วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ร่วมเผยแผ่พุทธวจนะ ประกาศความเป็น พุทธะ บนทางเลือก


กติกามีอยู่ว่า ด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน เพื่อจะเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B ถ้าคนกลุ่มหนึ่งเลือกเดินทางไกล นั่นหมายความว่า คนกลุ่มนั้นเลือกที่จะใช้ความเร็วสูง และถ้าอีกกลุ่มหนึ่งเลือกเดินทางลัด ความเร็วที่พวกเขาใช้ย่อมต่ำกว่าเป็นธรรมดา ! นี่คือกฎธรรมชาติที่วางอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงตามสูตรทางฟิสิกส์ที่ว่า  t = S/v (เมื่อ t คือ ระยะเวลา S คือ ระยะทาง และ v คือ อัตราเร็ว) ไม่ต่างกันเมื่อใช้จุดนี้มองลงไปที่ทางเดิน หรือ เส้นทางไปสู่เป้าหมายของทุกชีวิต คือ นิพพาน นั้น ถ้าจะแบ่งเป็นแค่สอง ก็คงหนีไม่พ้น ทางไกล(กระแสหลัก) ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เรียกตัวเองว่า “พุทธ” เลือกเดิน กับ ทางลัด(ทางเลือก) ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยนัก(แค่หยิบมือ) ที่เรียกตัวเองว่า “พุทธ” เหมือนกัน เลือกเดิน แต่ทว่า “พุทธ” ของคนกลุ่มใหญ่ กับ ชนกลุ่มน้อยนั้น กินความหมายแทบจะไม่เหมือนกันเลย  

เส้นทางหรือทางเดินที่กล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่โยง เข้าถึงความเป็นพุทธได้อย่างชัดเจน นั่นคือ ความเป็นพุทธ ขึ้นกับเส้นทางที่คนเลือกเดิน คนเลือกเดิน ทางไกล(กระแสหลัก) ตีขลุมและเหมารวมตัวเองว่า “ฉันเป็นชาวพุทธ” ส่วนคนที่เลือกเดินทางลัด(ทางเลือก) ก็เรียกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่า “ฉันก็เป็นพุทธ” เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า “พุทธ” ที่กลุ่มคนทั้งสองเข้าใจอยู่นั้น ความหมายที่แท้คือ...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “...มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมยึดถือภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตน ๆ นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้น ๆ  เป็นที่พึ่งแล้วย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้…

ส่วนผู้ใดที่ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้ง ๔ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์  เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์ เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์    และเห็นมรรคประกอบด้วยองค์ 8  อันประเสริฐ  ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึง ความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ นั่นแหละคือที่พึ่งอันเกษม   นั่นคือที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้แท้.”

จากพุทธวจนะนี้ พระองค์แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม และคน 2 กลุ่มนี้นี่แหละที่เป็นประธานในกริยา “เดินทาง” ข้างต้น พร้อมกันนั้นก็เป็นการตอบชัดแล้วว่า “พุทธ” ที่คนเลือกเดินทางลัดเรียกตัวเองนั้น คือ ความหมายใด

อีกพุทธวจนะหนึ่ง พระองค์ตรัสไว้กับพระอานนท์ว่า “อานนท์ ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ , มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด.”  2 พระสูตรนี้ เป็นหลักฐานยืนยันว่า พุทธบริษัท ถือเฉพาะ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เท่านั้นเป็นที่พึ่ง เป็นประทีป เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่พึ่งเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตนใดที่ ชาวพุทธทุกหมู่-เหล่าเคารพบูชา สักการะมายาวนาน พรหมก็ดี เทพ เทวดาก็ดี ฤาษีก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปริพาชกก็ดีผีก็ดี พญานาคก็ดี หรือแม้กระทั่งพระเครื่องรุ่นต่าง ๆ ที่เขาว่า มีพุทธคุณ ล้วนไม่ใช่ที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของผู้ไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ (ชาวพุทธ) ทั้งสิ้น

อีกทั้ง ทรงตรัสกับพระอานนท์ไว้ก่อนที่จะปรินิพพานด้วยการยืนยันสิ่งที่พระองค์ค้นพบและบัญญัติว่า  “อานนท์ ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดาดังนี้ อานนท์พวกเธออย่าคิดดังนั้น อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”  ดังนั้น นับตั้งแต่ราตรีที่พระองค์ปรินิพพาน จนถึงปัจจุบันกาลนี้ ตัวแทนของพระพุทธ คือ พระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว และพระวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ส่วนพระพุทธรูปไม่ใช่ ตัวแทนของพระพุทธ เพราะเหตุว่า พระพุทธรูปเป็นเพียงรูปเคารพบูชา เป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์กำหนดขึ้นภายหลังที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว พระองค์มิได้รู้เห็นเป็นใจแต่อย่างใดว่า นั่นเป็นตัวแทนของพระองค์ในกาลที่ล่วงไป ด้วยข้อเท็จจริงตามพุทธวจนะข้างต้น การกราบพระพุทธรูป จึงมิใช่ การกราบพระพุทธเจ้า แต่เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพและนอบน้อมต่อรูปสักการะของพระตถาคตผู้สะอาด สว่าง และสงบ โดยปุถุชนผู้สับสนอยู่ในวังวนสังสารวัฏ มิใช่ว่า กราบพระพุทธรูปเพื่อขอโน่นขอนี่ (ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะได้ตามที่ขอเท่ากับศูนย์) แต่ให้กราบเพื่อเป็นการขอบพระคุณในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงบอกทางดำเนินให้เราพ้นทุกข์ จากแง่มุมนี้  การกราบพระพุทธรูปจึงมีคุณค่า มีอานิสงส์น้อยกว่า การได้ศึกษา คือ ปริยัติและปฏิบัติตามพระธรรมและพระวินัย การศึกษาเช่นว่านั้น จึงเสมือนการได้ใกล้ชิด ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง 

