วันที่ จันทร์ กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ ตอน อุดฐานหนุมานด้วยวิชาคุมพล


การสร้างวัตถุมงคลถือเป็นส่วนหนึ่งของวิชาไสยศาสตร์ กล่าวกันว่าวิชาไสยศาสตร์มีอยู่คู่กับมนุษย์มานานแสนนานไม่ใช่เฉพาะกับคนไทยเท่านั้น ต่างชาติต่างภาษาก็มีเรื่องเหล่านี้แอบอิงอยู่ในสังคมมากมาย เพียงแต่ว่าบางที บางขณะ เราไม่ค่อยได้ใส่ใจไปถึง..... 

สำหรับในเมืองไทยแล้ว คนไทยนับถือในเรื่องเหล่านี้กันมานานเช่นกัน ว่ากันว่าวิชาไสยศาสตร์และวัตถุมงคลมีส่วนช่วยให้เกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิตหรือในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

สำหรับบรรดาครูบาอาจารย์ที่ใช้วิชาและสร้างวัตถุมงคลเหล่านั้น เชื่อกันว่าหากผู้ใดเชี่ยวชาญในวิชาและเพียรภาวนาจนจิตถึงขั้นแล้วย่อมส่งผลให้วัตถุมงคลชิ้นนั้นเกิดอานุภาพหรือความขลังได้

 

ในตำราพิชัยสงคราม “เครื่องรางของขลัง” เป็นสิ่งที่นับรบสมัยโบราณมักนิยมพกพาติดตัวและมีความเชื่อมั่นว่าเครื่องรางเหล่านั้นจะช่วยให้พวกเขาพ้นภัยอันตรายทั้งจากฝีมือของมนุษย์หรืออาถรรพ์ต่างๆที่มองไม่เห็น 

หากเราจะทำความเข้าใจกันในระดับเด็กอนุบาลคงต้องบอกว่า “เครื่องรางของขลัง” สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท คือจากธรรมชาติ เช่น เหล็กไหล คดต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือกันว่ามีดีในตัวเองและมีเทวดารักษา ส่วนที่มาจากมนุษย์สร้างขึ้นมาก็เช่น การสร้างเนื้อแร่ธาตุต่างๆให้มีฤทธิ์ เช่น นวโลหะ สัตตะโลหะ เมฆพัด ฯลฯ

นอกจากนี้ยังหมายรวมไปถึงบรรดาเครื่องรางต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดผลทางด้านคุ้มครองป้องกันอันตรายหรือเป็นเมตตามหานิยม เช่น เบื้ยแก้ ตะกรุด สีผึ้ง ฯลฯ

 

หนุมาน ถือเป็นเครื่องรางประเภทหนึ่งที่นำเอาสัตว์ในตำนานมาผูกเข้ากับคาถาอาคม เพื่อกำหนดให้เกิดฤทธิ์ เกิดเดช..... 

ในบันทึกตอนที่แล้วเรื่องการสร้างหนุมานของหลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ ผมได้เล่าถึงกรรมวิธีการสร้างหนุมานเนื้อโลหะ ที่เกิดจากการนำชนวนโลหะกายสิทธิ์ต่างๆมาหลอมร่วมกันเพื่อให้เป็นรูปหนุมานลอยองค์

ซึ่งเมื่อได้หนุมานครบตามจำนวนแล้ว หลวงพ่อสาครได้นำหนุมานทั้งหมดไปชุบตัวด้วยน้ำมนต์ผสมน้ำว่านและใช้ “คาถาศรนารายณ์” กำกับ โดยหนุมานทั้งหมดได้นอนชุบตัวในตุ่มอาคมและตั้งอยู่เบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถวัดหนองกรับเป็นเวลา ๗ ราตรี 

ตอนนี้หนุมานทุกองค์ได้ถูกนำมาจากตุ่มอาคมเรียบร้อยแล้วครับ พร้อมกับนอนรออยู่ที่หน้าพระประธานในพระอุโบสถของวัดหนองกรับองค์เดิมครับ 

เป็นการ “นอนรอ” เพื่อ “รอฤกษ์” ในการ “อุดฐาน” ครับ

 

พิธีกรรมนี้มีชื่อว่า “อุดฐานหนุมานด้วยวิชาคุมพล”  

