วันที่ อังคาร กันยายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“บันทายฉมาร์” มหาปราสาทอานุภาพแห่งวัชรยานตันตระ…..ในวันนี้


          เมื่อไม่นานมานี้ ผมกับคณะ Blogger OKnation จำนวนหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวชมปราสาท “บันทายฉมาร์” กับ “คุณโอ” หรือ “ไกด์เถื่อน” แห่ง OSK Travel ผู้ช่ำชองและเชี่ยวชาญเส้นทางท่องเที่ยวป่า “ปราสาท” ในประเทศกัมพูชาครับ

.

         และในวันที่ 21 – 24 พฤศจิกายนนี้  OKNation Art&Culture Group เราจะโปรแกรมเดินทางไปเที่ยวนครวัด นครธม พนมกุเลน บารายตะวันตก หริหราลัย เสียมเรียบมิวเซียมกันอีกครั้ง ท่านที่สนใจ ผมก็ขอถือโอกาสใช้ Entry นี้ “ประชาสัมพันธ์” เชิญชวน ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่  http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/09/24/entry-1

.

        หากสนใจ ช่วยหลังไมค์,E-mail หรือแจ้งที่ Comment ได้เลย (ด่วน) นะครับ

.

        “ปราสาทบันทายฉมาร์” หรือ "บันเตียฉมาร์" (Banteay Chhmar) ในภาษาเขมรแปลว่า "ป้อมเล็ก" (Narrow fortress) ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ห่างจากเมืองศรีโสภณตามเส้นทางถนนไปทางทิศเหนือประมาณ 63 กิโลเมตร

.

 

.

ภาพถ่ายทางอากาศ เมืองบันทายฉมาร์จากทางทิศตะวันตก

จะเห็นผังคูน้ำสี่เหลี่ยมและบารายไกลออกไป

.

         กลุ่มปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นเมืองหรือ “วิษัยปุระ”ขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญทางตอนเหนือ ในเขตอิทธิพลของเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคา (Royal Road) เชื่อมโยงเมืองพระนครกับเมือง “วิมายะปุระ” หรือเมืองพิมายในเขตที่ราบสูง ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่  3.5 x 2.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าปราสาทนครวัดสองเท่า แต่เล็กกว่าเมืองพระนครธม (3 x 3 ตารางกิโลเมตร)

.

         เมืองบันทายฉมาร์ มีระบบการชลประทาน จัดการน้ำด้วยการขุดสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “บาราย” ทางทิศตะวันออก เพื่อใช้กักเก็บน้ำสำหรับชุมชน ตรงกลางของบารายทางทิศตะวันออกเป็นเกาะ มีปราสาทหลังเล็ก ๆ ชื่อ “ปราสาทแม่บุญ” ตั้งอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นปราสาทในคติ “เกาะราชยศรี" อันมี “ม้าพลาหะโพธิสัตว์” เปรียบประดั่งยานพาหนะลำใหญ่ที่พาผู้คนพ้นจากสังสารวัฏและทะเลแห่งทุกข์ เช่นเดียวกับ “คติ” ของ "ปราสาทนาคพัน - เนียคเปรือย”

.

.

หมู่ปราสาท 10 หลัง ในเมืองโบราณ "บันทายฉมาร์"

.

       กลุ่มปราสาทบันทายฉมาร์ มีปราสาททั้งหมดประมาณ 10 หลัง ปราสาทหลักคือปราสาทบันทายฉมาร์  ปราสาทตาเปล่ง ปราสาทตาสก ปราสาทตาเปรียว ปราสาท “ป้อม”ประจำทิศ (ที่เชื่อว่าปราสาทของราชองค์รักษ์ผู้ภักดีทั้งสี่ทิศ) ปราสาทตาพรหม และปราสาทแม่บุญ กลางบารายตะวันออก

.

        ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ใน “เมือง” ที่มีแนวกำแพงโบราณ (Ancient Wall) ล้อมรอบขนาด 3.5 x 2.5  คูน้ำที่ล้อมรอบปราสาทมีพื้นที่ประมาณ 1 x 1 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ปราสาทประมาณ 250 x 250 ตารางเมตร ชั้นนอกรายรอบด้วยระเบียงคดที่มีภาพสลักนูนต่ำ ถัดเข้ามาเป็นกำแพงที่มีภาพสลักสวยงาม ชั้นในเป็นระเบียงคด โคปุระ วิหาร ลานพิธีกรรม(โบสถ์) กุฏิ หอพระ  ซุ้มปราสาทเมรุทิศ กำแพงของระเบียงมุขเชื่อมองค์ปราสาทที่นี่ มีการแกะสลักรูปนางอัปสรา (Davatas) และลวดลายที่สวยงามสลับซับซ้อน หมู่ปราสาททอดยาวจากตะวันออกไปตะวันตก ส่วนมณฑลกลางเป็นหมู่ปราสาทประธานพระอาทิพุทธะ และหมู่ปราสาทพระพุทธเจ้า ที่มียอดปราสาทแบบศิขระ เรือนลดหลั่นและปราสาทที่สลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่หน้า ลักษณะเช่นเดียวกับที่ปราสาทบายน

.

          เรื่องราวของปราสาทบันทายฉมาร์ ผมเคยเขียนไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน เพื่อความเข้าใจก็แนะนำให้ท่านได้ไปอ่าน ตาม Entry นี้ครับ "ปราสาทบันทายฉมาร์” ปริศนาแลมนตรา กาลเวลาในไพรสณฑ์"   http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/11/08/entry-1

.       