ส่วนเส้นทาง หรือ ทางเดินที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นในนามของคำว่า ทางไกล(กระแสหลัก) นั้น    คือทางสำหรับผู้ถึงซึ่งอวิชชา มีมิจฉาทิฐิเป็นที่ตั้ง ทางนี้เหมาะสำหรับผู้ไม่รู้อริยสัจ 4 แตกต่างกับทางลัด(ทางเลือก) ที่เป็นทางเดินของผู้มีสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้ง และมีวิชชา(นิพพาน)เป็นเป้าหมาย ที่เรียกว่า ทางลัด(ทางเลือก)  เพราะเหตุว่า ทางเส้นนี้ มีคนเลือกเดินน้อย คนที่ใช้ทางลัดได้ต้องศึกษาเส้นทางมาแล้วเป็นอย่างดี คนเหล่านี้รู้สิ่งที่จำเป็นต้องรู้ในชีวิต คือรู้อริยสัจ 4 (รู้ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ ความดับไม่เหลือของทุกข์ นี้ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์) ประกอบกับคนส่วนใหญ่ที่มีความคลุมเครือในความเป็นพุทธ(เล่นทั้งพุทธคุณทั้งคุณไสย) กำลังทำหน้าที่ผลักไส พุทธกระแสหลัก ซึ่งมีอยู่ในสมัยพุทธกาลให้เป็นเพียง พุทธทางเลือก ในสมัยปัจจุบัน

เหตุที่มนุษย์เกิดมาแล้ว จำเป็นต้องรู้อริยสัจจ 4 ก็เพราะอริยสัจ 4   ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อมและนิพพาน ในที่นี้จะกล่าวถึงอริยสัจสี่โดยสังเขปที่พระองค์ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ 5 ได้แก่

ทุกข์ คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่างได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ  

เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน มักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็นและ ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น 

ความดับไม่เหลือของทุกข์ คือ ความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหา

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ  ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบหรือ ที่รู้จักกันในชื่อ อริยมรรคมีองค์  8 นั่นเอง

(ภิกษุทั้งหลาย! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์เป็นอย่างไรเล่า? คำตอบ  คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่ง         ความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า? ห้าอย่าง คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.

ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์. ภิกษุทั้งหลาย!   ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไรเล่า? คือ ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็น เครื่องนำให้มีการเกิดอีก    อันประกอบด้วยความกำหนัด  เพราะอำนาจความเพลิน มักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.

ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์. ภิกษุทั้งหลาย! ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า คือความดับสนิท    เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย   ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหา นั้นเอง อันใด.ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า  ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย! ความจริงอันประเสริฐคือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? คือ หนทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ 8 นั่นเอง ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ;          การพูดจาชอบ การทำงานชอบ    การเลี้ยงชีวิตชอบ ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐ  คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์. ภิกษุทั้งหลาย! เหล่านี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.)

และอริมรรคมีองค์ 8 นี่แหละที่เป็น ทางลัด(ทางเลือก) ที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งพระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า อริยสัจ คือ หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ประกอบด้วยองค์แปด คือ

(ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ได้ทำ มรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้  ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้ เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค)  เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค). ภิกษุ ท.! ส่วน สาวกทั้งหลายในกาลนี้     เป็นมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค)   เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมาย ที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์.) 

ความเห็นชอบ คือ ความรู้ในทุกข์, ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

ความดำริชอบ คือ ความดำริในการออกจากกาม, ความดำริในการไม่พยาบาท, ความดำริในการไม่เบียดเบียน

วาจาชอบ คือ การเว้นจากการพูดเท็จ, การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน, การเว้นจากการพูดหยาบ, การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

การงานชอบ คือ การเว้นจากการฆ่าสัตว์, การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

อาชีวะชอบ คือ ละมิจฉาเสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ

ความเพียรชอบ คือ เพียรเพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด เพียร เพียรเพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพียรเพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด เพียรเพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว

ความระลึกชอบ คือ เป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย

ความตั้งใจมั่นชอบ คือการเข้าถึง เข้าถึง ฌานที่หนึ่ง ฌานที่สอง ฌานที่สาม และ ฌานที่สี่

(ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยสัจ คือ หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้เอง, องค์แปดคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ    การงานชอบ อาชีวะชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งในมั่นชอบ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! ความเห็นชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้ในทุกข์, ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์     อันใด, นี้เราเรียกว่า สัมมาทิฐิ. 

ภิกษุทั้งหลาย  ! ความดำริชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริในการออกจากกาม,    ความดำริในการไม่พยาบาท, ความดำริในการไม่เบียดเบียน, นี้เราเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! วาจาชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย !    การเว้นจากการพูดเท็จ,      การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน, การเว้นจากการพูดหยาบ, การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ, นี้เราเรียกว่า สัมมาวาจา.

ภิกษุทั้งหลาย  ! การงานชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการฆ่าสัตว์, การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! อาชีวะชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในศาสนานี้   ละมิจฉาเสีย   สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ, นี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! ความเพียรชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด ; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย  ! นี้เราเรียกว่า สัมมาวายามะ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! ความระลึกชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกายอยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ  นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้. นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก  แล้วแลอยู่ ; เพราะวิตกวิจารรำงับลง, เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ  แล้วแลอยู่ ; เพราะปีติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่ ; เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  แล้วแลอยู่ ; ภิกษุทั้งหลาย  ! นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย  ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจ คือ หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.)

ส่วนทางที่เหลือ ซึ่งมิใช่ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ หรือ ทางลัด(ทางเลือก) นี้ จึงถูกเรียกว่า ทางไกล(กระแสหลัก) ที่ไม่ใช่ ทางพ้นทุกข์ หากแต่เป็นทางที่นำชีวิตไปสู่ทางตัน(อวิชชา) เป็นทางแห่งการเวียนตายเวียนเกิดอันยืดยาวนาน ซ้ำซาก ไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาจะเดินบนทางลัด(ทางเลือก) อันเป็นทางสายเอกมุ่งตรงต่อพระนิพพาน จึงต้องมีความเพียร มุ่งมั่นปริยัติและปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่สม่ำเสมอ ซึ่งการปริยัติและปฏิบัติที่ดีที่สุดก็ต้องอาศัยแผนที่ ที่ดีที่สุด ถูกต้องตรงจริงที่สุด เช่นกัน แผนที่นั้นคือ พุทธวจนะ ๆ คือ คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ต่างจากคำสาวกที่เป็นคำพูดที่ไม่เหมือนกับคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย, สุตตันตะ (คำสอน) เหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่. เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะเหล่าใด มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตน ควรศึกษาเล่าเรียนไป.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึก   มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตาจักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.) 

