมล์อดถามแม่ชีไม่ได้ว่าเด็กคนนี้เป็นหลานหรือค่ะ...แม่ชียิ้มพร้อมตอบว่าเป็นหลานแกเอง มาเป็นเพื่อนแก...ในที่สุดรถเมล์ก็มาคนที่ถามเมื่อกี้ก็ขึ้นคันเดียวกับเราดูแกจะปลื้มกับคู่ยายหลานนี้เหลือเกิน ถึงกับออกปากว่าน่าปลื้มจริงๆ...พอขึ้นรถได้เราก็ขอเลือกที่นั่งฝั่งติดหน้าต่างเพราะชอบ..

http://www.baanjomyut.com/webboard/window/picture/2598_38.gif

   การจราจรวันนี้ดูแล้วก็พอคล่องตัวรถไม่ติดมากนัก คนบนรถมีแค่5คน  กระเป๋ารถที่เป็นผู้หญิงพอเก็บตังค์เสร็จก็มานั่งหน้าเรา พอวิ่งมาถึงช่วงสะพานเหล็กรถก็ติดอยู่พักหนึ่ง  พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นชายพิการคนหนึ่งมีตะกร้าขนมปังแขวนอยู่ที่คอกำลังนั่งหันหลังนับเงินที่ได้จากการขายของอยู่ตรงกลางราวสะพานเท่าที่มองน่าจะเพิ่งขายได้ไม่กี่บาทเพราะเห็นแบงค์ยี่สิบเพียงไม่กี่ใบ...และเราก็สังเกตุเห็นว่ากระเป๋ารถเมลล์ที่นั่งข้างหน้าเรากำลังมองดูชายคนนี้เช่นกัน..กระเป๋าเอ่ยปากถามชายหนุ่มคนนั้นว่าขายอะไร ..ชายหนุ่มรีบหันกลับมาตอบว่าขายขนมปัง..กระเป๋ารถที่มีน้ำใจก็บอกว่างั้นขอซื้อ1ถุงเท่าไหร่..20บาทครับ...ชายหนุ่มตอบพร้อมส่งถุงขนมให้กระเป๋ารถ..ผู้โดยสารที่นั่งอยู่หน้ากระเป๋ารถก็บอกว่าเค้าขอซื้อ1ถุง..ผู้โดยสารคนนั้นส่งแบงค์ร้อยให้ ไอ้เราคิดว่าจะทอนทันไหมเพราะรถข้างหน้าเขยิบไปแล้วและดูแล้วพ่อค้าคนนี้น่าจะหยิบเงินทอนไม่สะดวกเพราะแขนพิการหนึ่งข้าง  เรามองไปข้างหน้าก็เห็นว่ารถข้างหน้าวิ่งไปไกลแล้ว..แต่พี่คนขับรถแกมีน้ำใจ..แกจอดรอจนผู้โดยสารคนนั้นได้รับเงินทอนจนครบแล้วแกถึงออกรถ..ดีน่ะที่คันหลังไม่บีบแตรไล่..ไอ้เราก็พลอยนึกขอบใจในน้ำใจที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มบนท้องถนน..และรู้สึกดีจริงๆที่ยังมีคนมีน้ำใจในสังคมอีกมาก...

   หลังจากซื้อของเสร็จก็รีบไปขึ้นรถตู้ที่ปิ่นเกล้าเพื่อกลับราชบุรีตอนนั้นประมาณบ่าย3โมงฝนเริ่มลงเม็ดเล็กน้อยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้วสงสัยจะตกหนัก..ในใจก็ภาวนาขออย่าเพิ่งตกขอให้ได้ขึ้นรถตู้ก่อนแล้วค่อยตก...โชคยังดีพอขึ้นรถตู้ได้สักพักฝนก็เทลงมายังกับฟ้ารั่ว...รอสักพักรถก็เต็มแล้วก็ออกรถได้...ฝนตกหนักจนน้ำระบายไม่ทันท้องฟ้าก็มืดยังกับ6โมงเย็น  พอรถวิ่งมาถึงศาลายาสังเกตุว่ารถเริ่มมีอาการกระตุกทุกคนในรถเริ่มมองหน้ากัน..วิ่งมาได้อีกหน่อยรถก็กระตูกติดๆกัน3-4ทีแล้วก็ดับ  ดับกลางถนนเลยตอนนั้นฝนยังตกหนักอยู่เลยแถมน้ำก็ท่วมถนนด้วย ยังไงก็ขอให้รถติดเพราะกลัวว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้อันเนื่องจากขณะนั้นทัศนวิสัยในการมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่   โชเฟอร์ก็พยายามสตาร์รถอยู่5-6เที่ยวในที่สุดก็ติด ทุกคนในรถดีใจกันใหญ่เพราะถ้ารถดับนานๆทุกคนในรถก็เริ่มหายใจไม่ค่อยออก...พอวิ่งมาได้สักพักก็มีรถบรรทุกวิ่งมาด้วยความเร็วส่งผลให้ล้อของรถบรรทุกตีน้ำขึ้นมาโดนรถตู้เสียงดังทุกคนในรถร้องด้วยความตกใจ..หลังจากนั้นรถก็กระตุกอีกโชเฟอร์รีบชิดซ้ายและรถก็ดับสนิทอยู่ตรงเนินสะพาน คราวนี้สตาร์เท่าไหร่ก็ไม่ติดโชเฟอร์บอกว่าน้ำฝนเข้าจานจ่ายอะไรสักอย่างนี้แหละจึงทำให้รถสตาร์ไม่ติด..ทุกคนในรถเริ่มบ่นว่ารถโดนน้ำไม่ได้แล้วเอามาขับทำไม..สักพักก็มีรถกระบะมาจอดหน้ารถตู้แล้วเจ้าของรถก็วิ่งฝ่าสายฝนลงมาที่รถตู้พร้อมเอ่ยปากถามว่ารถเป็นอะไร..พอรู้ว่ารถไม่ติดเค้าก็อาสาลากให้แต่ไม่มีเชือก..สุดท้ายเค้าเลยบอกให้โชเฟอร์เข้าเกียร์สองและดับเครื่องไว้แล้วพี่แกก็ช่วยเข็นรถถอยหลัง(ดีน่ะที่รถดับตรงเนินคอสะพานพอดีเลยทำให้เข็นได้ง่าย)พอรถถอยหลังลงเนินมาพี่แกก็ให้สตาร์รถ..โอ้..รถติดแล้วทุกคนในรถล้วนดีใจและนึกขอบคุณผู้มีน้ำใจคนนั้นจริงๆ..ทั้งๆที่ฝนกำลังตกพี่แกก็มีน้ำใจลงมาช่วยเหลือ..น้อยคนจริงๆที่จะมีน้ำใจเช่นนี้...ถ้าลองคิดกลับกันถ้าเป็นเราขับรถมาเจอรถเสียข้างทางขณะฝนตกเราจะลงไปช่วยไหม..95เปอร์เซ็นคือความจริงที่จะปฏิเสธลงไปช่วย...อย่าว่าแต่ตอนฝนตกเลยให้ฝนไม่ตกก็น้อยครั้งน่ะที่จะลงไปช่วย...โชคดีหลังจากเข้ามาถึงนครปฐมฝนก็หยุดตก..ทุกคนในรถก็โล่งใจที่รถจะไม่ต้องดับอีก...

http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/05/28/images/news_img_46321_1.jpg

โดย นกน้อยแห่งโพหัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net