         ส่วนใน Entry นี้ ผมก็จะเล่าเรื่องเพิ่มเติม ตาม “เส้นทางเดิน” ที่พวกเราได้ไปเห็น ไปเยือนมาครับ

.

          “ปราสาทบันทายฉมาร์” เป็นหมู่ปราสาทที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อในลัทธิ “วัชรยานตันตระ” ลัทธินี้ ก็คือศาสนาพุทธนิกายมหายาน (มีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมาย) ที่รับเอารูปแบบวัฒนธรรมของฮินดูตันตระ (ที่มีเทพเจ้าและพิธีกรรมที่เร้นลับ มีคาถาอาคม) เข้ามาผสมอีกทีหนึ่ง พระพุทธเจ้าของวัชรยานจึงมีมากมาย แต่มีพระพุทธเจ้าสูงสุด (ชินพุทธะ - พระปาญจสุคต) อยู่ 5 พระองค์ คือ “พระไวโรจนะ” (ผู้รุ่งโรจน์)ปางปฐมเทศนา ประจำทิศเบื้องบน  - ”พระอักโษภยะ” (ผู้ไม่หวั่น) ปางมารวิชัย ประจำทิศตะวันออก – “พระรัตนสัมภวะ“ (ผู้เกิดจากรัตนะ) ปางประทานพร ทิศใต้ – “พระอมิตาภะ” (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร์) ปางสมาธิ ประจำทิศตะวันออก – “พระอโมฆสิทธิ” (ผู้สำเร็จโดยไม่พลาด)ปางประทานอภัย ประจำทิศเหนือ

.

         ต่อมา ในพุทธศตวรรษที่ 14 ลัทธิวัชรยานตันตระในอินเดียได้สร้างพระผู้ประทานกำเนิด “พระอาทิพุทธะ” พระพุทธเจ้าสูงสุดผู้ประธานกำเนิดพระชินพุทธะทั้ง 5 ในนามว่า “พระมหาไวโรจนะ” 

.

         เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชวงศ์ “มหิทรปุระ” ขึ้นปกครองราชอาณาจักรกัมพุชเทศ พระองค์เลือกที่จะใช้ลัทธิวัชรยานตันตระปกครองแผ่นดิน (ตามเหตุผลที่เขียนไว้ในเรื่อง "See อังกอร์ธม ชมพระจักรพรรดิราชและสงครามช้างเผือก.....ถึงตายก็ไม่เสียดาย !!!" http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/09/entry-1)

.

         ด้วยลัทธิวัชรยานตันตระ เกิดขึ้นจากการผสมผสานคติความเชื่อใน “อำนาจ – อานุภาพ” ของเหล่าเทพเจ้าในฮินดูตันตระ พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์จึงกลายเป็นพระผู้มีอำนาจและอานุภาพเหนือกว่าเหล่าเทพเจ้าฮินดู

.

         ลัทธิวัชรยานตันตระของเขมรในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เรียกกันว่า ลัทธิ "โลเกศวร" มี “เทวโพธิสัตว์” ที่สำคัญคือ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ที่มีความหมายถึง “พระโพธิสัตว์ผู้สอดส่องดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่มวลสัตว์โลก” พระนามดั่งเดิมคือ “สมันตสุข” (พระผู้ส่องมองรอบด้าน) เมื่อมารวมกับอำนาจแห่ง “พระมหาศิวะเทพ” ผู้มีอานุภาพในการทำลายล้างของตันตระ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้กำเนิดจากพระอมิตาภะ จึงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่มีอานุภาพแผ่ไพศาล ทั้งการช่วยเหลือและทำลาย ตามความเชื่อในลัทธิ “โลเกศวร”

.

          บันทึกของหลวงจีนฟาเฮียน (Fa Hien) ผู้จาริกแสวงบุญไปยังอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 9 ได้บอกเล่าประสบการณ์เดินทางในขากลับจากอินเดีย ผ่านมายังอาณาจักรศรีวิชัย ระหว่างทางในมหาสมุทรอินเดีย ท่านได้พบกับพายุไต้ฝุ่น ท่านจึงภาวนาถึงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เชื่อว่า พระองค์ยังคอยสอดส่องช่วยเหลือมวลมนุษย์และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ พระองค์ได้โปรดดลบันดาลให้พ้นจากภัยอันตรายจนท่านสามารถเดินทางกลับบ้านได้

.

         ในโลกยุคโบราณที่ “การเมืองและความเชื่อทางศาสนา” เป็นกระบวนการที่ต้องพึ่งพาอาศัยเกื่อกูล จนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน เฉกเช่น เมื่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในคัมภีร์ในลัทธิศาสนามีความยิ่งใหญ่ กลับกันในทางโลก ปราสาทที่สร้างในสมัยของพระองค์ จึงปรากฏหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในฐานะของ “เสมือน” พระโพธิสัตว์ผู้สอดส่องดูแลและปลดทุกข์ให้กับประชาชน ทั่วไปทุกหนแห่ง ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีอานุภาพทางธรรม และกษัตริย์เทวราชาผู้ทรง “แสงยานุภาพ” ในทางโลก เพื่อการควบคุม ปกครอง แรงงานไพร่ฟ้าแลประชาชนในพระราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่เช่นกัน

.

