วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อท่านหวาน ธมมปาโล วัดบ้านลานควาย ตอน เทพเจ้าแห่งบ้านลานควาย ผู้สร้างสันติสุขให้แผ่นดิน


เรื่องราวของพระภิกษุสงฆ์ผู้ทำงานหนักอยู่บนแผ่นดินของวัด โดยมุ่งหวังให้ชาวไทยพุทธในละแวกวัดได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ถึงแม้ว่าบริเวณรอบนอกของวัดจะเป็นบ้านเรือนของพี่น้องชาวไทยมุสลิมก็ตาม 

ความตั้งใจของท่านที่แสดงออกด้วยการกระทำความดี มีคุณธรรม ได้ถูกส่งผ่านมรดกทางความคิดของชาวบ้าน ทำให้ทุกครอบครัวไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธหรือชาวไทยมุสลิมต่างก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ตลอดมา.... 

ผมไม่เคยเจอพ่อท่านครับและที่สำคัญคือวัดของท่านกับบ้านของผมก็อยู่ห่างไกลกันเสียเหลือเกิน จะว่าไปแล้วถึงท่านจะไม่รู้จักผมแต่ผมก็พอจะรู้จักท่านครับ

ท่านชื่อ”พ่อท่านหวาน ธมมปาโล” หรือ “ท่านพระครูสุวรรณโสภิต” อดีตเจ้าอาวาส”วัดมหิงษ์สุวรรณนิมิตร” หรือชื่อเดิมว่า “วัดบ้านลานควาย” ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 

คุณแล่ม จันท์พิศาโล นักพระเครื่องอาวุโสของวงการเคยเล่าให้ผมฟังว่า..

“พ่อท่านหวานเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนอย่างเรียบง่าย สันโดษและอ้อนน้อมถ่อมตน” 

สมัยที่คุณแล่มได้เดินทางไปกราบนมัสการพ่อท่านที่วัด ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามคุณแล่มก็จะเห็นว่าพ่อท่านทำงานอยู่ตลอดเวลา  เช่นกวาดลานวัด ซ่อมแซมกุฎิ ฯลฯ เรียกว่าท่านไม่ค่อยจะอยู่นิ่งเฉย ซึ่งคุณแล่มก็ได้แต่สงสัยครับ...เพราะเห็นว่าทั้งวัดบ้านลานควายมีพระเพียงสององค์คือพ่อท่านหวานกับพระลูกวัดเท่านั้น และตามความเป็นจริงในวัยขนาดท่านก็น่าจะหยุดพักผ่อน แต่พอขยับจะถามพ่อท่านก็ชิงตัดหน้าพูดขึ้นก่อนเสมอว่า...... 

“บวชเป็นพระเอาแต่นอน ชาวบ้านเขามาเห็น มันดูบัดสีบัดเถลิง...” 

ครับ...คำพูดธรรมดาที่สามารถสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้

 

พ่อท่านหวานสร้างวัตถุมงคลครั้งแรกเป็น “ตะกรุดดอกเล็กๆ” สำหรับแจกให้กับชาวบ้านไทยพุทธรอบๆวัดครับ เพราะสมัยก่อนวัดบ้านลานควายจัดว่าเป็นวัดชนบทและค่อนข้างห่างไกลความเจริญ ในละแวกวัดจะมีบ้านของชาวไทยพุทธปลูกสร้างพักอาศัยประมาณร้อยหลังคาเรือน นอกนั้นเป็นบ้านของชาวไทยมุสลิมทั้งหมดครับ 

ซึ่งต่อมาจะด้วยสาเหตุหรือเหตุการณ์ใดก็ไม่ทราบ แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องของความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมความเชื่อ ทำให้ชาวไทยทั้งสองกลุ่มเกิดอาการเขม่นกันเป็นประจำ

ชาวบ้านไทยพุทธจึงได้ไปขอความเมตตาจากพ่อท่านหวาน พ่อท่านจึงได้ทำตะกรุดดอกเล็กๆแบบนี้แหละครับแจกให้แก่ชาวบ้านไทยพุทธไว้ป้องกันตัว ซึ่งก็ได้ผลครับเพราะชาวบ้านเขาเล่าว่า “เนื้อดี หนังดี ตีไม่แตก..” 

