วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สงคราม(วันนี้) ที่รอคอย...!!??


          ห่างหายหน้าไปนาน ชักคิดถึงหน้า บล็อค ตัวเองซะแล้ว สารภาพว่า ที่ผ่านมาปันใจไปให้ กระแสแห่งสงคราม twitter http://twitter.com/wishwelltou

          ด้วยมนต์เสน่ห์ของ 140 ตัวอักษรที่ต้องคิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้สักประโยค เรียกว่า ภายใต้ข้อจำกัดที่มีนั้น ทำให้มีความจำเป็นต้องกำจัดบางถ้อยคำที่อยากบรรจงลงอักขระไว้ (แต่พื้นที่ไม่พอซะงั้น) คือถ้าเกิดจะละเลงความคิดตามใจชอบ ความมันก็จะไม่จบใน tweet เดียว ข้อดีอย่างหนึ่งที่ เจ้า twitter ชนะใจหลาย ๆ คนรวมทั้งผมด้วย คือมันสามารถตอบสนองความคิด ความรู้สึกของเราได้ทันที จะคิดจะเขียนอะไร ก็ออกมาตรง ๆ ไม่ต้องตกแต่งให้มากเหมือนอย่างบล็อค รู้สึกอย่างๆไร ก็เขียนมันออกมา(ไม่มีใครตามมาว่าหรอก)

          นอกจากนั้น twitter ยังเป็นไดอารี่ (ทางประวัติศาสตร์) ที่แสดงความรู้สึกแข่งกันด้วยเวลา คิดแล้วโพล่งออกมาทันทีทันควัน แถมเต็มใจเปิดให้ใครต่อใครอ่าน ความสนุกมันอยู่ตรงนี้แหละครับ ชอบใครก็ตามดูตามอ่านความเคลื่อนไหวแล้วแต่จะเลือก จะไร้ชื่อ จะโด่งดัง ก็คุยกันผ่านโลกเสมือนจริงนี้ได้ เสมอภาคครับ เสมอภาค

          แต่ทว่าในทางกลับกัน ความเบื่อก็คงเดินตามมาเร็วเช่นกัน ถ้าไร้คนติดตามเงาความคิดและการกระทำของเรา ดังนั้น จุดสำคัญคือ การหาความเป็นตัวเองให้เจอ แล้วใช้มันสร้างความแตกต่าง ผมเชื่อว่า สักพักเขาหรือเธอจะติดตามตัวคุณเอง!

          ที่ผ่านมานอกจาก twitter แล้ว หนังสือมีปกมีสันเป็นอีกหนึ่งความสนใจที่ดึงผมไปจากหน้า บล็อค ที่ว่าดึงไปเพราะมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ต่างจากบล็อคที่เป็นแค่งานอดิเรก (ที่ขาดไม่ได้)

          ใครชอบอ่านหนังสือสอบบ้าง เห็นจะหาคนตอบยาก นอกเสียจากคนที่เขามุ่งมั่นเอาการเอางานจริง ๆ ผมละก็เป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่น แต่มันมักจะมาช้าเสมอ (เหมือนพระเอก) ยามใดที่ไม่ถึงเวลา ยามนั้นตัวข้าจะไม่จับหนังสือ

          คอยให้เลยเวลามาก่อนสักพัก รอจนเพื่อนๆ วิ่งวนมาทักอีกสักรอบ แล้วค่อยเริ่มต้นออกตัว โรคประเภทนี้แหละครับที่ทำร้ายสมองเอาเสียมาก ๆ  เป็นระเบิดเวลารอความฟั่นเฟือนบ้าง มึนตึ๊บบ้าง จะไม่ให้เสียสุขภาพได้ยังไงละครับ ก็เล่นหักโหม กะจะม้วนเดียวจบ แล้วกรอซ้ำอีกรอบ นั่นนะ จะจบชีวิตซะก่อน

          การออกตัว ก้าวแรก ไม่ปฏิเสธครับว่ายาก แต่ถึงจะยากแค่ไหนมันก็จำต้องก้าว ก้าวเร็วเท่าไร สืบเท้าไว เส้นชัยก็อยู่ใกล้เท่านั้น แต่ม่เป็นอย่างนั้นนะสิ คนเรามักจะรอให้คนอื่นก้าวเดินออกไปก่อน แล้วค่อยมองดูทางเพื่อก้าวตาม จะได้เห็นคนอื่นล้ม โดยหารู้ไม่ว่า การล้มนี่แหละ คือ ครูที่คอยถือไม้เรียวเตือนย้ำเราว่า “คราวหลังนะ อย่าล้มไม่เป็นท่าอย่างนี้อีกละ จำไว้!”

