วันที่ อังคาร ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หมอกสามฤดู แม่ฮ่องสอน เหนื่อยหน่อยแต่คุ้ม (1)


ตอนที่1 – เชียงใหม่ –ปาย – ปางมะผ้า – แม่สุรินทร์

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกก่อนว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมเที่ยวไปในหลายๆ พื้นที่ หลายๆ จังหวัด แต่บอกได้เลยว่า ทริปนี้ จัดเป็นทริปที่ผมประทับใจมากที่สุด เป็นช่วงวันหยุดยาวต้นเดือนธันวาคม เพราะเป็นทริปที่มีหลายๆอย่างมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของเส้นทาง การเดินทางที่ยาวนาน และน่าเบื่อ (บางช่วงคนขับขับได้น่าเบื่อมาก ขนาดเพื่อนผมแซวคนขับเลยว่า เมื่อกี้เห็นเต่ามันไล่กัดล้อรถ) การได้รู้จักใครบางคนที่น่าประทับใจเป็นครั้งแรก เที่ยวหลากหลายที่มาก เป็นทริปที่ยาวนานที่สุด และอะไรอีกมากมาย

 

ทริปนี้เราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ สถานีรถไฟเชียงใหม่ เหมือนเดิม ผมเดินทางล่วงหน้ามาก่อน 1 วันเพื่อเที่ยวในจุดที่ไม่มีในแผนการเที่ยวรอบนี้ เช่น ดอยสุเทพ ทุกครั้งที่มาเชียงใหม่ ก่อนจะไปไหนก็แล้วแต่ ผมจะต้องขึ้นมาไหว้พระธาตุ ที่ดอยสุเทพก่อนทุกครั้งไป จากนั้นก็เที่ยวสวนสัตว์บริเวณเชิงดอย  แล้วก็ไปต่อด้วยการไปท่องเที่ยวในเส้นแม่ริม ซึ่งเป็นเส้นทางในความประทับใจในอดีตของผม ที่เต็มไปด้วยความหลังมากมาย

 

ขอวกกลับมาที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ผมถือว่าที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ เพราะเป็นที่ที่ผมนัดเจอเพื่อนๆเอาไว้ ในทริปนี้ผมได้รู้จักเพื่อนๆ พี่พี่น้องๆ ใหม่ๆหลายคนที่เพิ่งมาเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งแรก และหลังจากนี้ ก็กลายเป็นกลุ่มที่เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ จากสถานีรถไฟ เราได้ไปขึ้นรถตู้ ที่เราจองเอาไว้แล้ว เพื่อใช้ในการเดินทางตลอดทริป โดยนัดให้เขามารับที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ในวันแรกเราเริ่มต้นการเดินทาง ด้วยการรับประทานอาหารเช้าที่ตลาดวโรรส หรือชาวเชียงใหม่เรียกว่า กาดหลวง

เสร็จจากรับประทานอาหารเช้า เป้าหมายแรกของการเดินทางคือ มุ่งสู่ยอดดอยอินทนนท์ โดยใช้เส้นทางเชียงใหม่-จอมทอง ระยะทาง 57 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาขึ้นดอยอีก 48 กม.สู่ยอดดอยอินทนนท์ ท่ามกลางความหนาวเย็นของตัวเลขหลักเดียว ขนาดที่เราได้เห็นแม่คะนิ้งยามเช้า พร้อมกับฝูงนกจำนวนมากมายชนิดที่ว่า มาเป็น เวฟ (ศัพท์ของพวกดูนก) คือมาเหมือนคลื่นซัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เราอยู่ถ่ายรูปกันพักใหญ่ๆ จนอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ก็เดินทางลงมายังบริเวณพระมหาธาตุนภเมทนีดล นภพลภูมิสิริ เพื่อชมความงดงามของพระมหาธาตุเจดีย์ และวิวทิวทัศน์ที่งดงาม พอได้เวลาพวกเราก็ลงมาที่ทำการอุทยานเพื่อแวะเยี่ยมชม โครงการหลวงบ้านขุนกลาง ดูดอกไม้สวยงามมากมาย ผมเคยตั้งใจว่าจะมาเดินชมที่นี่ให้ทั่วซักที แต่จนแล้วจนรอด ก็ไปไม่ทั่วซักทีเหมือนกัน เราอยู่ที่นี่จนเย็น ก็เดินทางกลับไปพักในเมืองเชียงใหม่ นอนกันเต็มที่เพื่อให้พร้อมกับการเดินทางที่ยาวนาน ที่จะเริ่มกันจริงๆในยามเช้าที่จะถึง