วัดบ้านลานควายตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางป่าไม้และป่าไผ่ พ่อท่านเคยเล่าประวัติของวัดให้ฟังว่า

ที่มาของชื่อบ้านลานควายสืบเนื่องมาจากบริเวณสถานที่แห่งนี้เดิมเป็นที่เลี้ยงควายของพระยาท่านหนึ่ง หลังจากท่านพระยาได้เลิกเลี้ยงควาย ชาวบ้านจึงได้มาจับจองและปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัยในที่ดินดังกล่าวและเมื่อมีบ้านเรือนขึ้นมากพอสมควร ชาวไทยพุทธจึงได้สร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยตั้งชื่อวัดตามชื่อของหมู่บ้านว่า “วัดบ้านลานควาย” ต่อมาเมื่อมีการสร้างพระอุโบสถ ทางการจึงได้ตั้งชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดมหิงษ์สุวรรณนิมิตร” 

ปัจจุบันจากสถานการณ์ความไม่สงบในเขตพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.....จังหวัดปัตตานีจัดอยู่ในโซนพื้นที่อันตราย

ซึ่งวัดบ้านลานควายแห่งนี้ก็หนีไม่พ้นวังวนนั้นครับ เพื่อนรุ่นพี่ของผมที่เป็นทหารอยู่ในพื้นที่บอกว่า “ในส่วนของวัดบ้านลานควาย เหตุการณ์ปกติไม่มีอันตราย” แต่ที่เขาว่าสุดยอดของความอันตรายคือการจะเข้าไปที่วัดครับ

เพราะวัดบ้านลานควายอยู่ห่างจากถนนสายหลักพอสมควร จากเส้นทางถนนสายหลักต้องเข้าต่อถนนสายเปลี่ยวอีกเกือบหกกิโลจึงจะถึงวัด ช่วงนี้แหละครับที่เขาว่าอันตรายสุดขีด

 

พ่อท่านหวาน มีชื่อเดิมว่า “หวาน” นามสกุล “ชูมณี” เกิดปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๖๐ ณ. บ้านเกาะหวาย อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โยมบิดาชื่อ “บุญ” โยมมารดา “หนู” พ่อท่านหวานมีพี่น้องรวม ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ โดยพ่อท่านหวานเป็นพี่ชายคนโตของตระกูลครับ 

พ่อท่านอุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ อายุ ๒๑ ปี ณ.วัดสำเภาเชย อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี โดยมีหลวงพ่อคง วัดสำเภาเชยเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากที่พ่อท่านหวานสอบได้นักธรรมตรี ท่านก็ได้ลาสิกขาออกมาช่วยโยมพ่อโยมแม่ทำงาน 

ต่อมาท่านได้อุปสมบทอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ขณะที่อายุได้ ๓๘ ปี ณ.วัดตะเคียนทอง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยมีท่านพระครูไพบูลย์ (หลวงพ่อจันทร์ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ 

หลังจากพ่อท่านหวานบวชที่วัดตะเคียนทองได้ ๒ พรรษา ในราว พ.ศ.๒๕๐๐ ชาวบ้านได้นิมนต์ให้ท่านย้ายมาอยู่ที่วัดบ้านลานควาย ต่อมาเมื่อพ่อท่านเอื้อน เจ้าอาวาสองค์ที่สองของวัดบ้านลานควายมรณภาพลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันนิมนต์พ่อท่านหวานขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สามของวัดบ้านลานควายแห่งนี้ครับ

 

พ่อท่านหวานเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเนื่องจากท่านได้สร้าง”พระในครรภ์” ซึ่งเป็นพระเนื้อชินตะกั่วขนาดจิ๋วเท่าเม็ดถั่วเขียว 

หมอเสริฐ หาดใหญ่ เล่าให้ผมฟังว่าพระในครรภ์ของพ่อท่านหวานได้ก่อให้เกิดประสบการณ์มากมายกับผู้ที่นำไปบูชาติดตัว คนในละแวกวัดนิยมและให้ความนับถือกันมาก บางคนศรัทธาถึงกับเอาพระในครรภ์ที่ท่านสร้างฝังไว้ในท่อนแขนนัยว่าให้ความขลังนั้นอยู่ติดตัวไปตลอด 

