วันที่ อังคาร ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาบยโสฯ


ลาบยโสฯ

 

เขียนต้นฉบับวันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๒  ขึ้น ๙ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด  (ระวังตกเบ็ดได้พญานาค)

                ไปเที่ยวเมืองยโสฯ  มิได้ไปแบบยโสโอหัง  หากไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัว  ครวญเพลงเล่นตั้งแต่ได้ยินชื่อเมืองแล้ว  “สาวยโสธร  หัวใจงามงอนอยู่ไหน  พี่หนุ่มบ้านไกล  ขอมอบหัวใจให้เจ้า  มอบความฮักใหม่  ฮักใหม่หัวใจของเฮา  เอาความหลังครั้งยังโง่เขลา  ความเศร้าลอยลำน้ำชี...”

                ว่าเข้านั่น  สมัยก่อนเพลงบอกรักกันโต้งๆ อย่างนี้มีทั่วบ้านทั่วเมือง  ถือเป็นเสน่ห์แบบหนึ่ง  เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเสน่ห์ได้  แต่เป็นเสน่ห์แบบคนที่มีความหลังเก่าๆ  เชยๆ 

...เอาเถอะ  อย่างไรก็ขอให้ความเชยได้เงยหน้าขึ้นยิ้มบ้างตามอัตภาพ... 

                ก่อนพากันไปเมืองยโสฯ  แขกจากกรุงเทพฯ พากันแวะบ้านไผ่  บางคนบอกจะซื้อกุนเชียง  แหนม  หมูยอ  ปลาส้ม  อะไรพวกนี้แถวสระบุรีมาฝาก  ผมบอกไม่ต้อง  บ้านไผ่เป็นแหล่งรวมของฝากพวกนี้อยู่แล้ว  เวลาเข้ากรุงเทพฯ ผมก็ติดไม้ติดมือไปฝากประจำนี่นา (๕๕๕)  ถ้าอยากกินปลาส้มจริง  โน่น...ปลาส้มยโสฯ เขาขึ้นชื่อลือชา  ไม่แพ้ชื่อ หม่ำ  จ๊กมก  ดาวตลกผู้ “แหยมยโสธร” 

                เวลาตระเวนหาของกินในกรุงเทพฯ  หรือนั่งรถผ่านไปทางอีสาน  เรามักคุ้นตากับชื่อร้าน “ลาบยโส”  ในที่นี้ผมขอใส่เครื่องหมายไปยาลน้อยเป็น “ลาบยโสฯ”  เพื่อนคนหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์  ถึงขนาดคิดเล่นๆ ว่า  ถ้าตั้งชื่อร้าน “ลาบโอหัง”  จะมีคนกล้าซื้อกินหรือไม่?  (๕๕๕)   หลายคนกังขา  ทำไมร้านลาบเมืองนี้จึงมีมากจัง?  แซบหรือเปล่า?  ผมซึ่งแม้มิได้เป็นคนยโสฯ  ขอยืนยันในระดับหนึ่ง  เท่าที่เคยกินลาบในชื่อเมืองนี้มาหลายร้าน  ของเขาแซบอีหลี  ทั้งที่บางทีเป็นร้านรถเข็นข้างถนน  ชนิดถ้านั่งกินดื่มแล้วปวดท้อง  ต้องอาศัยความสามารถพิเศษกันตามกำลัง

                สาเหตุของความแซบ  ไม่มีใครรู้  คงมิใช่เพราะชื่อเมือง  แต่อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินของเขาที่สั่งสมถ่ายทอดกันมา  รุ่นต่อรุ่น  ฝีมือต่อฝีมือ  ลิ้นชิมต่อลิ้นชิม  ปากชมต่อปากชม  เหมือนที่เราค่อนข้างเชื่อใจในรสชาติ  ลาบเป็ดอุดร  ไก่ย่างเขาสวนกวาง  ไก่ย่างห้วยทับทัน ฯลฯ