 

4.30 น. เช้ามืดกับการออกเดินทางเพื่อไปชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ อช.ห้วยน้ำดัง ซึ่งตั้งอยู่ที่อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 107 กม. โดย อช.ห้วยน้ำดังตั้งอยู่ที่ กม.65 หลังเสียค่าด่านเรียบร้อย ผู้ใหญ่คนละ 20 บาทและรถอีก 30 บาท จากปากทางเข้าไปอีกประมาณ 6 กม. ก็จะถึงบริเวณจุดชมวิวดอยกิ่วลม มีคนบอกว่าทะเลหมอกที่นี่สวยงามมาก แต่คณะของผมมาสายไปหน่อย หมอกเลยลาไปหมดแล้ว แต่ความงามของทิวทัศน์ที่นี่สวยงามมาก มองไกลไปถึงดอยหลวงเชียงดาวที่ตั้งทะมืนอยู่ไกลๆ  ผมไม่ทราบว่าคนที่อ่านอยู่นี้วัยจะทันดูภาพยนตร์ของศุภักษรหรือเปล่า แต่ผมรู้จักห้วยน้ำดัง ห้วยน้ำรู ดอยสามหมื่นเป็นครั้งแรก ก็จากภาพยนตร์ของคุณศุภักษรนี่แหละ ยังจำได้ว่าในตอนนั้น ผมเคยตั้งใจไว้ว่า เมื่อไหร่ที่ผมมีโอกาสต้องมาที่นี่ให้ได้ (ผมมันเด็กใต้ อ.หาดใหญ่ การขึ้นมาจากชายแดนใต้ มายังจ.เหนือสุด ไม่ง่ายเลย ในวัยเด็ก) 

 

ที่ห้วยน้ำดังหลังจากได้มาถึง ผมไม่ผิดหวังเลย กับการรอคอยที่แสนนาน สวยงามอย่างที่เคยเห็นในภาพยนตร์ เสียดายอยู่อย่างเดียว ที่ไม่ได้มานอน และตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ แต่เอาเถอะผมวางแผนไว้แล้วว่าจะมานอนที่นี่ให้ได้ ไม่นานนี้แหละ เราใช้เวลาตลอดช่วงเช้าที่ห้วยน้ำดังนี้  หลังจัดการกับอาหารเที่ยงเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางต่อไปยัง อ.ปาย โดยก่อนถึงอ.ปาย เราก็ได้แวะเที่ยวที่โป่งเดือด ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่และเล็ก ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการก่อสร้างเสริมอะไรเพิ่มเติม ผมว่าดูดีออก จากจุดจอดรถเดินต่อประมาณ 500 ม. ผ่านเส้นทางเล็กๆ มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ที่โป่งเดือด เป็นธรรมเนียมว่ามาถึงแล้วอย่าลืมนำไข่มาต้มด้วยละไม่อย่างงั้นเดี๋ยวจะเชยเอา 

 

จากโป่งเดือดเราก็มุ่งตรงเข้าสู่ปายทันที เพราะเริ่มจะเย็นแล้ว กลัวว่าจะไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยในปาย เพราะจริงๆแล้วที่ปายเป็นแค่จุดแวะพักเท่านั้นตามแผนเดิม จุดที่เราไปเที่ยวชมก็คือ วัดน้ำฮู้ ซึ่งมี พระอุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ คาดว่าสร้างสมัยพระนเรศวร โดยส่วนบนของพระเศียรสามารถเปิดได้ และในนั้นจะมีน้ำซึมออกมาอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่วนด้านหลังโบสถ์ จะมีเจดีย์เล็กๆสีขาว โดยเชื่อกันว่า เป็นที่เก็บอัฐิ ของพระนางสุพรรณกัลยา พระพี่นางของพระนเรศวร 