พระในครรภ์ หรือ พระปิดตากุมารในครรภ์ เป็นพระปิดตาที่มีลักษณะนั่งสอดเข่าครับ จัดเป็นพระเครื่องที่นิยมสร้างกันมากในภาคใต้ รูปแบบของพระในครรภ์เป็นไปในแบบบุคคลาธิษฐานของการปิดทวารทั้งเก้า คือดวงตา ๒ หู ๒ รูจมูก ๒ ทวารหนักเบา ๒ และปาก ๑ ครับ

คติความเชื่อนี้ถูกโยงเข้ามาสู่จินตนาการตามรูปลักษณะของทารกในครรภ์ตามการปฏิสนธิของมนุษย์ ด้วยความเชื่อที่ว่าทารกแรกเกิดย่อมมีความบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกิเลสทั้งปวง

 

ในกลุ่มของนักนิยมพระเครื่องเชื่อกันว่า..

การสร้างพระเครื่องให้ดีนั้น นอกจากจะมีการปลุกเสกที่ดีแล้ว มวลสารที่นำมาใช้ในการสร้างพระเครื่องจะต้องดีด้วย ครูบาอาจารย์สมัยโบราณท่านว่าเมื่อทั้งสองอย่างนี้ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของคนที่นำไปใช้แหละครับว่าจะทำตัวให้ดีเหมือนของที่มีอยู่ติดตัวหรือเปล่า.. 

ในชีวิตของพ่อท่านหวาน นอกจากท่านจะสร้างตะกรุดและพระในครรภ์ที่มีประสบการณ์แล้ว ความเชี่ยวชาญในวิชาอีกแขนงหนึ่งของท่านคือ “วิชาการเขียนผงนะปถมัง(นะปัดตลอด)” ซึ่งเชื่อกันว่าพ่อท่าน “สำเร็จ” ในศาสตร์นี้ครับ 

ในเชิงไสยศาสตร์คำว่า “สำเร็จ” ในวิชาดังกล่าวก็คือสามารถลบผงทะลุกระดานได้...

 

กล่าวกันว่าที่มาของคัมภีร์ปถมัง....เริ่มแรกเมื่อครั้งต้นกัป....สมัยเมื่อโลกนี้ยังเป็นที่ว่างเปล่า พื้นแผ่นดินยังเพิ่งจะงวดจากน้ำและเริ่มจะเกิดเป็นพื้นดินขึ้นมา 

ท้าวสหัมบดีพรหมได้เล็งญาณลงมาแลเห็นดอกบัวโผล่พ้นระลอกน้ำขึ้นมา ๕ ดอก ก็ทรงทราบด้วยญาณว่า 

”ในกัปนี้จะบังเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์”.... 

เป็นกำเนิดแห่งภัทรกัปอันประเสริฐยิ่ง แล้วจึงได้ทรงหยิบหญ้าคาทิ้งลงมาบนพื้นน้ำ น้ำนั้นก็งวดเป็นแผ่นดินขึ้น มีกลิ่นหอม เหล่าพรหมได้กลิ่นง้วนดินต่างลงมาเสพกิน ติดรสง้วนดินนั้นมิอาจกลับคืนสู่พรหมโลกได้ จึงได้ตั้งรกรากเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบมาจนทุกวันนี้ 

ฉะนั้นก่อนที่จะเล่าเรียน”คัมภีร์ปถมัง” 

จึงต้องกล่าวคำนมัสการ”สหัมบดีพรหม”.....ดังนี้

 

“อังการะพินทุนาถังอุปปันนัง พรหมาสหัมปตินามะ อาทิกัปเป สุอาคะโต ปัญจะปทุมมังทิสวา นะโมพุทธายะวันทานังฯ....” 

คติโบราณถือสืบต่อกันมาว่า “ปถมัง” เป็นคัมภีร์แรกที่ผู้ใคร่ศึกษาวิชาเวทย์มนต์พึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะเมื่อเริ่มเรียนรู้สูตรในคัมภีร์ปถมังได้แล้ว ก็จะสามารถหัดลงเลขยันต์ต่างๆ ต่อไปได้..... 