ปัญหาจึงอยู่ที่ ความเห็นผิด เราต่างเข้าใจกันว่า  คำพูดที่ออกจากปากครูบาอาจารย์ คือ    คำสั่งสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งความจริงอาจจะมิใช่ก็ได้ อาจเป็นคำสอนของอรรถกถาหรือสาวกด้วยกันที่แต่งเติม อธิบายและเพิ่มขึ้นใหม่ในภายหลัง (ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.)   อันเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้พุทธบริษัทขาดมาตรฐานที่ถูกต้องในการตรวจสอบตนเอง ขาดความจริงแท้ที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่งผลต่อความดำรงตั้งมั่นของพระสัทธรรมนี้ ดังที่ตรัสกับพระอานนท์ไว้ด้วยความเป็นห่วง “อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย... เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า...เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย ”

          เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ ผู้ที่ยังสับสน หลักลอย คล้อยตามไปเสียทุกสิ่ง(ทั้งพุทธทั้งไสย) จึงต้องกล้าหันหลังกลับและเดินออกจากทางไกล(กระแสหลัก)โพ้นนั้น เข้ามาปริยัติและปฏิบัติ ถือเอาความเห็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(พุทธวจนะ)เป็นใหญ่ เป็นประธาน  ทิ้งคำสอนของครูบาอาจารย์(คำสาวก)ที่เป็นเพียงสาวก แล้วถือครูบาอาจารย์เป็นกัลยาณมิตรที่ดี ในการปริยัติและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ เมื่อนั้นพระสัทธรรมก็จักตั้งมั่นอยู่ได้นาน...

(ภิกษุทั้งหลาย! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป.

(๑) พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร  อันถือกันมาผิด  ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด; เมื่อบท และพยัญชนะ ใช้กันผิดแล้ว  แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน.

          ภิกษุทั้งหลาย! นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

(๒) พวกภิกษุเป็นคนว่ายาก  ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่ายาก ไม่อดทน ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยความเคารพหนักแน่น

          ภิกษุทั้งหลาย! นี้ มูลกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

(๓) พวกภิกษุเหล่าใด  เป็นพหุสูต  คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท). ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น  เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้ง หลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก ไม่มีที่อาศัยสืบไป.

          ภิกษุทั้งหลาย! นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

(๔) พวกภิกษุชั้นเถระ ทำการสะสมบริกขาร ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา เป็นผู้นำในทางทราม ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารถความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. ผู้บวชในภายหลัง ได้เห็นพวกเถระเหล่านั้น ทำแบบแผนเช่นนั้นไว้  ก็ถือเอาไปเป็นแบบอย่าง  จึงทำให้เป็นผู้ทำการสะสมบริขารบ้าง ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา เป็นผู้นำในทางทราม ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง, ตามกันสืบไป,

          ภิกษุทั้งหลาย! นี้ มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป)

 ในทางกลับกัน หากพุทธบริษัทเล่าเรียนและปฏิบัติตามคำสอนของสาวกสำนักนั้น สำนักโน้น คำของพระพุทธเจ้าซึ่งประเสริฐที่สุด จักค่อย ๆ หายไป เสื่อมไป ขาดผู้สืบทอด ถูกผลักให้เป็นของยาก ของสูง ให้เป็นภาระของผู้ที่เลื่อมใสในพุทธวจนะจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ธรรมอันตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว...ประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว

(ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้, สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องแนวนอก เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วน สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา,เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟังย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนจึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ? ” ดังนี้. ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้. ธรรมที่ยัง ไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่า บริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง, หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคล ภายนอกเหล่าอื่นไม่; จัดเป็นบริษัทที่เลิศแล.)

 (ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด ;   เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง  ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม   ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท). ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ ;     เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป.   ภิกษุทั้งหลาย! นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป.) 

ความจริงทั้ง 9 ประการต่อแต่นี้ เป็นพุทธวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันความสามารถของพระองค์และขีดจำกัดของสาวกรวมทั้งพุทธประสงค์(ที่ไม่ค่อยมีใครบอกสอน พร่ำสอน)  เพราะฉะนั้น  ผู้กล้าที่จะเดินออกจากทางเดินที่เดินจนชินแล้ว จงมั่นใจได้ว่า เส้นทางที่ท่านทั้งหลายกำลังจะเดินต่อไป ไม่ใช่ทางที่ผิด เพราะทางเส้นนี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์และพระอรหันต์เดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

ทรงสามารถ

1. พระองค์สามารถกำหนดสมาธินิมิตในขณะที่ทรงแสดงธรรม  ทุกคำจึงไม่ผิดพลาด

อัคคิเวสนะ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อม ตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีความเป็น จิตเอก ดังเช่นที่คน ท. เคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้ 

มหาสัจจกสูตร ม.ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐

2. แต่ละคำพูดเป็นอกาลิโก ถูกต้องตรงจริง ไม่จำกัดกาล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลาย เป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหีติ).

มหาตัณหาสังขยสูตร ม.ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๑.

3. คำของพระองค์ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด

ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใดถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย. 

อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.

ทรงห่วงใย

4. ทรงบอกเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอนเปรียบเหมือนกลองศึก

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว : กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ๒ เรียกว่า อานกะ มีอยู่. เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ, พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป) ภิกษุ ท.! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น ;

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย, สุตตันตะ (คำสอน) เหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่. เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะเหล่าใด มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตน ควรศึกษาเล่าเรียนไป.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตาจักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล. 

นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓.

ทรงแนะนำ

5. ทรงกำชับให้ศึกษาคำของพระองค์เท่านั้น อย่าฟังคำผู้อื่น

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้, สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องแนวนอก เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำ สุตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วน สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟังย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนจึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ? ” ดังนี้. ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้. ธรรมที่ยัง ไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่า บริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง, หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคล ภายนอกเหล่าอื่นไม่;  จัดเป็นบริษัทที่เลิศแล.  

ทุก. อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒.

ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทสองจำพวกเหล่านี้ มีอยู่, สองจำพวกเหล่าไหนเล่า? สองจำพวก คือ อุกกาจิตวินีตาปริสา (บริษัทอาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) โนปฏิปุจฉาวินีตา (ไม่อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป) นี้อย่างหนึ่ง, และปฏิปุจฉาวินีตาปริสา (บริษัทอาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป)  โนอุกกาจิตวินีตา (ไม่อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) นี้อีกอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉาวินีตา เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ตถาคตภาสิตา-อันเป็นตถาคตภาษิต คมฺภีรา-อันลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา-มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา-เป็นโลกุตตระ สุญฺ ญตปฏิสํยุตฺตา-ประกอบด้วยเรื่องสุญญตา อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟังไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำ กล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี เงี่ยหูฟังตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญไปว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมอันกวีแต่งใหม่นั้นแล้ว ก็ไม่สอบถามซึ่งกันและกัน ไม่ทำ ให้ เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้.เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยไม่ได้ ไม่หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างต่าง ๆ ได้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉาวินีตา.

ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำ คัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วน สุตตันตะเหล่าใด อันเป็นตถาคตภาษิต อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระประกอบด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว ก็สอบถามซึ่งกันและกัน ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็น อย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยได้ หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างต่าง ๆ ได้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่าปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล บริษัท สองจำพวกนั้น. ภิกษุทั้งหลาย บริษัทที่เลิศในบรรดาบริษัททั้งสองพวกนั้น คือบริษัทปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโน-อุกกาจิตวินีตา (บริษัทที่อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป :ไม่อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) แล. 

ทุก. อํ. ๒๐/๙๑/๒๙๒.

ระวัง

6. ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.  

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑.

อย่าหลง

7.สำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ได้ทำ มรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้ เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค). ภิกษุ ท.! ส่วน สาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็นมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมาย ที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์.  

            ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๑/๑๒๕.

คงคำสอน

8.ทรงตรัสไว้ว่าให้ทรงจำบทพยัญชนะและคำอธิบาย อย่างถูกต้อง อีกทั้งขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อๆไป

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด ; เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท). ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ ; เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป. ภิกษุ ท.! นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป.  

จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๘/๑๖๐

ป้องกัน

9. ทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน (อันเกิดจาก จำผิด อธิบายผิด ความลางเลือน ความบิดเบือนไปจากเดิม ว่าต้องทำอย่างไร)

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าฟังมาแล้วได้รับมาแล้ว เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา, ดังนี้, พวกเธออย่าเพิ่งรับรอง, อย่าเพิ่งคัดค้าน.เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้วนำไปสอบสวนในสูตร นำไปเทียบเคียงในวินัย, ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด, พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย; ถ้าลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้วภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว, พวกเธอพึงรับเอาไว้. นี่เป็นมหาปเทส ข้อที่หนึ่ง,

(ข้อต่อไปความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่คำอ้าง, ข้อที่สองอ้างว่า รับฟังมาจากสงฆ์ พร้อมทั้งเถระหัวหน้า เป็นพหุสูตอยู่ในอาวาสโน้น ๆ, ข้อที่สามรับฟังมาจากพวกเถระ พหุสูต ในอารามโน้น ๆ, ข้อที่สี่รับฟังมาจากพวกเถระพหุสูต พักอยู่อาศัยอยู่ในอาวาสโน้น ๆ. แล้วทรงแสดงศีล-สมาธิ-ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่สวนอัมพลัฏฐิกาอีกเป็นอันมาก)

มหาปรินิพพานสูตร มหา.

ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ‘ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้. อานนท์!พวกเธออย่าคิดดังนั้น. อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอ ทั้งหลายโดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว.

           ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า หลังจากที่อ่านความจริงจากพุทธวจนะ 9 ข้อนี้จบลง คำถามของพวกเราคือ แล้วจะหาพุทธวจนะได้จากที่ไหน ? นี่คือคำถามของผู้ที่เลือกทางเดินแล้ว เป็นสัมมาทิฐิเบื้องต้น ไม่ยากครับ ศรัทธาที่พวกเรามีอย่างไม่หวั่นไหวต่อพระองค์นี่แหละจะนำเราไปสู่การแก้ปัญหานี้ได้ เพราะพระสงฆ์รูปแรกที่เล็งเห็นความสำคัญของพุทธวัจนะ คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านและสหธรรมิกของท่าน ได้ใช้เวลาและแรงงานอุทิศให้กับงานชิ้นหนึ่ง คือการรวบรวมพระบาลีฉบับต่างๆ แล้วบรรจงคัดเลือกแปลเป็นไทยเฉพาะสิ่งที่เป็นพุทธวัจน์เท่านั้น  ท่านพุทธทาสภิกขุใช้เวลาอย่างต่อเนื่องทั้งหมดยี่สิบกว่าปี สร้างผลงานที่เรียกว่า "ชุดจากพระโอษฐ์" มีทั้งหมด 5 เล่ม คือ

           ๑. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ : เป็นเนื้อความพุทธประวัติ เฉพาะที่ทรงตรัสเล่าด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีคำของสาวกเจือปน

๒. อริยสัจจากพระโอษฐ์ (ภาคต้น) : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ (อริยสัจ 3 ข้อแรก เฉพาะที่เป็นพุทธวัจน์)