 

หลังจากออกจากวัดน้ำฮู เราก็เข้าเมืองปายกันเพื่อเดินชมเมือง ช่วงที่ไปนั้นฝรั่งมากจริงๆ เราชมกันพักใหญ่จนค่ำ ก็เดินทางเข้าที่พักที่เป็นรีสอร์ทแบบโฮมสเตของพี่สาวของพี่ในคณะ ที่ตั้งอยู่นอกเมือง เช้าวันต่อมาหลังจากจัดการกับอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยจุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้คือ เมืองแม่ฮ่องสอนตลอดเส้นทาง เราจะวิ่งกันอยู่แต่บนเขาสูง แต่ทิวทัศน์สวยงามมาก ระหว่างทาง เราแวะพักรถที่ จุดชมวิว กม.ที่ 123-124 ซึ่งจะมีชาวเขา มาวางขายของที่ระลึกกัน จุดนี้จะอยู่สูงถึง 1,300 เมตรเชียว ต่อจากจุดนี้ลงไปเส้นทางจะคดเคี้ยวมาก แต่สามารถชมวิวได้ทั้งสองข้างทาง ที่เป็นหุบเหวโดยตลอด จนกระทั่งถึงหลัก กม.ที่158ก็จะถึงจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งซึ่งได้จัดทำเป็นลานเล็กๆ มีศาลาที่พัก เรียกว่า จุดชมวิวปางมะผ้า มองไปจะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนไกลสุดตา ผมว่าถ้าเป็นช่วงเช้าน่าจะเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามมาก

 

ปางมะผ้าอำเภอเล็กๆ ระหว่างทางสู่แม่ฮ่องสอน เราแวะเที่ยว ถ้ำน้ำลอด ซึ่งมีลักษณะเป็นโพลงขนาดใหญ่ ใต้ขุนเขา โดยในถ้ำนี้ จะมีโบราณวัตถุที่สำคัญคือ โรงผีแมน ซึ่งว่ากันว่ามีอายุกว่า 2,000 ปี นอกจากนี้หินงอกหินย้อย ภายในถ้ำก็มีความสวยงามมาก การเดินทางภายในถ้ำมีความสะดวกสบายมาก เพราะมีการทำทางเดินไว้ให้อย่างดี ที่เที่ยวภายในถ้ำนอกจากโรงผีแมนแล้ว ก็ยังมี ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา

และระหว่างทางจะมีสะพานข้ามลำน้ำ ซึ่งมีปลาอาศัยอยู่อย่างมากมายนับพันนับหมื่นตัว เท่าที่สังเกตุดูรู้สึกจะขนาดเท่าแขนทั้งนั้น แต่การจะเที่ยวให้ทั่วทั้งถ้ำ เราจะต้องเช่าแพเพื่อชมถ้ำส่นที่เหลือ จนกระทั่งทะลุออกจากถ้ำอีกด้านหนึ่ง ซึ่งใกล้กับที่อาศัยของนกนางแอ่นและค้างคาวนับแสนตัว ชาวบ้านบอกว่าเย็นๆ จะได้เห็นฝูงค้างคาวออกหากิน แต่เสียดายมากที่เราต้องเดินทางกันต่อ เลยไม่ได้อยู่ดู จากถ้ำน้ำลอด เราแวะอีกจุดก่อนเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน คือที่ถ้ำปลา ซึ่งมีปลาอาศัยอยู่ในถ้ำอีกเหมือนกัน แต่ผมว่าสู้ที่ถำน้ำลอดไม่ได้ กว่าจะถึงตัวเมืองก็เล่นเอาเย็นย่ำค่ำเอาเหมือนกัน เราวนรถเล่นชมเมือง ดูสนามบิน จากนั้นก็หาที่พักแรมกัน กว่าจะวนหาที่พักได้เล่นเอาค่ำ 

