วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความมหัศจรรย์ของเศรษฐกิจจีน(2)


เมื่อการค้าการลงทุนของต่างประเทศตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลแสดงผลของมันออกมาในการกระตุ้นความเจริญ และเศรษฐกิจของจีน ตลอดจนเห็นภาพการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม  การสนับสนุนต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงจึงเข้มแข็งเรื่อยๆ และมันได้สร้างความมั่นใจต่อเติ้งเสี่ยวผิงมากตามไปด้วย จากนั้นในช่วงทศวรรษ 1990 จีนจึงเปิดประเทศรับการค้าและการลงทุนมากตามลำดับ


ในขณะเดี่ยวกัน รัฐบาลจีนก็หันมาส่งเสริมการค้า การลงทุนของคนจีนในประเทศ ในระยะต่อมาจึงเกิดเศรษฐีจีนใหม่ในแผ่นดินใหญ่ และอยู่ในอันดับทำเนียบเศรษฐีของโลกอยู่หลายคน

นับตั้งแต่ปี 2526 ถึงปัจจุบัน  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง ร้อยละ 8-10 ต่อปี และมีหลายปีที่เกินร้อยละ 10 

ขณะที่เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราที่สูงกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจาก เศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ที่ว่าเป็นทุนนิยมที่พัฒนาแล้วนั้น ในแต่ละปีขยายตัวเพียงร้อยละ 1- 3 เท่านั้นและมีหลายปีที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้หดตัวลง หรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจติดลบนั้นเอง

แต่ของจีนนับแต่เข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาด  เศรษฐกิจไม่เคยติดลบเลยแม้แต่ปีเดียว

ในสิบกว่าปีแรกของการใช้ระบบเศรษฐกิจใหม่ ต่างประเทศได้แต่ตั้งข้อสงสัยถึงเศรษฐกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเกินหน้าประเทศอื่นใดในโลก นักเศรษฐศาสตร์จากชาติตะวันตกมักตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลเศรษฐกิจ หลายคนกังวลว่าเศรษฐกิจจีนคงจะร้อนแรง เป็นฟองสบู่และอาจแตกในไม่ช้า

แต่เกือบสามสิบปีที่จีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจของประเทศนี้มีแต่ขยายตัวในระดับสูงอย่างตัวเนื่อง จนเราอาจเรียกได้ว่าเศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนก็ว่าได้(Sustainable growth)

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะมองว่าเนื่องจากจีนมีฐานเศรษฐกิจเดิมที่เล็ก หรือยังด้อยพัฒนา เมื่อหันมาปฎิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังมันก็เลยเติบโตมากอย่างที่เห็น

แต่เศรษฐกิจจีนมันเจริญเติบโตอย่างมหัศจรรย์จริงๆครับ เพราะถ้าเปรียบเปรียบกับประเทศในเอเชียที่เริ่มพัฒนาก่อนจีนสิบกว่าปี ไม่ว่าจะเป็น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง จะพบว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีการเจริญเติบโตที่ลุ่มๆดอนๆเมื่อเทียบกับจีนในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

ในช่วงเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียเหล่านี้ มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่สูง ใกล้เคียงกับประเทศจีน (ภาพรวมตัวเลขต่ำกว่าจีนเล็กน้อย) แต่ทำได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดวิกฤติการณ้ต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ติดลบอย่างน้อยถึงสองปี เมื่อฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้สูงเหมือนอดีต จนนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ต้องของประเทศเหล่านี้ยอมรับว่าขอแค่เติบโตร้อยละ 3 - 5 ก็ถือว่าดีแล้ว  เพียงแต่ให้มันยั่งยืนก็แล้วกัน แต่ที่ไหนได้ พอเกิดวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์จากสหรัฐพี่เบิ้มของโลกเรา เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กลับมาติดลบอีกครั้ง

แต่ในจีนกลับตรงข้าม ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงจากนอกประเทศ หรือในประเทศจีนเอง ก็หากระทบต่อเศรษฐกิจที่รุนแรงไม่ อย่างน้อยมี 3 เหตุการณ์ใหญ่ๆที่น่าจะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจมากๆ แต่มันแทบไม่ระคายผิวหน้าเศรษฐกิจจีนเลย คือ

1.เหตุการณ์นองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 4 มิถุนายน 2532 จากการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อนักศึกษาหลายแสนคนที่เรียกร้องให้เติ้งเสี่ยวผิงปฏิรูปการเมือง หรือชาติตะวันตกเรียกว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุการณ์นี้นำไปสู่การคว่ำบาตรของสหรัฐฯและชาติตะวันตกต่อจีน แต่ก็ทำได้ไม่กี่ปี รัฐบาลของสหรัฐก็ทนการกดดันจากบริษัทตนเองที่ไปลงทุนในจีนไม่ได้ จึงต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในที่สุด

เหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ กลับมีผลแค่ชลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีนเท่านั้น เนื่องจากในปี 2532 และ 2533 เศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับประมาณร้อยละ 4 ต่อปี เทียบกับระดับร้อยละ 10 ต่อปีในช่วงก่อนปี 2532  แต่พอถึงปี 2534 เศรษฐกิจจีนก็กลับมาเติบโตแบบพรวดพราดถึงร้อยละ 9 ต่อปี

2.วิกฤติการณ์จากต้มยำกุ้งในปี 2540  เกิดเศรษฐกิจตกต่ำแผ่ขยายไปทั่วโลก แต่จีนเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากในปี 2540 -42 เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างคงเส้นคงวาที่ระดับเกือบร้อยละ 10 ต่อปี

3.วิกฤติการณ์เศรษฐกิจจากแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐฯเป็นพิษในปีนี้ มันกระทบหนักไปทั่วโลกเช่นกัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศส่วนใหญ่ในโลกเรานี้ติดลบ ครับ แต่ของจีนในปีนี้ยังเติบโตในอัตราสูงอยู่เช่นเดิม ตำ่ว่าอัตราร้อยละ 10 ไม่กี่จุดเอง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า จีนเป็นประเทศที่มีความมัศจรรย์ของเศรษฐกิจจริงๆ

การฉลองวันชาติที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อ 1 ตุลาคม 2552 มันได้แสดงให้เห็นว่าจีน
มีความยิ่งใหญ่ในแทบทุกๆด้านที่มหาอำนาจของโลกพึงมี และกำลังไล่กวดสหรัฐฯด้วยระยะห่างที่น้อยลงทุกที ความยิ่งใหญ่ในแต่ละด้านที่เกิดขึ้นย่อมเป็นผลจากความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจจนเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างไม่หยุดยั้งเลยนั้นเอง

ยุคนี้ จีนกลายเป็นความหวังของนานาชาติในการค้ำจุนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกมิให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ เพราะหากเศรษฐกิจของจีนยังเติบโตในระดับสูง มันก็จะช่วยดึงเศรษฐกิจของประเทศอื่นพ้นจากหุบเหวเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ตั้งแต่ สหรัฐฯ ยุโรป ไล่มาจนถึง ญี่ปุ่น เกาหลีและอาเซียนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของจีน กลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา และมันอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองของจีนในระยะเวลาไม่นานนักจากนี้ไป 

นั้นคือปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างชนบทกับเมือง ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเมืองท่าชายฝั่ง กับ หมู่บ้านและเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ ที่ยิ่งอยู่ลึกยิ่งยากจน รวมทั้งปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐและพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เคยยึดมั่นในอุดมการณ์คอมมิวนินส์  นี่ขนาดมีอุดมการณ์แข็งกล้ากว่าแดงสยาม หรือแดงไทย เป็นไหนๆ ยังฉ้อโกงให้เห็นอยู่เนื่องๆ (เกิดแดงไทย หรือแดงสยามได้เป็นใหญ่ปกครองประเทศคง...สะบั้น หั่นแหลกเป็นแน่) 

คนจีนรุ่นหลังที่ไม่เคยรับรู้ความยากลำบากของเพื่อนสหายร่วมอุดมการณ์เลย รู้แต่การบริโภคนิยม ดิ้นรนแต่จะสร้างความร่ำรวยใส่ตัว จากนี้ไป 20 -30  ปีจีนอาจประสบปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐและพรรคขาดคุณธรรมมีจำนวนมากขึ้น (เพราะอุดมการณ์ย่อหย่อน เอาแต่บริโภคแบบทุนนิยม คนรุ่นบุกเบิกที่แก่กล้าในอุดมการณ์ตายไป เกือบหมด)  ขณะที่การปกครองยังให้อำนาจแก่พรรคฯและเจ้าหน้าที่รัฐมาก รวมทั้งขาดโครงสร้างระบบการตรวจสอบจากภายนอก  การกดขี่ต่อประชาชนจากเจ้าหน้าที่พรรคและรัฐจะทวีความเข้มข้น จนอาจเหมือนยุคศักดินา และยุคขุนศึกของจีนในสมัยก่อนก็เป็นได้
 
อาจกล่าวได้ว่าในยุคนี้ พ.ศ.นี้ จีนกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างน่าภูมิใจในแทบทุกๆด้าน สมกับความใฝ่ฝันของชาวจีนผู้รักชาติที่กระจายอยู่ทั่วโลก จีนจึงมั่นคงแข็งแรงมาก จนแรงกดดันจากภายนอกมิอาจจะโค่นล้มจีนได้เหมือนในอดีต จะมีก็แต่ปัจจัยภายในจีนของเองเท่านั้นที่อาจทำให้ยักษ์ใหญ่ของโลกประเทศนี้ล้มครืนลง

โดย วัฒนวิช

 

กลับไปที่ www.oknation.net