        นอกจากที่พระองค์พระคอย “สอดส่อง” ช่วยเหลือประชาชนในภาพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแล้ว พระองค์ยังได้แปลงพระอาทิพุทธมหาไวโรจนะ – พระอมิตาภะ ให้มีใบหน้าและเครื่องแต่งกายเดียวกับพระองค์ เพื่อบอกกับโลกและประชาชนว่า “พระองค์อยู่สูงสุด เหนือผู้ใดในโลกและ.....ในสรวงสวรรค์”

.

         สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพาทิศ ได้จัดลำดับยุคสมัยทาง “ประวัติศาสตร์ศิลป์” ของปราสาทบันทายฉมาร์ ให้อยู่ในยุคที่สองและสามของศิลปะแบบ “บายน” ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 อยู่ในช่วงหลังการครองแผ่นดินของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประมาณ 25 ปี ศิลปะบนใบหน้าของพระโพธิสัตว์ยอดปราสาทและศิลปะการแกะสลักที่นี่จึงดูไม่ค่อยงดงาม ไม่ละเอียดลออ ไม่ได้สัดส่วนเหมือนกับที่ปราสาทบายนและปราสาทในยุคเดียวกันที่อยู่ในเมืองพระนครหลวง

.

.

         รูปแบบการวางผังปราสาท วางตามแนวตะวันออกมาตะวันตก ในคติปรัชญาการวางมณฑลเวที "ยันตระมันดารา " (Mandala) หรือ “ยันตระมณฑล” ของตันตระญาณ วางสัดส่วนของมณฑลโลกมนุษย์ไว้ด้านนอก มณฑลพระโพธิสัตว์ มณฑลมานุษิพุทธะ มณฑลธยานิพุทธะปราสาทประธานของพระมหาไวโรจนะและมณฑลแห่งศักติ (พลังเพศหญิงที่เกื้อหนุนเพศชาย)

.

        ผังของอาคารที่ดูซับซ้อน เริ่มต้นจากทิศทั้งสี่ นับเข้ามาจากทิศตะวันออก  เดินตรงไปยังลานพิธี วิหารหรือศาลาพิธีกรรมด้านหน้า เข้าไปหมู่ปราสาทชั้นที่สอง (พระโพธิสัตว์ – มานุษิพุทธะ - เทพเจ้าฮินดู) ชั้นที่สาม (เหล่าพระพุทธเจ้า) ชั้นประธาน และชั้นศักติ (พลังเบื้องหลัง) ทะลุออกมาพบกับหอพระที่เป็นมณฑลปราสาทด้านหลัง

.

 

.

          ปราสาทบันทายฉมาร์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมาตั้งแต่ปี 2005 แล้วครับ แต่ก็เพราะเส้นทางที่ลำบาก จึงยังมีคนไปเที่ยวน้อย แต่ในวันนี้ การเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วครับ

.

         ผมเดินทางโดยรถบัส 25 ที่นั่ง จากปอยเปต มายังเมืองศรีโสภณ พักรับประทานอาหารแล้วค่อยเดินทางต่อไปตามเส้นทางสาย 54 ขึ้นไปทางเหนืออีก 63 กิโลเมตร ก็จะมาพบกับคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาททางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ เราเลาะคูน้ำทางใต้มาทางทิศตะวันออก และเดินเข้าทางนี้ครับ

.

         ด้านหน้าคูน้ำ มีร่องรอยของสะพานนาคราช หรือสะพานสายรุ้ง ทางขวาเป็นรูปเหล่าเทพเจ้าเทวดากำลังยุคนาค และทางซ้ายก็เป็นรูปสลักของเหล่าอสูรากำลังยุดนาค แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่รูปสลักเทพเจ้าและอสูรที่เป็นราวสะพานชักนาคเกษียรสมุทรทั้งสี่ทิศของปราสาทบันทายฉมาร์ ถูกทำลายและโจรกรรมรูปสลักสูญหายไปเป็นจำนวนมาก บางมุมก็เรียกว่า ยกประติมากรรม กรรมไปทั้งสะพานเลยก็ว่าได้

.

          เราสามารถใช้รถโดยสารข้ามคูน้ำทิศตะวันออกเข้ามา ผ่านซุ้มประตูบายน ตามแบบแผนประตูเมืองพระนครธม แต่มีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง ประตูตะวันออกนี้พังทลายลงมาทั้งหมด แต่ถ้าบูรณะขึ้น นับจากเนื้อหินที่พังลงมา ก็คงเห็นประตูที่สมบูรณ์

.

.

          ผ่านประตูตะวันออกข้ามคูน้ำเข้ามาด้านใน ทางขวามือเป็นที่ตั้งของ “วหิคฤหะ” หรือ “ธรรมศาลา” ที่พักคนเดินทาง ในสภาพที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์ และมีร่องรอยระเบิดในยุคสมัยของ “สงครามกลางเมือง” ตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด

           ลานด้านหน้าปราสาท ปัจจุบันเป็นที่วางหินที่ขุดรื้อมาจากซากถล่ม เพื่อเตรียมการบูรณปฏิสังขรณ์ ตามโครงการ “กองทุนมรดกโลก” (Global heritage fund) ที่เริ่มต้นบูรณะปราสาทบันทายฉมาร์มาตั้งแต่ปีที่แล้วครับ

.

.

.

หน้าบันโคปุระตะวันออก

 เป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร แสดงอานุภาพกลางสกลจักรวาล

.

.