                แต่ก็นั่นแหละ  ของอย่างนี้ต้องลองด้วยตัวเอง  ครั้งนั้นพอไปถึงเมืองยโสฯ ประมาณเที่ยง  แทนจะเข้าไปกินอาหารโรงแรมที่เจ้าภาพเตรียมให้  ศิลปินแห่งชาติเนาวรัตน์กับอัศศิริปรารภว่า  มาอีสานทั้งที  อยากกินของแซบๆ  อยากถึงเมืองยโสฯ ว่างั้นเถอะ  ไอ้ผมมิใช่เจ้าถิ่นจริง  จึงพากันขับรถตระเวนหา  หลงไปหลงมา  หิวก็หิว  ขณะกำลังเข้าซอยเล็กๆ ที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรกินแล้ว  คุณกบจอดรถถามชาวบ้านว่ามีร้านลาบแซบๆ ไหม?  ผู้หญิงคนหนึ่งชี้บอก  เลี้ยวขวาแยกหน้านี่ก็เจอ

                เจอจริงๆ ครับ  ชื่อร้าน “ซกเล็ก  องค์ชาย ๔”  ปราดปรายสายตาด้วยสัญชาตญาณนักชิมแล้ว  ไม่ผิดหวังแน่ๆ  บรรยากาศร้านเป็นห้องแถวเก่า  สร้างแบบอิฐปนไม้  อิฐนั้นก็ดูโบราณจนต้องคำนวณอายุย้อนหลังไปหลายสิบปี  ชุมชนเก่าแก่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำชี  มีเสน่ห์น่าไปชมหรือถ่ายภาพสวยๆ  ลักษณะอาคารบ้านเรือนทำให้นึกถึงแถวภูเก็ต  หรือย่านแพร่งภูธร ในกรุงเทพฯ

เข้าไปในร้านก็สั่งกินกันคนละหนุบคนละหนับ  ทั้งลาบขม  ต้มแซบ  ย่างรวม  มีแจ่วและปลาร้าบองใส่ถ้วยน้อยๆ แถมให้อีกต่างหาก  การกินอิ่มด้วย  อร่อยด้วย  ถือเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่ง  บางทีคนเรานั้นอาจกินอิ่ม  แต่ไม่อร่อย  หรือกินอร่อย  แต่ไม่อิ่ม  ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเอาการอยู่

ตอนลุกออกจากร้าน  กวีเนาวรัตน์ผ่านสานตาไปเห็นอาหารโต๊ะอื่นๆ  จึงแกล้งถามว่าอะไรนี่น่ากินจัง?  เจ้าของโต๊ะบอกว่า  “ซกเล็ก”  โอ...แดงทั้งจานเลยแหละครับพี่น้อง (๕๕๕)

เมื่อสอบถามเจ้าถิ่น  เขาก็ยืนยันว่าร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านแซบของเมืองนี้  แม้จะมีร้านอื่นอีกที่น่าไป  แต่การที่เราพบร้านนี้โดยบังเอิญ  ยามหลงทาง  ยามหิว  ยามอยากแซบสุดๆ  ผมไม่รู้จะพูดอะไร  นอกจากวาทกรรมทำท่าเกือบเท่  “นึกอยากกินแล้วได้กินนี่  ถือเป็นบุญวาสนาชนิดหนึ่ง”

เรื่องบังเอิญพรรค์นี้  คิดไปก็แปลกนะครับ  เย็นนั้นอีกเหตุการณ์หนึ่ง  หลังเรากลับจากไปชม “ธาตุก่องข้าวน้อย”  คุณกบพาไปดูแม่น้ำชี  ซึ่งอีกฟากหนึ่งเป็นดินแดนพนมไพรของเมืองร้อยเอ็ด  เราเห็นร้านอาหารชื่อ “ริมน้ำชี  ริเวอร์ไซด์”  ปราดปรายสายตาแล้วลงความเห็นกัน  ตอนเย็นต้องชวนคณะมานั่งร้านนี้  ปรากฏว่าร้านนี้...เป็นร้านที่เจ้าภาพเลือกไว้ให้แล้ว  สำหรับมื้อค่ำ...

อะไรจะถูกหวยบ่อยจัง  ขอขอบคุณชาวยโสฯ  ที่กรุณาให้ทั้ง “ลาบ” และ “ลาภ”  ทั้งขออภัย  ข้อเขียนนี้ต่อเนื่องจากศุกร์ที่แล้ว  เพื่อ “แซบยโสธร” ร่วมกัน  ต้องย้อนไปอ่านด้วยนะครับ! 

 

อังคาร ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒

คม ชัด ลึก           

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net