          เมื่อก้าวแรกยาก ไม่ใช่ว่าก้าวต่อไปจะง่าย ไม่มีอะไรหรอกที่จะง่ายอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้น คนเราก็คงประสบความสำเร็จกันครึ่งโลกแล้วสิ! สิ่งที่ยาก คือ แทนที่ผมจะก้าวออกไปแล้วได้เล่นกับความยากง่ายของเนื้อหาที่เคยผ่านมาหลายนัดต่อนัด กลับเป็นว่า ความซ้ำซากที่ต้องอ่าน บางครั้งเกิดอาการเซ็ง (จนจะเป็นมะเร็งในอารมณ์ในที่สุด) เบื่อที่สุด เคยอ่านแล้วจำบ่ได้ กลับต้องมาเผชิญชุดความคิด ชุดการกระทำอย่างนี้อีก แต่ก็พยายามมองนะครับว่า ในความเบื่อก็ยังมีความรู้สึกดี เพราะที่อ่านไปนั้นบางอย่าง เราผ่านมาแบบไม่รู้ตัว แต่พอวนเทปมาทวนซ้ำหลาย ๆ ครั้งเข้า กลับเข้าใจดีขึ้น นี่แหละเป็นเหตุผลที่ต้องออกงานเขียนชิ้นนี้มาตัดหน้างานอื่น ๆ ที่เตรียมเปิดตัวไว้

          การต่อสู้ที่หนักหน่วงที่สุดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นศึกเล็ก ๆ หลาย ๆ ศึก เรียงลำดับความยากง่าย รอเราเผชิญหน้า อ่านไปได้สักพักไม่ถึงชั่วโมงสมองทำท่าจะฝ่อ ก็หยิบเอาพุทธวัจน์ที่หนีบไปด้วยขึ้นมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจ พอสมองเริ่มผ่อนคลายวางความเครียดลงได้ก็หยิบหนังสือมาอ่านต่อ

          ที่ผ่านมาเดือนกว่านิด ๆ ก็พยายามเร่งสปีดเต็มที่ กะว่าให้ทดแทนช่วงเวลาที่ให้กับการอ่านเล่น ๆ เป็นส่วนใหญ่ พออ่านไปสักพัก อะดูหนังสักเรื่อง พอใจเชื่อง ๆ ก็ดึงไปเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้

          จนมาถึงเวลา 2 สัปดาห์ก่อนสอบตัวแรกและตัวที่สองนี่ เล่นเอาหามรุ่งหามค่ำ เริ่มนอนจากตี1 ตี 2 ไปจนตี 5 โน่นถึงจะนอน เสียสมองครับ สงสารเจ้าสมองจริง ๆ (ที่รอดผ่านมาได้)

           ยิ่งงวดเข้ามา 1 สัปดาห์สุดท้าย เล่นเอาใจท้อใจใจถอย ทำศึกอีกแล้ว นี่ถ้าใจมันไม่พยายามพอ ก็จะแพ้ศึกอีก ใจหนึ่งหลงเข้าป่าไป มีสตินึกขึ้นได้ เฮ้ย ! สงครามใหญ่จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ตามใจที่เคยพยายามกลับออกจากป่ามาสู้ต่อ ยอมรับว่า “เหนื่อย หนัก ทรมานใจตัวเองจริง ๆ”  นี่ถ้าไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ คงหยุดเดินแล้วหันหลังกลับออกมาตั้งนานแล้ว โชคดี ! ที่ใจส่วนพยายามมีแรงขับสูง กำลังม้าไม่ต่ำ เห็นแสงรำไร ใจก็สู้ต่อ ช่วงแรกกะใส่เต็มที่ แต่พอเวลาผ่านไปเริ่มรู้ดี อ่านเต็มที่ก็ไม่ได้อะไร กลับมาวางแผนใหม่ เอาเฉพาะที่ออกบ่อย เรียกว่า “เก็ง” นั่นเอง ไม่ดีนะครับ อย่างเลียนแบบผม เต็มที่กับมันดีกว่าอย่ามาเก็งข้อสอบแบบผมเลย เอาเข้าจริง เพิ่งมารู้ไต๋ข้อสอบก็ช่วงระยะสุดท้ายแล้ว รู้ไหมแนวข้อสอบสำคัญที่สุด อ่านมันเข้าไปมาก ๆ ให้รู้กรอบ รู้ขอบเขต