ถ้าจะพูดง่ายๆก็คือไม่ว่าจะเรียนวิชาเขียนผงแบบใดล้วนแล้วแต่ต้องเริ่มต้นที่ “ปถมัง” ก่อนครับ

 

พ่อท่านหวายได้เคยเล่าไว้ว่าท่านไม่ได้เรียนวิชานี้จาก “สหัมบดีพรหม” หรอกครับ แต่ท่านเรียนมาจากอาจารย์ของท่านที่ชื่อ “พระอาจารย์ทอง วัดบ้านแจ้ง” อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี 

พระอาจารย์ทององค์นี้ ตามประวัติเดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านลานควาย แต่ด้วยอุปนิสัยชอบศึกษาหาความรู้ในเรื่องของคาถาอาคม ท่านจึงได้ออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้และครูบาอาจารย์ที่เก่งๆ จนท่านเห็นว่าที่เรียนมาก็พอที่จะช่วยเหลือตนเองและสงเคราะห์คนอื่นได้แล้ว ท่านจึงได้หยุดและจำพรรษา ณ วัดบ้านแจ้งครับ 

สำหรับการรับลูกศิษย์เพื่อเข้ามาเรียนวิชา พระอาจารย์ทองท่านเน้นว่าต้องเป็นพระที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและมีความตั้งใจสูง เพราะเรื่องของวิชาอาคมท่านเปรียบเสมือนดาบสองคม ที่สามารถให้ทั้งคุณและโทษ

โดยเฉพาะวิชาการ”ลบผงนะปถมัง” ซึ่งหากว่าผู้ใดที่ไม่มีสมาธิและสภาวะจิตที่ดีพอแล้ว อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคือสมองและสติชำรุดได้ครับ 

สาเหตุที่บอกว่าวิชาอาคมเปรียบเสมือนดาบสองคมที่ให้ทั้งคุณและโทษนั้น มีที่มาที่ไปครับ...ตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนก็จากสรรพคุณของผงนะปถมังนั่นแหละครับ....

“อานุภาพของผงปถมังหนักไปทางด้านอิทธิฤทธิ์ อยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงังกำราบศัตรูหมู่ปัญจามิตร สะกดทั้งมนุษย์และสัตว์ให้ตกอยู่ในอำนาจ และเป็นกำบังล่องหนหายตัว ถึงทางเมตตามหานิยมก็ใช้ได้เหมือนกัน ใช้ผสมทำเครื่องรางเมื่อพกพาติดตัวทำให้อยู่ยงคงกระพัน หรือนำผงทาตัวเป็นล่องหนกำบังหายตัวได้

โบราณาจารย์ได้กล่าวอุปเท่ห์สืบต่อกันมาว่า อันผงปถมังที่ทำถึงเพียงองการมหาราพน้อยใหญ่นั้น ถ้าเอาผงนั้นไปโรยใส่เข้าที่ไหน เช่น โรยใส่ใต้ถุนบ้านเรือน มิช้านานบ้านเรือนนั้นจะยุบหายกลายเป็นป่าไป ถึงบ่อน้ำที่มีน้ำเต็มเมื่อเอาผงปถมังโรยเข้ามิช้าน้ำก็จะถึงกับแห้งเหือดหายไป ถ้านำไปทาที่เสาเรือนใครอาจทำให้คนบนเรือนถึงกับเป็นบ้าได้

เมื่อทำผงสำเร็จถึงสูญนิพพานแล้วตำราให้นำเครื่องยามาผสมปั้นแท่ง มีกฤษณา กะลำพัก ขอนดอก ฯลฯ โบราณนิยมนำผงปถมังมาผสมทำพระเครื่องราง พระเครื่องที่มีชื่อเสียงหลายสำนักก็สร้างขึ้นโดยมีส่วนผสมของผงชนิดนี้ หรือนำผงไปผสมหมึกสำหรับสักยันต์ที่ กระหม่อมตามความเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน…”