๓. อริยสัจจากพระโอษฐ์ (ภาคปลาย) : มรรค (อริยสัจข้อสุดท้าย คือ อริยมรรคมีองค์8 เฉพาะที่เป็นพุทธวัจน์ )

๔. ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ : เป็นการรวบรวมเฉพาะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนขนาบภิกษุสาวกในแง่มุมต่างๆ และ

๕. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ : เรื่องเดียวที่เป็นหัวใจของพระสัทธรรม และเป็นเรื่องเดียวที่ถูกชาวพุทธละเลยมากที่สุด (หาซื้อได้โดยตรงจากธรรมสภาและร้านหนังสือชั้นนำ)

          ซึ่งในปัจจุบัน มีพระภิกษุอีกรูป คือ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล (วัดนาป่าพง ) พระวัดป่า ศิษย์สายตรงของหลวงปู่ชา (พระอาจารย์ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ) และกลุ่มพุทธบริษัทเป็นผู้รับช่วงต่อจากท่านพุทธทาส ตรวจแก้และเพิ่มเติมพุทธวจนะในสิ่งที่ท่านพุทธทาส  ยังไม่เคยพบ ทำหน้าที่ช่วยรักษาความถูกต้องให้กับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเผยแผ่เฉพาะพุทธวจนะตามพระประสงค์

          และนี่เป็นบทสนทนาที่ผมได้มีโอกาสปุจฉา-วิสัชนากับพระอาจารย์เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องและความมีอยู่จริง ลองทนอ่านอีกนิดนะครับ

            ปุจฉา พระอาจารย์เชื่อถือในคำพระพุทธเจ้า 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่

วิสัชนา ก็ 100 เปอร์เซ็นต์เลยตอนนี้... โห เล่นนั่นกันเลยเหรอนี่ (คนฟังหัวเราะ) แหม ไม่สงสัยเลย (นะ)(อือ) มันชัดเจนจริง ๆ ขอให้พวกเราได้เข้ามาเถอะ ให้เข้ามาได้ศึกษา (นะ) อาตมาไม่ได้แนะนำไปศึกษาคำปริพาชกเลย (นะ) (คนฟังหัวเราะ) หรือว่าคำที่คนแต่งใหม่เลย (นะ) พยายามแนะนำมาศึกษา ออนี่นะ นี่นะ นะนะ คำ คำพระตถาคตอยู่ตรงนี้ ใช่ไหม (อะ) ไม่ต้องมาศึกษาคำอาตมาด้วย (นะ) ตำราอาตมาก็จะไม่มี (นะ) อาตมาเองก็จะมีแต่ตำราของพระตถาคต (นะ) ทำเป็นเล่มย่อย ๆ ก็เป็นคำของพระตถาคต และให้พวกเราได้รู้จักคำพระตถาคต ให้คุ้นเคย ให้ชิน (นะ) สงสัยมาถามอาตมาได้ ลังเลมาถามได้ (นะ) ผ่านความสงสัยลังเลมาก่อน (นะ) และก็ชัดเจน ขึ้นเรื่อย ๆ นะ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า พระภิกษุอยู่เป็นที่แล้วเนี้ย เธอจะแตกฉานช่ำชองในบางสิ่งบางอย่าง แม้ที่บรรลุแล้ว ถึงภิกษุจะบรรลุแล้วก็ตาม ถ้าอยากเก่งขึ้นเอายังไง พยายามอยู่เป็นที่ (นะ) เธอจะแตกฉานขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเธอร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ เธอไม่ค่อยแตกฉานหรอก (นะ) และเผลอ ๆ เธอจะไม่บรรลุในสิ่งที่ต้องการบรรลุ แต่ถ้าอยู่เป็นที่เนี้ย เธอจะสามารถบรรลุได้(นะ)และจากบรรลุแล้วเธอจะแตกฉานช่ำชองขึ้นไปอีก(นะ) จะเป็นผู้มีอาพาธน้อย เป็นคนมีมิตรมาก (นะ)ไม่ไร้มิตร เหมือนอาตมาไม่ได้แนะนำไปหาคำปริพาชกเลย แนะนำหาพุทธวจนะ (นะ) ช่วยกันมาศึกษาหน่อย แล้วเราจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ทรงไว้ซึ่งคำของพระตถาคต เป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยกันสร้างความตั้งมั่นให้พระสัทธรรม(นะ) ในยุคที่ผ่านมา 2500 กว่าปี เป็นแนวร่วมให้พระตถาคตหน่อย รักษากัลยาณวัตรของท่านเอาไว้หน่อย (นะ) ท่านอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใย (นะ) บอกกับพระอานนท์เอาไว้ในพระสูตรหนึ่ง อาตมาฟังแล้วซึ้งเหมือนกัน (นะ)

ปุจฉา ส่วนต่อไปถามว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า เนื้อความในพระไตรปิฏกเป็นคำของพระพุทธเจ้าจริง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้การที่เราปฏิบัติตามและเชื่อว่าเป็นคำพระพุทธเจ้า ขัดกับหลักกามลามสูตรหรือไม่

วิสัชนา นี่นี้ ไม่ขัดกันเลย สบายมาก มันตรวจได้หลายแง่หลายมุม(นะ) อย่างหนึ่งที่เราตรวจได้ มีหลายระดับ เอาระดับทางโลกก่อนก็ได้