เหล่าพระโพธิสัตว์ในซุ้มอานุภาพเรือนแก้ว

รอบคิ้วบัวส่วนบนด้านในของอาคารระเบียงคด

.

          ด้านนอกสุดของหมู่ปราสาทเป็น “ระเบียงคด” ผังทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นระเบียงที่พัฒนามาจากระเบียงปราสาทนครวัด คือเป็นระเบียงมุงหลังคาหิน ด้านนอกรองรับด้วยเสารองหลังคา และมี “ชั้นลด” ที่มีเสารองหลังคาอีกชั้นหนึ่ง ด้านในอีกด้านหนึ่งก่อเป็นกำแพงผนัง บนผนังก็จะสลักภาพนูนต่ำบอกเล่าเรื่องเกียรติยศ ความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจและอานุภาพ รูปแบบผนังของระเบียงแบบนี้ ทำให้แสงสว่างส่องเขามาระหว่างช่องเสาด้านนอกได้โดยสะดวก และทำให้ช่างสลักหรือนักท่องเที่ยวในวันนี้สามารถมองเห็นภาพสลักบนผนังอีกฝั่งหนึ่งได้โดยสมบูรณ์

.

.

ประตูเล็กทางซ้ายของโคปุระตะวันออก

ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินเข้า

จะเห็นเสารองรับหลังคา 2 ชั้น

.

.

ภายสลักนูนต่ำระเบียงตะวันออก - ใต้ ข้างประตู

 เป็นเรื่องราวเกียรติยศในชัยชนะของสงครามยุทธนาวีกับอาณาจักรจามปาเหนือโตนเลสาบ

.

          แต่....หลังคาหินมุมระเบียงคดส่วนใหญ่ก็ได้พังทลายลงมาหมดแล้วครับ คงเพราะการคำนวณน้ำหนักไม่ดีนัก จึงดูเหมือนมีแต่กำแพงที่มีรูปสลักนูนต่ำล้อมรอบแทน

.

.

.

.

                 แต่ก็มีเสารองหลังคา และชั้นลดบางส่วนของระเบียงคดด้านนอกหลงเหลือมาให้เห็นทางทิศใต้  ส่วนของกำแพงที่มีรูปสลักนูนต่ำพังทลาย เหลือเสาและคิ้วบัวด้านบนไว้ มีรูปสลักบนคิ้วเป็นรูปเหล่า “พระโลเกศวร 4 กร” ที่เกิดจากอานุภาพของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี" ดังที่คัมภีร์การันฑวยูหสูตร  กล่าวไว้  “....ด้วยเพียงพระโลมา 1 เส้นของพระองค์ก็มีอานุภาพมากกว่าพระพุทธเจ้า 62 เท่าของจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา นอกจากนั้นในขุมพระโลมาแต่ละขุมของพระองค์ ยังมีคนธรรพ์อยู่เป็นจำนวนพัน อีกขุมหนึ่งมีฤาษีอยู่เป็นจำนวนล้าน ผู้ที่ออกมาจากพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีจึงมีทั้งเทวดา คนธรรพ์ ฤๅษี และพระพุทธเจ้าอีกมากมาย...” 

.

.

          เสารองหลังคาระเบียง มีรูปแกะสลักเป็นลายเส้นนูนต่ำมาก ๆ หรือแค่เซาะร่องเป็นเส้นเขียนเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่ง “เรือนแก้ว” ก็คือรูปธรรมของรัศมีที่พวงพุ่งเป็น “ออร่า” หรือ “พลัง” ที่เหล่าพระพุทธเจ้ามากมายเปล่งอานุภาพออกมา เป็นเส้นแบ่งระหว่างโลกกับสวรรค์ ในยุคต่อมาซุ้มเรือนแก้วได้กลายมาเป็นซุ้มปราสาท รัศมีที่เรียกต่อกันมาว่า “ใบระกา” ได้กลายมาเป็นเครื่องประดับรอบองค์พระพุทธรูป ศาสนสถาน หน้าบัน บันแถลง ....ช่างโบราณได้ทำให้นามธรรมทางความเชื่อ กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถรังสรรค์เป็นงานศิลปกรรมได้อย่างลงตัวครับ

.

โคปุระตะวันออก ในสภาพพังทลาย

.

          ตรงส่วนกลางของระเบียงคดทั้ง 4 ด้าน มี “โคปุระ” หรือซุ้มประตูทางเข้า เป็นซุ้มมณฑปไม่มียอดปราสาท มีประตูเข้า 3 ประตู ซึ่งอาจจะแทนความหมาย “ตรีกาย” ของพระพุทธเจ้าอาทิพุทธ หรือแทนความหมาย “รัตนตรัยมหายาน” ที่ประตูกลางจะมีความหมายถึง “พระอมิตาภะ” ประตูทางซ้าย คือ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ประตูทางขวาแทน “พระนางปรัชญาปารมิตา” พระชนนนีของเหล่าพระตถาคต และเป็นศักติ (พลังเพศหญิงเบื้องหลัง) ของอานุภาพแห่งปราสาท

.

.

.

หน้าบัน แสดงภาพพุทธประวัติ

.

          นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเดินเข้าประตูเล็ก ทางด้านซ้ายของโคปุระ ผ่านผนังเรื่องราวการสงคราม เมื่อเข้าไปก็จะพบกับกองหินขนาดมหึมาของลานและวิหารด้านหน้าทางซ้ายมือ ที่มีต้นไม้เขียวชอุ่ม ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น  ทางด้านขวาเป็นบ่อน้ำ (Pond) ทิศใต้ มีรูปหน้าบันสามเหลี่ยมส่วนหน้าของวิหาร มาจัดวางไว้เพื่อเตรียมการบูรณะ หน้าบันดังกล่าวสลักเป็นรูปพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  เป็นภาพของเจ้าชาย "สิทธัตถะ" กำลังตัดพระเกศา มีอาชา “กัณฐกะ” และนาย ”ฉันนะ” อยู่ด้านข้าง ด้านล่างเป็นเหล่าเทพยดานางฟ้าที่มาชุมนุมแซ่ซ้องสรรเสริญ

.

.

กาพย์ฉันท์ประกอบเสียงดนตรีอันไพเราะ 24,000 โศลก

เรื่องราวของฤาษี"วาลมิกิ" ผู้รจนาคัมภีร์ "รามายณะ" อันศักดิ์สิทธิ์

พระพรหม นกกระเรียนคู่และพรานป่า

.

.

เทพเจ้า "ตรีมูรติ" ในลัทธิ "ฮินดูตันตระ"

มีพระศิวะอยู่บนยอด พระนารายณ์อยู่ทางขวาและพระพรหมอยู่ทางซ้าย

.

.

ภาพมหากาพท์ "รามายนะ" อันศักดิ์สิทธิ์

พระรามสังหารทศกัณฐ์ ลือลั่นไปทั้งสามภพ (แทนด้วยภาพบุคคลเหนือดอกไม้ 3 ดอก)

.

.

ภาพสลัก "ทศกัณฐ์"และ"กุมกกรรณ"

.

.

กาพย์ฉันท์ประกอบเสียงดนตรีอันไพเราะ 24,000 โศลก

เรื่องเล่าของฤาษีวาลมิกิ หนุนาม นางสีดา และพรานป่า

.

.

ภาพ "พระนางปรัชญาปารมิตา" เทวีแห่งวัชรยาน กำลังโปรดสรรพสัตว์

.

.

กาพย์ฉันท์ประกอบเสียงดนตรีอันไพเราะ 24,000 โศลก

ฤาษีวาลมิกิผู้รจนามหากาพย์"รามายนะ" กำลังเล่าเรื่องฤาษีนารทะ

 และพระนารายณ์สังหารฤาษีสัมพูกะ (แก้ไข 2554)

         เส้นทางเดินมาทางซ้าย เข้ามาสู่ลานด้านหน้าและวิหารที่พังทลายลงมาทั้งหมด ด้านหน้าวิหารเป็นซุ้มประตู 3 ประตู  เข้ามาเป็นระเบียงทางยาว ที่มีซุ้มประตูอยู่โดยรอบทิศ หน้าบันและทับหลังแต่ละด้านจะสลักเล่าเรื่องราว “รามายณะ” มหากาพย์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดูตันตระ

.

.

.

          หลังคาวิหารและระเบียงเชื่อมในส่วนมณฑลพิธีกรรมด้านหน้า ได้พังทลายลงไปกองทับถม จนเราต้องเดินผ่านไปด้านบนกองหินเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมองไปโดยรอบ จะเห็นภาพสลักยอดระเบียงที่เป็นรูปของ “กินรี” และ "ครุฑ" แทนความหมายของสัตว์ใน “ป่าหิมพานต์” ป่าใหญ่ที่ล้อมรอบเขา ”พระสุเมรุ” และสรวงสวรรค์ที่ประทับของเหล่าพระโพธิสัตว์ เทวะและพระพุทธเจ้า

.

.

.

ปราสาทประธาน มณฑลที่ 2 ทรง "ศิขระ"

.

.

.

คิ้วบัวในมณฑลพระโพธิสัตว์ เป็นรูปเทวโพธิสัตว์และเทพเจ้าฮินดู

.

          มณฑลที่สอง เป็นปราสาทสามหลัง ที่มีใบหน้าของพระโพธิสัตว์ชัยวรมันปรากฏอยู่สมบูรณ์ดี ปราสาทตรงกลาง ไม่มีรูปหน้าบุคคล เพราะเป็นปราสาทพระพุทธเจ้า ภาพสลักตรงคิ้วบัวด้านบนกำแพงโดยรอบมณฑลนี้ เป็นภาพเหล่าเทพเจ้าฮินดูและเหล่าเทวโพธิสัตว์ที่มาเข้าเฝ้าพระอาทิพุทธะ

.

.

.

         สังเกตว่าปราสาทที่มีใบหน้าพระโพธิสัตว์ชัยวรมัน มักจะอยู่ด้านข้างครับ แต่ปราสาทที่วางไว้ตรงส่วนกลางจะทำเป็นปราสาทแบบ “ศริขร” ลดระดับขึ้นไป 5 ชั้น ประดับด้วยเครื่องบนและบันแถลงที่สลักเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ และอานุภาพแห่งพระพุทธองค์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนตรงมุมของระเบียงอันซับซ้อน จะสร้างเป็นปราสาทขนาดย่อมไว้ด้านบน ด้านนอกกำแพงระเบียง สลักรูปนางอัปราและลวดลายพรรณพฤกษาประดับไว้ตรงประตูทางเข้าทุกประตู

.

.

ภาพสลักหน้าบันชั้นใน ปราสาทประธาน

เป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร เปล่งอานุภาพเหนือโลกและจักรวาล

.

.

ภาพสลักพระพุทธเจ้ามี 4 กร

.