อธิบายความได้ว่า....หนุมานทุกองค์จะต้องถูกนำมาอุดผงศักดิ์สิทธิ์ตามตำราโบราณครับ

 

หลวงพ่อสาครท่านเล่าว่านอกจากผงพรายกุมารแล้ว มวลสารส่วนใหญ่เป็นมวลสารที่ได้รับมาจากพระเกจิอาจารย์จากจังหวัดศรีษะเกษ ที่ชื่อว่า “หลวงปู่อ้วน” แห่ง “วัดพระพุทธบาทภูสิงห์” และฆราวาสเรืองอาคมที่ชื่อว่า “พ่อปั่น เรืองไพศาล” ครับ 

มวลสารทั้งหมดประกอบด้วย  

๑.กาฝากชนิดต่างๆ เช่น กาฝากมะรุม กาฝากรัก ฯลฯ

๒.หนามตะคอง

๓.ดินเก้านคร ดินเจ็ดโปร่ง ดินเจ็ดท่า ดินเจ็ดโบสถ์ ดินเจ็ดเสมา

๔.ดินเก้าเขาใหญ่ ดินเก้าป่าใหญ่ ดินสี่สมุทร น้ำตาเทียนและดินศาลปู่ตา (ดินจากศาลเจ้าพ่อใหญ่ ๗ หมู่บ้านในตำรา)

๕.สีผึ้งสาวพรหมจรรย์

๖.น้ำมัน ๑๐๘ เช่นน้ำมันชะนี น้ำมันเสือเหลือง น้ำมันเสือดำ น้ำมันช้างย้อย เป็นต้น

๗.ว่าน ๑๐๘ เช่น ว่านมหาปราบ ว่านคุมพล ว่านดักแด้ ฯลฯ

 

การนำมวลสารทั้งหมดนี้มาอุดที่ฐานของหนุมาน ก็เพื่อให้หวังให้เกิดผลทางด้านคุ้มครองป้องกันภัยและเมตตามหานิยมครับ

ซึ่งกว่าจะได้ทั้งหมดนี้มาครบท่านว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมวลสารทุกชนิดที่กล่าวมานี้ต้องมีการไปพลี ไปบอกกล่าว และที่สำคัญคือต้องไปตามเวลา ตามฤกษ์ยาม มิฉะนั้นของทุกอย่างจะขาดฤทธิ์ขาดความเข้มแข็งครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะของเหล่านี้ล้วนเป็นของอาถรรพ์ครับ  

คำว่า”อาถรรพ์” อาจสามารถอธิบายความให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า “สิ่งที่อยู่เหนือหรือผิดแปลกไปจากธรรมชาติ” ซึ่งมวลสารตามที่ว่าไว้ในข้างต้นล้วนแล้วแต่เกิดมาจากธรรมชาติที่ไม่ค่อยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาบ่อยครั้งนัก ดังนั้นในการนำมาใช้จึงต้องมีการควบคุมด้วยคาถาเพื่อมิให้ออกนอกเส้นทางความขลังครับ.... 

มวลสารทั้งหมดได้ถูกนำมาคลุกผสมรวมกับ “สีผึ้งคุมพล”

 

เชื่อกันว่า “สีผึ้ง” เป็นของที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแล้วครับ ว่ากันว่าในช่วงแรกคนเราจะใช้สีผึ้งมาทากันปากแห้ง ปากแตก ต่อมาเริ่มนำมาใช้สีปากเวลาจะกินหมาก และขยายอิทธิพลจนกลายไปเป็นเครื่องสำอางค์มีราคา ซึ่งสีผึ้งประเภทนี้ค่อนข้างจะมีราคาแพงและหากเรามีเงินก็สามารถซื้อหาได้ทันที

แต่กับ “สีผึ้งคุมพล” ที่สร้างโดย “หลวงปู่อ้วน แห่งวัดพระพุทธบาทภูสิงห์” เขาว่ามีเงินขนไปเท่าไรหากไม่ถูกใจอย่าหวังว่าจะได้พูดคุย แต่หากพอใจและได้ใจกันจริงๆละก็ เทให้หมดหน้าตักเหมือนกัน... 