สรุปง่ายๆก็คือว่า “ผงนะปถมัง” หากทำจนสำเร็จในที่นี้หมายถึงเข้าสู่สูญนิพพานนะครับ เราก็จะได้ผงวิเศษที่มีอานุภาพเกรียงไกร แต่ถ้าหากทำไม่สำเร็จประเภทครึ่งควบลูกอะไรประมาณนี้...นั่นแหละครับความหายนะย่อมมาเยือนตามที่”โบราณจารย์ได้กล่าวอุปเห่ห์สืบต่อกันมา”

ในเรื่องของผลข้างเคียงจากการทำผงนะปถมังนั้น รุ่นพี่ของผมเคยได้ยินจากปากของ “พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ” อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า

“การเรียนวิชานะปัดตลอด เป็นวิชาที่เรียนยาก ถ้าไม่มีสมาธิตั้งใจเรียนจริงๆ อาจกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนได้..”

คำพูดของพ่อท่านมุ่ยกับคำบอกเล่าของพ่อท่านหวาน ล้วนเป็นเครื่องยืนยันและย้ำเตือนถึงผู้ที่ประสงค์จะเรียนในวิชานี้ให้เพิ่มความระมัดระวังและอย่าประมาทในเรื่องเหล่านี้

พูดถึงเรื่องของคัมภีร์ปถมังกันบ้าง....

ในบ้านเมืองเรามีคัมภีร์ปถมังอยู่หลายตำราครับ ซึ่งวิชาการทำก็จะแตกต่างกันออกไป ทำนองสูตรใครสูตรมันประมาณนี้ แต่โดยพื้นฐานสากลแล้วทุกตำราจะกล่าวเหมือนกันว่า การเขียนนะปถมังจะต้องเริ่มจากการทำ “ตัวนะ” เป็นตัวแรกจนสำเร็จเป็น “นะพินทุ” แล้วจึงค่อยขยายผลออกต่อไปครับ

อย่างไรก็ตามการเรียนวิชาทำผงนะปถมังนี้ โดยเนื้อหาแล้วคือการฝึกสมาธิแบบหนึ่งครับ

กล่าวคือการฝึกสมาธิในเชิงนี้จะเป็นไปตามนัยยะของการฝึก”สมถกรรมฐาน” คือการหมั่นบริกรรมคาถาตลอดเวลาเพื่อเป็นการฝึกจิตให้รู้สึกตัวและมีสติอยู่ตลอด

นอกจากนี้เวลาที่เราเขียนยันต์จนเสร็จแล้วลบเพื่อเขียนขึ้นใหม่สลับไปสลับมา นั่นก็คือการอ้างอิงถึง “หลักของพระไตรลักษณ์” ครับ เพราะการเขียนในลักษณะดังกล่าวก็คือนัยยะที่บอกถึง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป...

ว่ากันว่า “การเขียนคือการกำเนิด ส่วนการลบที่เขียน ก็คือการเข้าสู่นิพพาน” ครับ

พ่อท่านหวานเล่าว่าท่านได้ใช้เวลาศึกษาวิชานะปถมังกับพระอาจารย์ทองเป็นเวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ และเมื่อท่านกลับมาอยู่ที่วัดบ้านลานควาย ครั้นเมื่อได้วันดีฤกษ์ดีท่านจึงได้เริ่มทำผงนะปถมังและได้ทำต่อเนื่องมาตลอดจวบจนท่านมรณภาพครับ

สำหรับวิธีการทำท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านได้ใช้ดินสอพองมาทำเป็นแท่งและกำกับด้วยคาถา เสร็จแล้วจึงนำมาเขียนลงบนกระดานชนวน ซึ่งเมื่อเขียนสูตรจนครบแล้วจึงจะว่าคาถากำกับอีกครั้งหนึ่งแล้วลบ ท่านว่าผงที่ได้จากการลบนั่นแหละครับที่เขาเรียกว่าผงนะปัดตลอดหรือนะปถมัง