.

ภาพสลักหน้าบันชั้นใน ปราสาทประธาน

เป็นภาพพระไภสัชยไวฑูรยประภาสุคต แวดล้อมด้วยสรรพสัตว์และเทพยดา

.

         ตามเส้นทางเดินบนกองหิน เราจะมองเห็น “หน้าบัน” ของปราสาทจากซากที่พังทลายอย่างชัดเจน เพราะเราเดินลอยอยู่บนฟ้า (กองหิน) ทั้งที่อยู่ด้านนอก และด้านในที่ด้านพังถล่มลงไปแล้ว หน้าบันสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้า ที่มีรูปบุคคลชายหญิงและสรรพสัตว์อยู่ขนาบด้านข้าง ด้านล่างเป็นชุมนุมเหล่าเทพยดา พระพุทธเจ้ามีทั้งพระพุทธเจ้าไภสัชยไวฑูรยประภาสุคต พระธยานิพุทธะอานุภาพมีสี่กร พระโพธิสัตว์อวโลกกิเตศวร สลับไปมาในทุกเรือนปราสาทที่มีความซับซ้อนของมุขระเบียงเชื่อม ใต้กองก้อนศิลาทรายที่พังทลายลงมาบดบังทับถม จนยากที่จะมองเห็นฐานรูปทรงเดิม

.

          ปราสาทประธาน อยู่ในส่วนมณฑลที่ 3 ด้านหน้าเชื่อมต่อกับระบียงคดของส่วนที่ 2 สามทาง ปราสาทเป็นทรงศริขร เรือนปราสาทเป็นชั้นลดหลั่น ปราสาทด้านข้างอยู่กลางระเบียงคดทำเป็นหน้าพระโพธิสัตว์ มุมระเบียงคดทั้ง 4 เป็นปราสาทขนาดย่อม

.

          ส่วนที่ 4 เป็นส่วนขยาย เป็นปราสาทอีก 1 หลัง มีระเบียงต่อไปสามทาง เชื่อมส่วนที่ 3 กับโคปุระด้านทิศทางตะวันตก ส่วนนี้น่าจะเป็นมณฑล “ศักติ” หรือพลังเบื้องหลังที่ก่อเกิดอานุภาพแก่พระโพธิสัตว์สูงสุด

.

.

.

ซุ้มโคปุระ 3 เรือนยอดด้านหลังของมณฑลศักติ

มองย้อนกลับมาจากทิศตะวันตก

.

.

พระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้วแสดงอานุภาพ

บนสันกำแพงแก้วล้อมรอบมณฑลทั้ง 4

.

          ถ้านับจากแผนผัง ยอดปราสาทของทั้ง 4  มณฑล น่าจะมีจำนวน 30-33 ยอด ( นับรวมปราสาทตรงมุมระเบียง) ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่มีการวาง “บราลี” (เสาประดับยอดหลังคา)เป็นรูปพระพุทธเจ้าแสดงอานุภาพในซุ้มเรือนแก้ว ตามกันยาวเป็นแถวเป็นแนว เหมือนจะบอกความหมายว่า นี่เป็นเขตปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพของพระพุทธเจ้า …ที่ยิ่งใหญ่กว่าใครนะ !!!

.

.

         เมื่อผ่านประตูของหมู่ปราสาทออกไป ก็จะไปพบกับ “วิหาร” หรือ “หอพระ” ที่มีระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ระเบียงคดในทิศนี้ ทำเป็นกำแพงมีหน้าต่าง หลังคามุงศิลาทราย ด้านบนประดับด้วยบราลีรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะแสดงอานุภาพในซุ้มเรือนแก้วเช่นเดียวกับกำแพงแก้ว

.

            “หอพระ – วิหาร – กุฏิ” ไม่ได้มีเฉพาะทางทิศทางตะวันตกเท่านั้นนะครับ ทางเหนือและใต้ก็มีมณฑลวิหารที่มีระเบียงคดแบบเดียวกันล้อมรอบ แต่ก็อยู่ในสภาพพังทลายเป็นส่วนใหญ่ 

.          .

.

.

.

.

           เมื่อผ่านวิหารตะวันตก ก็จะมาสุดที่ซุ้มประตู “โคปุระ” ด้านทิศตะวันตก ที่มี 3 ประตูเช่นเดียวกับประตูอื่น ๆ ตรงกลางจะดูใหญ่และอีกสองประตูจะดูเล็กกว่า มีประตูเล็กอยู่ข้างโคปุระประตูเล็กทางทางทิศใต้ เป็นระเบียงคดที่มีผนังและเสารองรับ แต่เสา หลังคาและชั้นลดได้พังถล่มล้มระเนระนาดเป็น “โดมิโน่” ออกไปด้านนอกจนหมด คงเหลือแต่ผนังด้านในของระเบียงที่ยังมีรูปสลักนูนต่ำเป็นภาพ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งอานุภาพ” ในปางต่าง ๆ จากทั้งหมด 8 รูป ปัจจุบันเหลือเพียง 2 รูป หายไป 4 รูป อีก 2 รูปด้านทิศใต้สุดอาจฝังจมอยู่ใต้กองกำแพงที่พังถล่มทับถมอยู่ (?)

.

.

.

.