หลวงพ่อสาครเล่าให้พวกเราฟังว่า“หลวงปู่อ้วน วัดพระพุทธบาทภูสิงห์”เป็นพระนักปฏิบัติ วิปัสนากรรมฐาน ท่านไม่ค่อยเน้นในเรื่องเครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคลสักเท่าไร แต่ด้วยท่านพอมีพื้นฐานของวิชาไสยศาสตร์อยู่ในอัตรามากพอสมควรเมื่อบวกกับพลังจิตที่กล้าแข็ง จึงทำให้วัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมีอานุภาพสูง ซึ่งวัตถุมงคลที่ท่านมอบให้กับผู้ที่เคารพศรัทธาก็คือ “สีผึ้งคุมพล” นี่แหละครับ 

วิชาคุมพล เป็นวิชาที่จะมาในแนวๆทางของ”วิชาแต่งคน”ตามตำราพิชัยสงคราม  

ว่ากันว่าวิชาแต่งคนนี้เป็นวิชาที่สำคัญเพราะสามารถใช้คุ้มครองปัองกันตนเอง ผู้ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแม่ทัพนายกองในสมัยโบราณ ที่นี้เมื่อรู้จักวิธีคุ้มครองตัวเองแล้ว ขั้นต่อไปต้องรู้จักที่จะดูแลลูกน้องให้ปลอดภัย ดังนั้นแม่ทัพนายกองเหล่านี้เมื่อได้ศึกษาวิชาแต่งคนแล้วจึงต้องศึกษาวิชาคุมพลควบคู่กันไปด้วยครับ 

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ขุนแผนต้องเป็นนายทัพยกไปรบที่เชียงใหม่ก็ต้องสาธยายมนต์แต่งคนนี้เหมือนกันครับ.... 

“ครานั้นพลายแก้วผู้แม่ทัพ

ยืนขยับดังพระยาราชหงส์

เรืองฤทธิ์เชี่ยวชาญการณรงค์

เห็นลาวยกพลตรงมาก็ครามครัน....

จึงชวนผู้รั้งทั้งสามคน

ให้จัดแจงแต่ตนขมีขมัน

ตรวจเตรียมพลไพร่ให้พร้อมกัน

ผูกพันเครื่องครบในสงคราม..... 

เจ้าพลายแก้วก็เสกน้ำมันให้

ท่าไพร่ทานายสิ้นทั้งสาม

แต่งตัวขึ้นม้าสง่างาม

ตามยามเลิศล้วนประสิทธิ์แล......” 

จากเสภาดังกล่าว เราจะพบว่า “วิชาการแต่งคน” มักนิยมใช้เสกน้ำมันงา เพื่อใช้ทาตัว เสกปูนคาดคอ ฯลฯ 

และในความเป็นจริง “ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา” สมัยที่ท่านเป็นแม่ทัพไปปราบเจ้าเมืองเวียงจันทร์ หรือออกศึกสงครามต่างๆ ท่านก็ใช้วิชาแต่งคนด้วยน้ำมันงานี่แหละครับเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองตัวเองและบรรดาเหล่าทหารของท่าน...

 

สีผึ้งคุมพล ของหลวงปู่อ้วนแห่งวัดพระพุทธบาทภูสิงห์ ก็มีอานุภาพออกมาในแนวทางนั้นครับ

กล่าวคือพุทธคุณของสีผึ้งดังกล่าว หลวงปู่เคยบอกไว้ว่านอกจากสามารถคุ้มครองตัวเองให้รอดพ้นจากอันตรายมนุษย์ และอันตรายจากภูติผีปีศาจแล้ว อานุภาพของสีผึ้งคุมพลสามารถที่จะคุ้มครองบริวารและผู้ที่อยู่รอบข้างได้ถึง ๕๐ คน

ขอเพียงให้คนเหล่านั้นอยู่ในรัศมีทำการครับ และที่สำคัญพุทธคุณแบบนี้มิใช่เกิดจากสีผึ้งหนึ่งตลับนะครับ หากแต่เกิดจากสีผึ้งเพียงแค่ปลายเม็ดถั่วเขียวเท่านั้นครับ..... 