          สักพัก พอเริ่มรู้ทาง แผนก็จะถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อรับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับเวลาที่เริ่มนับถอยหลัง เพียงแต่เราไม่รู้หรอกว่า นับถอยหลังครั้งนี้เพื่อรอรับช่อดอกไม้ช่อใหญ่ หรือไม่ก็ลงไปนอนในโลง!

          มีบางคนบอก ที่เราไม่สำเร็จ ก็เพราะความพยายามที่เราใช้ กำลังมันน้อยกว่าตอนเริ่มก้าวใหม่ ๆ ชะล่าใจบ้าง ปล่อยตัว ปล่อยใจบ้าง แล้วก็ยอมหลวมตัวเข้าไปใกล้ความล้มเหลว ช่วงนี้แหละที่เบื้องบนกำลังจะวัดหัวใจเราว่า พร้อมสู้เหมือนม้าแข่งที่กำลังจะดีดตัวออกจากคอก เหมือนช้างที่กำลังจะออกจากโรงหรือไม่ ลองมองเป้าหมายให้ดี ถ้ามันยังใช่ความสำเร็จ ก็ขอให้เราเริ่มต้นด้วยความพยายาม บอกตัวเองเสมอ ๆ บ่อย ๆ ยามท้อ “สู้อีกนิด อีกนิด อีดนิดเถอะ”

          บางครั้งนะ ความสำเร็จอาจไม่ชอบเปิดเผยตัวให้เรารู้ก็ได้ว่า มันใกล้ชิดกับรอยต่อของความล้มเหลวมากแค่ไหน ที่ผ่านมาหากสู้ศึกกับใจตัวเองจนเชี่ยว รู้แกวจุดด้อยคู่ต้อสู้ ความสำเร็จอาจเห็นใจในความเหนื่อยล้า ความทรมานบ้าง เพียงแต่มันยังไม่ถูกสั่งให้สะกิดหัวไหล่ แล้วบอกเรา “เฮ้ย! นับถอยได้แล้ว รู้ไหม....................................................คุณเป็นผู้ชนะ!” ก็เท่านั้น

                                                                                                               หลังม่านสีฟ้า
                                                                                                       
แรม 1 ค่ำ เดือน 11

                                      ปล.ฝากพุทธวจนะส่งท้ายไว้สักบทครับ

ตั้งความเพียรสม่ำเสมอเทียบเสียงพิณ

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระโสณะผู้นั่งเฝ้าอยู่ว่า ดูกรโสณะ เธอไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ได้มีความปรีวิตกแห่งจิตเกิดขึ้น อย่างนี้ว่า บรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาคที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉน จิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นเล่า สมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศลถ้ากระไร เราพึงสึกเป็นคฤหัสถ์ แล้วบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ดังนี้ มิใช่หรือ?

             ท่านพระโสณะทูลรับว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า

             ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอฉลาดในเสียงสายพิณ มิใช่หรือ?

             โส. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

             ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอตึงเกินไป คราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?

             โส. หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.

             ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอหย่อนเกินไป คราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?

             โส. หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.

             ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอไม่ตึงนักไม่หย่อนนัก ตั้งอยู่ในคุณภาพสม่ำเสมอ คราวนั้น พิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?

             โส. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

             ภ. ดูกรโสณะ เหมือนกันนั่นแล ความเพียรที่ปรารภเกินไปนัก ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนนัก ก็เป็นไปเพื่อเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ จงทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น

             ท่านพระโสณะทูลรับสนองพระพุทธพจน์ว่า จะปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนท่านพระโสณะด้วยพระโอวาทข้อนี้แล้ว ทรงอันตธานที่ป่าสีตวันต่อหน้าท่านพระโสณะ แล้วมาปรากฏพระองค์ ณ คิชฌกูฏบรรพต เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒

ขอบคุณภาพดีดี จาก http://www.binidia.com/kob/memo_images/20070825sen_success-fail.gif

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net