ระดับทางโลก ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่เก่าที่สุด ซึ่งในโลกนี้หาหลักฐานไม่ได้แล้ว ถ้าโยมไปขุดได้จาก จากเจดีย์ไหนก็ช่วยเอามาเพิ่มให้หน่อย(นะ)อันนี้เค้าขุดกันมาหมดแล้ว(นะ)ในโลกเนี้ยหาได้เท่านี้ (นะ) ก็คือตัวนี้เป็นตัวบาลีสยามรัฐ ซึ่งเป็นบาลีสยามรัฐที่แปลเป็นภาษาไทย แล้วก็ตัวบาลีสยามรัฐที่เป็นภาษาบาลี ลงอักขระไทยนี่แหละ(นะ) ซึ่งเอามาจากไหน อะตรงนี้ถอยไปถึงรัชกาลที่ 5 ๆ (นะ) ทำพระไตรปิฎกเป็นการพิมพ์ครั้งแรกในโลกแล้วก็แจกไป 268 ทั่วโลก แล้วร.5 เอามาจากไหนอะ เอามาจาก ร.1 รวบรวม ร.1 รวบรวมเก็บไว้ที่หอมณเฑียรธรรม ที่วัดพระแก้ว (นะ) รวบรวมจากไหนใบลาน(นะ)ใบลานเอามาจากตรงไหน เอามาจากยุคหริภุญไชย กับ ทวาราวดี ที่ได้มา จากนั้นสาวขึ้นไป แล้วทวาราวดีเอามาจากไหน เอามาจากสมัยนู้นพระเจ้าอโศก พระเจ้าอโศกอยู่ในช่วงไหน 230 กว่าปีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน(นะ) ส่งสมณทูตไป 9 สาย (นะ) ทั่วโลกกระจายพระไตรปิฏกไปเห็นไหม ทุกคนพยายามช่วยกันประคองตรงนี้เอาไว้ ประคองเอาไว้อย่าให้หายไปจากโลก นี่อาตมาประคองได้กี่คน (คนฟังหัวเราะ) ช่วยกัน ช่วยกันค้ำหน่อย ค้ำเอาไว้(นะ)อย่าให้คำพระพุทธเจ้าหายไป(นะ) พระเจ้าอโศกส่งมา 2 ที่ที่สำคัญคือ ที่ลังกากับที่สุวรรณภูมิ ทางสุวรรณภูมิก็นี่แหละได้มาในยุคของทวาราวดี หริภุญไชย(นะ) เก็บตกกันมา (นะ)ตามใบลาน แล้วก็ ร.1 รวบรวมมา ๆ เสร็จก็ ร.5 มารวบรวมอีกที จัดเป็นการพิมพ์ครั้งแรกในโลก กระจายไป (นะ)ท่านพุทธทาสมาเห็นความสำคัญ ดึงมา เข้าไปศึกษา แล้วดึงมาเฉพาะพุทธวจนะ มหามกุฎฯ มหาจุฬาฯ(นะ) เห็นความสำคัญ เอามา(นะ) ทำเป็นพระไตรปิฏกฉบับ มหามกุฎฯ มหาจุฬาฯ (นะ) นั้นแต่ละคนก็เข้าไปศึกษาตรงนี้ (นะ) แล้วก็นำตรงนี้มาศึกษา (นะ) และถ้า ถ้าเราชัดเจนในคำพระพุทธเจ้า ก็คือศึกษาลงไปในระดับไหน พุทธวจนะ ซึ่งนั่นก็คือท่านพุทธทาสได้ทำไว้ (นะ) เป็นพุทธวจนะทั้งหมด จากบาลีสยามรัฐ นะ เราก็มาทำของท่านให้สมบูรณ์อีกที เป็นรูปแบบของ CD ซึ่งต้นฉบับเองของท่านยังไม่เป็นรูปแบบ CD (นะ)(อือ) มันจะกระจายไปได้ช้าได้ยาก เราก็ทำมาให้เป็นรูปแบบ CD ซะจะได้ขึ้นเวบกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว (นะ)แล้วก็ทำแจก พิมพ์แจกอยู่ตลอด แล้วก็ทำย่อยเป็นเล่มเล็ก ๆ อันนี้คือ หลักฐานด้านทางโลก

ส่วนด้านทางธรรมก็มี 2 ลักษณะก็คือว่า คำพระพุทธเจ้าเนี้ยเป็นลักษณะที่เป็น “ปัจจัตตัง” รู้เฉพาะตน เป็น “สิขีปุตโต” เป็นพยานในตนเองได้ เหมือนอาตมาบอกสายปฏิจจสมุปปบาทนะ เมื่อสักครู่นี้ ความอยากทุกคนมีไหม มี รู้จักเป็นหมดเลย อยากกินข้าวอยากซื้อเสื้อ อยากอาบน้ำ อยากซื้อรถ(นะ) อยากมีหมด(นะ)  รู้จักหมด อุปทาน มีไหม มี (นะ) อุปทานเกิดเพราะอะไร เกิดเพราะตัณหา ตัณหาเกิดเพราะอะไร เพราะพอใจ ๆ เกิดเพราะอะไรเพราะผัสสะ ตรวจด้วยตนเองได้ไหม เดินไปห้างเย็นนี้ก็ตรวจได้ด้วยตนเอง(นะ)ตาไปเห็นเสื้อผ้าแล้วยากซื้อไหม ตาไปเห็นกระเป๋าแล้วอยากซื้อไหม เห็นไหม ผัสสะกระทบเกิดความพอใจ พอใจเกิดความอยากจะซื้อมา เห็นไหมอยากซื้อมาแล้วอยากใช้ไหม หรือซื้อมาแล้วเก็บไว้เฉย ๆ(นะ)ใช้แล้วเพื่อนชมพอใจอยากใช้ต่อไหม (นะ) เกิดความจับอกจับใจ เกิดความตระหนี่ หวงกั้นมีไหม รู้จักความหวงไหม ตระหนี่ รู้จักไหม รู้จักหมดแหละมีหมด ธรรมะนี้พระตถาคตพูดมา 2500 กว่าปี เป็นคนเจอคนแรกในโลก เจอจากจิตของตัวเอง บรรยายจากจิตของตัวเองออกมาเมื่อ 2000 กว่าปี จิตมนุษย์เมื่อ 2 000 กว่าปี ก็มีอาการอย่างนี้ บรรยายให้ปัญจวรรคีย์รู้จักว่า จิตเธอมีอย่างนี้นะ (นะ)ทั้ง ๆ ที่จิตของปัญจวรรคีก็มี (นะ)แต่มองไม่เห็น เพราะมันเร็วมาก พระตถาคตมองเห็นก็เอา เธอไปเฝ้าสังเกตสิ  เธอจะมีอาการอย่างนี้นะ ปัญจวรรคีย์ตรวจสอบก็เห็นจริงตามนั้น บรรลุธรรมได้(นะ) สาวกองค์ต่าง ๆ (นะ)ก็เห็นจริงตามนั้น  ปัจจุบันนี้ผ่านมา 2500 กว่าปี 2500 กว่าปีมาแล้วจิตมนุษย์ยังมีอาการอย่างนี้ไหม ก็มีอาการอย่างนี้ นี่คือลักษณะของธรรมชาติที่เป็น “อกาลิโก” นี่อะตรวจสอบเหมือนตรวจสอบทฤษฎีวิทยาศาสตร์เลย (นะ) สมัยเราเป็นนักเรียนเราก็ตรวจสอบกันสารพัดหมดเลย (นะ) โรงเรียนอาตมาเค้าเรียนวิทยาศาสตร์แบบการทดลองอะ (นะ)เค้าบอกว่าแยกน้ำด้วยไฟฟ้าได้ ก็แยกเลย เอาน้ำมา เอาขั้วบวกขั้วลบจุ่ม ไปเลย ฟองขึ้น ปุ๊บ ๆๆๆ พอเอาไอ้หลอดมารองรับไอ้อากาศ ออกมา ไฮโดรเจน ออกซิเจน ทดลองไง ไฟจุด ผลึบ โอ้โหเห็นชัด ๆ จะ ๆ อ้อ Understand เข้าใจแล้ว (คนฟังหัวเราะ) มันเป็นจังซี่ (นะ)(อือ) มันก็เห็นชัด เป็นปัจจัจตัง รู้เฉพาะตน ใช่ไหม (อือ) แล้วมันจะไม่เชื่อได้ยังไง ไอ้คนพูดคนนี้มันมีตัวตนจริง ใช่ไหม อย่างเนี้ย(นะ) ปัจจัจตัง รู้เฉพาะตน และธรรมชาติอันนี้เป็นอกาลิโก เป็นจริง ไปตลอดกาล ผ่านมาเป็น 1000 ๆ ปีก็ยังตรงจริงอยู่อย่างนี้นะ เป็นสิขีปุตโต เป็นพยานในตนเองได้ นี่เป็นการตรวจสอบแบบโลกุตตระ ในทันทีทันใดเลย

และการตรวจสอบแบบโลกุตตระอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นการเข้าไปตรวจสอบหลักฐานทางโลกพ่วง พ่วงกับโลกุตระ ก็คือ หลักมหาปเทส 4 ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าภิกษุบอกว่า (นะ) ได้จำมาจากพระภักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย เธออย่าพึงรับรองอย่าพึงคัดค้าน (นะ)หรือว่าองค์นี้ บอกจำมาจากคณะพระเถระคณะหนึ่งก็อย่าพึงรับรองอย่าพึงคัดค้าน หรือคณะพระเถระผู้พหูสูตเลยนะ คล่องแคล่วในหลักพุทธวจนะเก่งมากเลย ในอาวาสนั้นอาวาสนี้ เค้าพูดมาอย่างนี้ (นะ) ธรรมเป็นอย่างนี้ วินัยเป็นอย่างนี้  เธออย่าพึงรับรองอย่าพึงคัดค้าน (นะ) หรือฟังมาจากภิกษุผู้พหูสูตรูปใดรูปหนึ่ง จากอาวาสนั้น อาวาสนี้ เหมือนทรงฟังจากอาตมาเนี้ย (นะ) อย่าพึงรับรองอย่าพึงคัดค้าน คัดนำคำของท่านนั้นนะ ที่พูด มานั้น ไปตรวจสอบในธรรมหลักวินัยหมวดอื่น เนี้ยคำอันเนี้ย หนาขนาดนี้ เดี๋ยวเอาไปเปิดดู มันจะมีหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเนี้ย เยอะแยะ นะจากนั้นเนี้ยเอาธรรมอันนั้นเนี้ย มาตรวจสอบว่าเข้ากันได้กับหลักธรรมใดบ้างไหม ถ้าเข้ากันได้พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้เราสันนิษฐานไว้ว่า นั่นเป็นคำของพระตถาคตแน่แล้ว (นะ) ถ้าเข้ากันไม่ได้ กับหลักธรรมหลักวินัย สักข้อใดข้อหนึ่งในนั้นเนี้ย ก็ให้สันนิษฐานไปได้เลยว่า นั่นไม่ใช่คำของตถาคต ให้เธอละทิ้งคำพูดนั้นไปเสีย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่พูดแล้วไม่มีการขัดแย้งกัน จะสอดรับกันตลอด (นะ)ในธรรมของพระองค์เอง ตั้งแต่วันตรัสรู้ถึงราตรีที่ปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทำได้คนเดียว ไม่มีใครทำได้ในโลก พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญาก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ได้ว่า ดูถูกสาวกหรือว่าครูบาอาจารย์ อาตมาพูดถึงแม้กระทั่งพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาก็ทำไม่ได้ อาตมากำลังพูดเปรียบเทียบกับพระตถาคตซึ่งเป็นสัพพัญญู เป็นผู้เก่ง รู้ทุกเรื่อง เป็นพระศาสดา เป็นบิดาองค์แรก ของภิกษุทั้งหลายในยุคปัจจุบันและในยุคอดีต ใช่ไหม อะเรากำลังพูดถึงมหาบุรุษผู้ที่เลิศที่สุด เก่งที่สุดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บารมีนี่ เทียบเคียงกันไม่ได้เลย (นะ)เพราะการที่จะสร้างบารมีมาเป็นพระพุทธเจ้านั้นโอ้โห ยากมาก ยากและนานมาก สาวกสร้างมาเป็นเพียงแค่ความเป็นสาวก ความเป็นอัครสาวกเบื้องขวาเบื้องซ้ายก็ยังห่างไกล ห่างชั้นกับพระพุทธเจ้ามากเหลือเกิน (นะ)เพราะฉะนั้น นี่ไม่ได้เป็นการดูถูกสาวกหรืออะไร เป็นการ เป็นการบอกความจริง บอกความเลิศของพระตถาคต กับเป็นการบอกความเป็นจริงของความเป็น (นะ) สาวกว่า คุณทำได้แค่ไหน พระตถาคตเป็นคนพูด (นะ) ว่า สาวกคุณทำได้แค่นี้ คุณเป็นเพียงมรรคานุคา ผู้เดินตาม มรรคเฉย ๆ คุณเป็นพระอรหันต์ได้ และถึงเธอจะเป็นพระอรหันต์ที่เลิศทางปัญญา เธอก็ยังเป็นเพียงมรรคานุคา ผู้เดินตาม อย่าบัญญัติเพิ่มหรืออย่าตัดทอนในสิ่งที่พระตถาคตบัญญัตไว้ ถ้าเราทั้งหมด (นะ) เกิดในครั้งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพูดอย่างนี้ พวกเราจะเชื่อไหม ก็ต้องเชื่อ พวกเราจะทำตาม เพราะเราจะเห็นความสามารถของพระพุทธเจ้าว่า โหเก่งจริง อิทธิปาฏิหาริย์ท่านก็เพียบ อาเทศนาปาฏิหาริย์ ท่านก็เพียบ (นะ) โต้วาทะกับปริพาชก คนไหนไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ ไม่เคยแพ้ (นะ)มีเหตุมีผลหมด (นะ) เพราะฉะนั้นเราก็มีความศรัทธาในพระตถาคตเหมือนกัน (นะ) 