ในพระพุทธศาสนา มีความเชื่อว่าผู้ที่สำเร็จญาณสมาบัติได้ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธ์และมั่นคง

เมื่อมีใจเป็นดังนั้นแล้วไซร์ท่านว่าย่อมแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หลายอย่างเป็นเอนกประการ อิทธิฤทธิ์เหล่านี้เราเรียกว่า “อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราสามัญชนคนธรรมดาไม่สามารถทำได้ครับ 

เรื่องแบบนี้ อานุภาพแบบนี้ ค่อนข้างลึกลับและกว้างขวางครับ “ผู้ที่มีศรัทธาเท่านั้นย่อมที่จะเห็นผลของความศรัทธานั้น” เพราะเรื่องไสยศาสตร์และความเชื่อถือแบบนี้ หากเรามัวแต่เอาวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์เห็นถ้าจะไม่ได้การครับ เพราะมันเป็นละศาสตร์กัน  

วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของเหตุผล พิสูจน์ได้กับตนเองและผู้อื่น แต่ไสยศาสตร์จะพิสูจน์กับใครได้เล่าครับ มันต้องพิสูจน์กับตนเองโดยการนำไปใช้และมีประสบการณ์

อีกอย่างเรื่องไสยศาสตร์มันค่อนข้างออกมาแนวสีเทาๆ ซึ่งผมว่ามันก็ได้ใจดีครับ นักกฏหมายเขายังพูดกันเลยครับว่า เรื่องลึกลับหากนำมาเผยแพร่เสียแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับอีกต่อไปแล้ว...

 

หลวงพ่อสาครเมตตาเล่าว่า “วิชาคุมพล” ไม่ว่าจะมาจากที่ใดล้วนแล้วแต่มีพุทธคุณเหมือนๆกัน ส่วนที่แตกต่างกันจะเป็นที่ “เนื้อหา”ครับ เพราะบางตำราใช้”น้ำมันงา” หรือ “ปูน” คาดคอ หรือบางตำราทำเป็น”สีผึ้ง”ใช้ติดตัว แต่ตำราของหลวงปู่ทิมเป็น “คาถา” ครับ 

พิธีกรรมเริ่มต้นบน”หอยันต์ของวัดหนองกรับ” 

โดยหลวงพ่อสาคร ได้มอบผงพุทธคุณที่ท่านปลุกเสกด้วย”คาถาคุมพล” และ “ขันธ์ครู” ให้กับคณะผู้ดำเนินการ พร้อมกับให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมอุดผงทุกคน “สมาทานศีล” เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ครับ

 

การอุดฐานหนุมานครั้งนี้ กระทำในพระอุโบสถวัดหนองกรับครับ โดยในพิธีต้องมีการตั้งขันธ์ครูที่หลวงพ่อสาครมอบให้มาตั้งไว้ในพิธีครับ

 

ในระหว่างพิธีกรรม หากผู้ที่ทำการอุดผงท่านใดได้ลุกออกจากเขตพิธีก็ไม่สามารถเข้ามาร่วมอุดผงได้อีกแล้วครับ ต้องรอเข้ารอบต่อไปในวันรุ่งขึ้น โดยทุกคนต้องเข้าไป “สมาทานศีล” กับหลวงพ่อสาครเหมือนเดิมก่อนครับ

 

ดังนั้นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อสาครให้เข้าทำพิธีอุดผงครั้งนี้ นอกจากจะเป็นผู้รอบรู้ในพิธีกรรมและมีความอดทนเป็นเลิศแล้ว ยังต้องเป็นบุคคลที่หลวงพ่อสาครให้ความเชื่อมั่นว่ามีดีและมีความซื่อสัตย์ครับ เพราะหากไม่สามารถรักษาระเบียบและควบคุมตนเองได้จะทำให้พิธีกรรมดังกล่าวเสียหายและไม่สัมฤทธิ์ผลครับ 

ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตากสินซึ่งเป็นแม่ทัพรักษาพระนครได้รวบรวมไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของพม่าและเดินทางเข้าพักตั้งค่าย ณ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอบ้านค่ายในปัจจุบัน ก่อนที่พระองค์จะทรงเข้าตีเมืองจันทบุรี ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่ตำรับตำราพิชัยสงครามจะสืบทอดกันต่อมาในเขตพื้นที่นี้ 