          ผมเดินต่อขึ้นมาทางทิศเหนือ ภาพสลักสลักระเบียง ก็ยังคงเล่าเรื่องของสงครามระหว่างเจนละกับอาณาจักรจามปา ขบวนแห่ เรื่องราชกิจ ราชสำนัก การบูชาศิวลึงค์ โดยมีภาพของ  เจ้าชายศรีนทรกุมารที่กำลังต่อสู้กับภรตราหูผู้ทรยศเป็นจุดเด่นของภาพสลักในด้านนี้ครับ

.

.

ราชทูตจากอาหรับเข้าเฝ้า โดยมีพระโอรสเป็นล่าม

.

.

          ผนังระเบียงคดทางทิศเหนือ มีภาพของการเคลื่อนขบวนกองทัพ ขบวนเกียรติยศ ราชกิจและการสงคราม แต่กำแพงที่เหลืออยู่ก็พังทลายลงเป็นกองหินเสียส่วนใหญ่แล้ว

.

.

           ใกล้กลับหอวิหารทางทิศใต้ (ดูแผนที่ประกอบนะครับ)มีฐานอาคารศิลาแลงประดับรูปสิงห์แบก ผมเรียกว่า “พลับพลา” ซึ่งน่าจะเป็นส่วนอาคาร เสาหิน เรือนหลังคาไม้มุงกระเบื้อง เพื่อใช้เป็นพลับพลาที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือพระโอรสเจ้าชายศรีนทรกุมาร

.

.

.

.

          เมื่อเดินออกจากมณฑลปราสาท บริเวณระเบียงคดทางตะวันออกด้านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณะ เริ่มมีการรื้อและขุดชิ้นส่วนหินออกมาเรียงไว้ เพื่อเตรียมทำการบูรณะในระบบ “อนัสติโลซิส” ภาพสลักบริเวณระเบียงคดนี้ เป็นราชการสงคราม ภาพยุทธนาวีกับจาม การเตรียมทัพและภาพเด่นของระเบียงแถบนี้คือภาพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับเจ้าชายศรีนทรกุมาร กำลังขึ้นไปสังเกตการณ์ข้าศึกศัตรูบนยอดเขาครับ

.

.

นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวคู่นี้

 มานั่งพักทานข้าวกลางวันอย่างเหน็ดเหนื่อย บนกองหิน ใต้ต้นไม้

.

.

พระโพธิสัตว์วัชรปราณิประทับเหนือครุฑ

เป็นการแสดงอำนาจของพระโพธิสัตว์ที่มีเหนือกว่าพระนารายณ์ของฮินดู

.

          รูปประติมากรรมที่พบในปราสาทบันทายฉมาร์ มีอยู่ครบถ้วนตามแบบแผนคติปรัชญาในลัทธิโลเกศวร (วัชรยานตันตระแบบเขมร) ทุกประการ ทั้งรูปพระวัชรสัตว์ พระวัชรธร พระอมิตาภะปางสมาธิมีนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา พระโลเกศวร พระโพธิสัตว์วัชรปราณี พระโพธิสัตว์ปัทมปราณี เหวัชระ วัชรินมณฑล พระพุทธเจ้าไภสัชนไวฑูรยประภาสุคตและพระชิโนรสทั้งสองอันได้แก่ พระโพธิสัตว์สูรยไวโรจนจันทโรจิ (เพศชาย)และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีศะ (ศักติของเพศหญิงตามลัทธิตันตระ) พระโพธิสัตว์ไตรโลกยวิชัย และเหล่าพระโพธิสัตว์มากมาย

.

.

          ประติมากรรมราวลูกกรง “สะพานนาค” ของปราสาทบันทายฉมาร์ ศิลปะที่นี่ได้เปลี่ยนรูปหัวนาคเดิมในยุคนครวัด ให้กลายเป็นรูป “ครุฑยุคนาคที่ซับซ้อน” เห็นได้จากทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ครุฑที่ยุดจะยื่นมือออกมาทั้งสองข้างกรีดนิ้วแสดง “มุทรา” แห่งพลังอานุภาพ

.

          ซึ่งก็แน่นอนว่ารูปสลักที่สวยงาม โดดเด่น มีพลังอานุภาพ ก็ได้กลายเป็นเครื่องประดับคฤหาสน์ของเหล่าคหบดีผู้นิยมสะสมรูปเคารพที่มีอานุภาพและทรงพลัง เสริมบารมีอำนาจตามความเชื่อให้กับตนเอง !!!

.

.

รูปสลักนาคราวลูกกรงบันได ศิลปะของบันทายฉมาร์แท้ๆ  แต่ไหงมาอยู่ที่เมืองไทย !!!

.

          ในปัจจุบัน การเดินทางมาท่องเที่ยวปราสาทบันทายฉมาร์ ก็คงจะง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าแต่เดิมเยอะครับ ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ จากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มนักลักลอบขนรูปประติมากรรมหินทรายออกไปขายยังประเทศไทยตามใบสั่ง ก็พัฒนาการขึ้น กลายมาเป็นชุมชนที่มีการจัดการท่องเที่ยว แปลงบ้านของตนให้ทันสมัยเป็นหมู่บ้านโฮมเสตย์ (Home stay) รองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความนิยมชมชอบปราสาทโบราณที่มีตำนานเรื่องเล่า ทั้งยังดูมีความลึกลับน่าค้นหา และร่มรื่นด้วยป่าไพรสณฑ์ ที่กลับเข้ามายึดครองชอนไชตัวปราสาท ประกอบกับปราสาทใหญ่น้อย ที่มีใบหน้าของพระโพธิสัตว์ชัยวรมัน ปรากฏอยู่โดยทั่วไปกว่า 10 หลัง กระจายตัวอยู่โดยรอบหมู่บ้านที่ยังไม่มีความเจริญมากนัก