ในส่วนของพระเครื่องที่พ่อท่านหวานสร้างขึ้นนั้น เนื้อหาสากลจะเป็นเนื้อว่านผสมผงนะปถมัง โดยพระเครื่องเนื้อดังกล่าวได้ถูกจัดสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๐๗ เนื่องจากญาติโยมของพ่อท่านหวานได้ริเริ่มสร้างศาลาขึ้นที่ป่าช้าบ้านเกาะหวาย จึงได้มาปรึกษาและขอความเมตตาให้พ่อท่านหวานจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างศาลา

พ่อท่านจึงได้นำผงนะปถมังมาผสมกับว่านร้อยแปด สร้างขึ้นเป็นพระปิดตาประมาณ ๒,๖๐๐ องค์และได้ทำพิธีปลุกเสกที่หน้าสถูป “หลวงพ่อบัว (พ่อท่านบัวแก้ว)” ซึ่งหลวงพ่อบัวองค์นี้มีศักดิ์เป็นหลวงลุงของพ่อท่านหวาน

ปัจจุบันสถูปของหลวงพ่อบัวประดิษฐานอยู่ที่ป่าช้าบ้านเกาะหวาย จัดเป็นสถูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพของชาวบ้านเกาะหวายในทุกวันนี้

พระปิดตารุ่นนี้นับศักดินาแล้วถือว่าเป็นพระเครื่องเนื้อผงผสมว่านรุ่นแรกของท่าน ชาวบ้านและคนทั่วไปเรียกพระรุ่นนี้ว่า “พระปิดตาเกาะหวาย” แต่พ่อท่านหวานจะเรียกพระปิดตารุ่นนี้ว่า “พระหลวงพ่อบัว” และต่อมาเมื่อท่านได้สร้างพระขึ้นมาอีกหลายพิมพ์ เช่นพิมพ์พระพุทธ พิมพ์พระปิดตา พระหลวงพ่อบัว(พิมพ์หลวงปู่ทวด) ฯลฯ ทุกพิมพ์ที่ท่านได้สร้างขึ้นท่านก็จะเรียกพระของท่านว่า “พระหลวงพ่อบัว” ครับ


หมอเสริฐ หาดใหญ่ได้เล่าเรื่องความมหัศจรรย์ของพระหลวงพ่อบัวที่มีพิมพ์ทรงคล้ายๆหลวงปู่ทวด (คนทั่วไปเรียกพระพิมพ์นี้ว่า พระหลวงปู่ทวดนอโม) ว่าพระชุดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕

พ่อท่านหวานได้ใส่ผงนะปถมังลงไปจำนวนมากและท่านก็ได้ช่วยกดพิมพ์จนแล้วเสร็จ แต่เมื่อท่านเห็นว่าพระพิมพ์ดังกล่าวมีรูปทรงไม่สวยงามท่านจึงให้นำไปใส่ในไหและจัดเก็บไว้ใต้ฐานพระประธานในพระอุโบสถ

ต่อมาชาวบ้านและผู้ที่ศรัทธาในพ่อท่านหวานได้เข้ามาขอพระปิดตาเกาะหวาย แต่เนื่องจากพระปิดตารุ่นนี้ได้หมดจากวัดไปนานแล้ว พ่อท่านหวานจึงให้หมอเสริฐไปเอาพระหลวงพ่อบัวมาแจกแทน

เมื่อหมอเสริฐเดินเข้าไปยังที่เก็บพระก็พบว่ามีงูจงอางนอนขดอยู่ในไหและไล่เท่าไรก็ไม่ยอมไป โดยงูจงอางตัวนั้นยังคงเลื้อยวนเวียนอยู่รอบๆไหเป็นนัยคล้ายว่าที่มาอยู่ก็เพื่อเฝ้ารักษาพระไว้ จนในที่สุดเมื่อไม่มีใครสามารถเข้าไปเอาได้ พ่อท่านหวานจึงได้เข้าไปเอาด้วยตัวเองและงูนั้นก็ยอมเลื้อยเปิดทางให้ทันที


สำหรับเพื่อนๆท่านใดที่ครอบครองพระเครื่องของพ่อท่านหวานไว้ โปรดฟังทางนี้ครับ พ่อท่านบอกว่า...