วิชาคุมพล เป็นหนึ่งในตำราพิชัยสงคราม จัดเป็น”วิชาเฉพาะทางของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่” ที่ท่านจะถ่ายทอดให้เฉพาะกับลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดครับ เนื่องจากวิชานี้มีคุณค่าเอนกอนันต์ สามารถคุ้มครองชีวิตของตนเองและผู้อื่นให้พ้นภัยได้ 

และด้วยเหตุผลที่ว่าหนุมานในฐานะทหารเอกของพระรามซึ่งต้องคอยควบคุมบรรดาไพล่พลเข้าสู้รบกับทศกัณฐ์ 

ดังนั้นคติความเชื่อตามเรื่องราวดังกล่าวจึงถูกนำมาต่อยอดในพิธีกรรมอุดผง เพื่อให้หนุมานของวัดหนองกรับรุ่นนี้ให้มีอานุภาพดุจดังเรื่องราวในรามเกียรติ์ครับ

 

ครั้งหนึ่งในช่วงที่หลวงพ่อสาคร ท่านยังเป็นพระน้อยและมุ่งแสวงหาวิชาความรู้... 

หลวงพ่อสาครพร้อมด้วยบรรดาลูกศิษย์ชอบที่จะออกไปแสวงหาครูบาอาจารย์และมวลสารต่างๆ เพื่อมาเก็บสะสมไว้สร้างวัตถุมงคล.. 

ประเทศเขมร..ที่นอกจากจะมีเขตพื้นที่ซับซ้อนมากมายแล้วยังถือว่าเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยความลี้ลับนานาประการ  

คณะของหลวงพ่อที่ประกอบไปด้วยคนขับรถและลูกศิษย์ที่ชื่อว่า”พี่แหวง” ได้เดินทางเข้าออกบริเวณด่านอยู่เป็นประจำ เรียกได้ว่ามีความคุ้นเคยกับทหารเขมรพอสมควร จนในวันหนึ่ง..เป็นเวลาพลบค่ำคณะของหลวงพ่อได้เดินทางไปถึงบริเวณด่านดังกล่าว หลวงพ่อได้ให้พี่แหวงลงไปติดต่อกับทหารเวรเพื่อที่จะเข้าไปเหมือนเดิม 

หากแต่ครั้งนี้กินเวลาในการเจรจานานจนผิดปกติ หลวงพ่อสาครท่านจึงให้คนขับรถติดเครื่องและเตรียมหันรถกลับ ทันใดนั้นพี่แหวงก็ได้รีบวิ่งออกมาจากป้อมทหารและกลับขึ้นรถทันที 

ขบวนการไล่ล่าระหว่างทหารเขมรที่ควบรถมอเตอร์ไซด์มาพร้อมกับปืนเอ็ม ๑๖ ได้กวดไล่รถของหลวงพ่อสาคร แต่ที่น่าแปลกใจคือไม่มีกระสุนนัดใดเลยที่สามารถทำอันตรายผู้ที่อยู่บนรถได้ และความแปลกใจแบบต่อเนื่องคือรถยนต์คันนั้นก็ไม่มีร่องรอยของคมกระสุนปรากฏอีกเช่นกัน 

ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อสาครท่านบอกว่า เป็นด้วย”บารมีของครูบาอาจารย์”และพุทธานุภาพของ”พระคาถาคุมพล” ที่ท่านได้ภาวนาเวลาจวนตัวและมีภัยตามคำสอนของหลวงปู่ทิมนั่นเอง..... 

“..บัดนั้น                                        คำแหงหนุมานชาญสมร
ได้ฟังลูกท้าวยี่สิบกร                        อ้างอวดฤทธิรอนพาที
ตบมือสำรวจสรวลเย้ย                     เหวยเหวยดูก่อนยักษี
เหตุใดมาว่าเรานี้                            ดูหมิ่นอสุรีนั้นผิดไป….”
 

ว่าแล้วก็ไปจองหนุมานเพิ่มอีกองค์ดีกว่า.....สวัสดีครับ

 

กราบขอบพระคุณ หลวงพี่กิติศักดิ์ กิติสุขิโต ที่เมตตาให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ

ขอขอบพระคุณ คุณโยธิน สกุลแพทย์ ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายและรายละเอียด รูปภาพบางรูปจากเวปไซด์ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย กับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจทีมีให้ตลอดมาครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net