           มหาปราสาทอานุภาพวัชรยานตันตระแห่งบันทายฉมาร์ ได้ผ่านพ้นการทำลายรูปสลักเพื่อแปลง “ระบอบ” ให้กลับมาเป็นอาณาจักรแห่งฮินดูตันตระในยุคของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2  และผ่านพ้นสภาพสงครามกลางเมืองในยุคเขมรแดง จนมาถึงยุค “โศกนาฏกรรม” ที่รูปสลักแสดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีบนกำแพงทิศตะวันตก ได้ถูกรื้อทำลาย โจรกรรม ลักลอบนำมาขายให้กับคหบดีผู้มั่งคั่ง ผ่านตลาดมืดในประเทศไทย และได้กลับคืนเพียง 2 รูป แต่สองรูปนั้นก็ยังไม่ได้กลับสู่มหาปราสาทอานุภาพโดยสมบูรณ์ คงอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองพนมเปญในวันนี้ (หรือไม่แน่ก็อาจจะย้ายมาที่เสียมเรียบพิพิธภัณฑ์แล้ว ?....ต้องไปดู)

.

          ในวันนี้ ความสงบและสันติอันยาวนานภายในประเทศกัมพูชา ได้พัฒนาให้สิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรม แห่งอารยธรรมโบราณกลับมาเป็นของขวัญอันล้ำค่าอันเจ็บปวดจากอดีต คืนกลับมาสู่ชาวกัมพูชา มหาปราสาทบันทายฉมาร์ ก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมในอดีตที่กำลังได้รับความนิยมในการ “ท่องเที่ยว” นำเงินตรามาสู่หมู่บ้านบันทายฉมาร์อย่างไม่มีวันจบ

.

.

ปราสาทตาพรหม ทางทิศใต้ของปราสาทบันทายฉมาร์

 หรือที่นี่จะเป็น "อโรคยศาลา"ประจำวิษัยปุระนี้ ?

.

               ผมยังคิดอยากจะชวนท่านผู้อ่าน เข้าไปนอนพักแรม ท่องเที่ยวที่ “หมู่บ้าน” บันทายฉมาร์กันซัก 1 คืน เดินเล่น “ทอดน่อง – ทอดปีก” กันในหมู่บ้าน เที่ยวชมวิถีชีวิตผู้คน ตลาดและร้านค้า หลายส่วนของหมู่บ้านกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย บ้านพักแบบโฮมสเตย์และร้านค้าเกิดขึ้นหลายแห่ง เราจะเดินชมปราสาทบันทายฉมาร์อย่างช้า ๆ ในทุกหย่อมป่าบนเกาะที่มีคูน้ำล้อมรอบ ชมปราสาทที่อยู่โดยรอบโดยเฉพาะปราสาท “ตาพรหม” ที่ “อาจเป็น” อโรคยศาลาที่มีรูปปราสาทเป็นใบหน้าของพระโพธิสัตว์ชัยวรมันเพียงแห่งเดียวในโลก และเดินเท้าไปชมพระอาทิตย์ตกที่ปราสาทแม่บุญกลางบาราย ที่กลายเป็นท้อง “ทุ่งข้าวสีทอง” กับบรรยากาศยามพลบค่ำ

.

.

ภาพเจ้าชายศรีนทรกุมารกำลังต่อสู้กับภรตราหูผู้ทรยศ

.

          วันนี้ บันทายฉมาร์กำลังเปิดประตู ให้ผู้คนได้กลับไปค้นหาความลับของเจ้าชายศรีนทรกุมาร กับ เรื่องราวมหาอานุภาพของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในลัทธิ “โลเกศวร” ที่เคยรุ่งเรืองแต่มันก็ได้หายสาบสูญไปเมื่อกว่า 700 ปีที่แล้ว

.

.

ปราสาทบันทายทัพ หมู่ปราสาท 5 หลังที่พังทลาย

มีร่องรอยของเครื่องไม้เขมรโบราณหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในกัมพูชา (?)

.

            ถ้ามีโอกาส หลังทริปนครวัด – พนมกุเลน – แม่บุญตะวันตก – หริหราลัย กลางพฤศจิกายนนี้ ผมตั้งใจจะกลับไปเยือน “บันทายฉมาร์” อีกครั้ง คราวนี้ผมจะเดินเที่ยวให้ครบทั้ง 10 ปราสาทในเขต “บันทายฉมาร์” และอีก “ปราสาทบันทายทัพ Banteay Torp (ป้อมทหาร)" ที่อยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตรทางทิศใต้ ให้ได้ครับ  !!!!

.

.

.

.

ศรีเทพ - เขาคลังนอก

.

.

นครวัด นครธม พนมกุเลน หริหราลัย แม่บุญตะวันตก เสียมเรียบมิวเซียม

.

.

สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร เมืองมรดกโลก

.

.

ปราสาทบันทายฉมาร์ แม่บุญ บันทายทัพ

.

          สนใจร่วม “ตะลอนทัวร์”  โปรแกรมเที่ยว “นอกกรอบ” กับ Blogger ศุภศรุต อ่านรายละเอียดได้ที่  http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/09/24/entry-1

.

           หากสนใจ ช่วยหลังไมค์หรือ E -  mail ด้วยนะครับ

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net