“พระของท่านทุกองค์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนล้วนมีพุทธคุณเท่าเทียมกันหมด ขอเพียงแต่ผู้นั้นตั้งอยู่ในความประพฤติที่ดี มีสติ อยู่ในศีลธรรม

ท่านว่าหากไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท พระธรรมก็จะคุ้มครองให้มีความสุข ความเจริญ แต่ถ้าประพฤติชั่วผิดศีลธรรมแล้ว แม้จะมีพระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ก็ไม่สามารถคุ้มครองได้...” 

ปัจจุบันพระเครื่องของพ่อท่านหวาน เป็นที่นิยมและเสาะหากันมากในภาคใต้ เนื่องจากราคาไม่สูงและมีประสบการณ์ชัดเจน...

ชาวบ้านเขาเล่าว่าเมื่ออาราธนาติดตัวปรากฏว่าดีเด่นทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพัน มีบางคนก็เคยไปประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำก็ไม่ได้รับอันตราย และก็มีอีกหลายคนครับที่กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ยิงไม่ทุ” คำนี้แปลเป็นภาษาภาคกลางว่า “ยิงไม่ออก” ครับ

จะว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องปกติครับที่มนุษย์ทุกคนต้องการความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต

โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้...

ถึงผมจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าพวกเราทุกคนรู้กันเป็นอย่างดีว่ามี”ความรู้สึกหวาดกลัว”เกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ ถึงแม้กองทัพจะส่งจำนวนทหารเข้าไปเพิ่มในพื้นที่ต่างๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของคนในพื้นที่ดีขึ้นเลย

เหตุการณ์ที่ทหารโดนลอบทำร้ายทั้งๆที่ไปกันหลายคนและมีอาวุธครบมือ เป็นคำตอบที่ดีว่าคนในพื้นที่มีความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขนาดไหน

คนนอกพื้นที่อาจจะมีคำถามว่าคนในพื้นที่เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองไม่มีความปลอดภัยในชีวิตเลย....

ถึงแม้จะไม่มีคำตอบออกมาจากคนเหล่านั้น แต่ถ้าเราเอาคำถามนี้มาเป็นของตัวเองบ้าง เราก็คงจะได้คำตอบที่ไม่หนีห่างกันไปนักว่า

“หาอะไรก็ได้ไว้ยึดเหนี่ยว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างคอยคุ้มครองและดูแลเราอยู่...”

พ่อท่านหวานมักจะพูดกับลูกศิษย์เสมอๆว่า

“ท่านไม่สามารถทิ้งชาวบ้านให้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว...”

พ่อท่านหวาน ธมมปาโล ได้มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ สิริอายุรวม ๘๖ ปี

หมอเสริฐเล่าว่าก่อนที่พ่อท่านหวานจะมรณภาพ ชาวไทยพุทธของบ้านลานควายผลัดกันมาเฝ้าดูแลพ่อท่านหวานตลอด ๒๔ ชั่วโมง

คำว่า”เทพเจ้าแห่งบ้านลานควาย” ได้รับการเพิ่มคุณค่าเมื่อชาวไทยพุทธทุกคนในหมู่บ้านพร้อมใจกันมาสวดมนต์ทุกวันเพื่อให้ท่านหายป่วย

ครับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป...

ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้

ด้วยความเมตตาและความเอื้ออารีย์ที่พ่อท่านหวานมีให้กับคนทั่วไปโดยไม่แบ่งว่าเขาคนนั้นจะเป็นชาวไทยพุทธหรือชาวไทยมุสลิม...

การเสียสละความสุขส่วนตัวและเดินทางอย่างมั่นคงตามเส้นทางแห่งความดีอันนี้ ทำให้ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในละแวกวัดบ้านลานควายต่างให้ความเคารพนับถือในตัวท่านและอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุขจนถึงทุกวันนี้……สวัสดีครับ



ขอขอบคุณ เอกสารอ้างอิงจากหนังสือปรกโพธิ์ ฉบับที่ ๗๖ คุณแล่ม จันท์พิศาโล คุณสิปปกร โศภิตสกล(หมอเสริฐ หาดใหญ่) คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย ที่กรุณาให้รายละเอียด เพื่อนต่อกับคำแนะนำและคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net