นี่ก็เป็นการตรวจสอบ (นะ) ที่เป็นการเชื่อมระหว่างหลักฐานทางโลกกับระดับโลกุตตระเอามาเชื่อมกัน (นะ) ด้วยการดูว่าซ้ำกันไหมนะ ถ้าเข้ากันได้ ก็ชื่อว่าทรงจำมาถูก ถ้าเข้ากันไม่ได้ ธรรมนั้นชื่อว่าทรงจำมาผิด เพราะฉะนั้นเวลาอาตมาจะอธิบายธรรมะอาตมาก็จะเชื่อมสัก 5 พระสูตร 10 พระสูตร ให้เราเห็นว่า อ่อ หลักการนี้นะที่บอกไปมันเชื่อมกับพระสูตรนี้ เชื่อมกับพระสูตรนี้ เชื่อมกับนี้ เชื่อมกับนี้ นี้นี้ นี้นี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะได้เห็นภาพของหลักมหาปเทส 4 จากอาตมาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ยืนยันว่านี่คือคำของพระตถาคต

           ในฐานะพุทธบริษัท 4 คนหนึ่ง ขอขอบพระคุณพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโลที่เป็นประทีปส่องสว่างให้กับคนในสังคม ได้มีโอกาสปริยัติและปฏิบัติโดยถือพุทธวจนะเป็นหลัก ขอขอบพระคุณ หนังสือพุทธวัจน์ ฉบับ ก้าวย่าง อย่างพุทธะ และ หนังสือพุทธวัจน์ (คำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า)ที่ได้ย่อยพุทธวจนะออกเป็นหมวดหมู่ ขอขอบคุณข้อมูลต่าง ๆ จากเวบไซต์  www.watnapp.com http://www.buddhakos.org/และขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ตั้งใจ ติดตามอ่านงานชิ้นนี้จนจบ 

          พวกเราครับ มาร่วมกันเผยแผ่พุทธวจนะเถิด มาร่วมกันประกาศความเป็นพุทธบริษัทชั้นเลิศ บนทางเลือก ที่เราเป็นผู้เลือกด้วยตัวเอง ผมขอจบงานเขียนชิ้นนี้ด้วยมหาปรินิพพานสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้  

          “ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี่เป็นวาจามีในครั้งสุดท้าย ของตถาคต”

หลังม่านสีฟ้า
            11 ตุลาคม 2552   
           แรม 7 ค่ำ เดือน 11

          ปล. งานชิ้นนี้สำเร็จขึ้นได้ด้วยศรัทธาที่มีต่อพระธรรมและพระวินัย ใช่เวลาตั้งแต่วันที่ 9-11 ตุลาคม 2552 ตั้งใจมอบความจริงเหล่านี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดกับตัวเอง วันนี้ 11 ตุลาคม 2552 ครับ

          ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมะที่เป็นพุทธโฆษณ์ สามารถไปขอรับด้วยตนเองได้ที่วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง 10 โดยตรง

สื่อธรรมะที่แจกอยู่ในเวลานี้

- MP3 (CD) :  ธรรมเทศนาหลายสิบชั่วโมง  ประกอบด้วย เนื้อหา และ คำถามตอบ หลากแง่มุม หลายระดับภูมิธรรม

- หนังสือคู่มือพระโสดาบัน : หลักมาตรฐานตรวจสอบคุณธรรมพระโสดาบัน สี่สิบกว่าแง่มุมจากพุทธวัจน์ล้วนๆ

- หนังสืออริยวินัย : รวมพระวินัยออกมาเป็นหมวดหมู่ชัดเจน สะดวกสำหรับอ้างอิงศึกษา กับทั้งสงฆ์ และผู้สนใจ

- หนังสือพุทธวัจน์ เล่ม 1 : ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ฉบับแก้ไขคำที่พิมพ์ผิด, เพิ่มสิ่งพระอาจารย์คึกฤทธิ์ค้นพบใหม่

- หนังสือพุทธวัจน์ เล่ม 2 : อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  (อยู่ในระหว่างหาทุนเพื่อจัดพิมพ์)

- หนังสือพุทธวัจน์ เล่ม 3 : อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  (อยู่ในระหว่างตรวจแก้)

- หนังสือพุทธวัจน์ เล่ม 4 : ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์  ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  (โครงการในปีต่อไป)

- หนังสือพุทธวัจน์ เล่ม 5 : พุทธประวัติจากพระโอษฐ์  ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  (โครงการในปีต่อๆไป)

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net