วันต่อมาเรานัดกันว่าจะออกเที่ยวกันตั้งแต่เช้ามืด (ตีห้า) จุดหมายปลายทางก่อนแสงอาทิตย์ขึ้น อยู่ที่วัดพระธาตุดอยกองมู เขาถือกันว่า ใครก็ตามที่มาที่แม่ฮ่องสอน แล้วไม่ได้ขึ้นมาไหว้พระธาตุ ถือว่ายังมาไม่ถึงแม่ฮ่องสอน วิวบนเขายามเช้าเมื่อมองลงมายังตัวเมือง สวยงามมาก แสงสีท่ายกลางสายหมอก ผมมีรูปมาให้ดูด้วย แนะนำให้ขึ้นมาถ่ายภาพช่วงเช้ามืดสวยงามจริงๆครับ 

 

หลังจากลงจากพระธาตุ ทริปวันนี้ก็เริ่มขึ้นที่วัดจองคำ และวัดจองกลาง ซึ่งดูแล้วเหมือนกับวัดแฝด มีลักษณะการก่อสร้างที่สวยงามมาก ที่ผมชอบภายในวัดก็คือ การโยนเงินลงบาตร ซึ่งบาตรประจำวันเรา จะหมุนอยู่แล้วเราต้องโยนเงินให้ลงในบาตร เป็นลักษระการทำบุญที่น่าสนใจมาก หมดไปหลายเหรียญเอาเหมือนกัน บริเวณหน้าวัดจะมีหนองขนาดใหญ่ เรียกว่าหนองจอกคำ เป็นจุดที่เป็นที่นิยมสำหรับถ่ายรูปมาก

ต่อจากนั้นเราก็เดินทางกันต่อ โดยการล่องเรือไปบ้านน้ำเพียงดิน โดยไปขึ้นเรือกันที่บ้านห้วยเดื่อ ที่ไม่ได้ล่องแพเพราะช่วงที่ไปน้ำน้อยเลยอด ระหว่างเทางไปบ้านน้ำเพียงดินซึ่งอยู่ตรงชายแดนไทย-พม่า เราแวะเยี่ยมชมกระเหลี่ยงคอยาวที่บ้านห้วยปูแกง ได้มีโอกาสถ่ายภาพกับกระเหรี่ยงคอยาว คนที่สวยที่สุดในหมู่บ้านด้วยนะ แต่ได้ข่าวว่าเธอเสียไปซะแล้ว 

 

เสร็จจากการล่องเรือ เราก็เดินทางกันต่อ ไปยังน้ำตกแม่สุรินทร์ ซึ่งต้องผ่านทุ่งบัวตองด้วยแต่ บัวตองร่วงหมดทุ่งแล้ว เลยไม่มีภาพสวยๆมาฝาก แต่ทิวทัศน์ในบริเวณนั้นสวยมากครับน่าหาโอกาสดูพระอาทิตย์ขึ้นซักที ช่วงที่ผมไปช่วงนั้นกำลังซ่อมแซมถนนอยู่ การเดินทางส่วนใหญ่จึงค่อนข้างทุลักทุเล เราถึงน้ำตกแม่สุรินทร์เอาช่วงบ่ายๆเย็นๆแล้ว จึงทำให้ไม่มีเวลาที่จะลงไปถึงบริเวณน้ำตกด้านล่างได้ จึงได้แต่ชมอยู่ด้านบน ซึ่งจุดชมวิวที่จัดไว้ ได้มุมกับน้ำตกมาก กว่าจะออกมาถึงถนนใหญ่ไปแม่สะเรียงได้ก็เล่นเอาเย็นย่ำค่ำซะแล้ว ยังไปไม่ถึงไหนเลย 

 

ขอพักเหนื่อยก่อน แล้วตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อถึงการเดินทางต่อไปยัง สถานีเรดาห์โครงการฝนหลวง ที่พักต่อไปของเรา เป็นจุดที่ผมขอบอกเลยว่าประทับใจที่สุดที่หนึ่งสำหรับผมเลยครับ

 

โดย หนึ่ง_วันฉัตร

 

กลับไปที่ www.oknation.net