วันที่ พุธ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่น้ำ........สีเขียวคราม


           

            แม่น้ำ..................สีเขียวคราม

            สารคดีรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี พ.ศ. 2552 คือ "แม่น้ำสีเขียวคราม" ผลงานของ บำเพ็ญ ไชยรักษ์

                นามนี้ ผมได้พบและได้ยินเป็นครั้งแรก เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน แต่จำไม่ได้แล้วว่าเห็นที่ไหน วัน เดือน ปีใด รู้แต่ว่าจดจำนามนี้ได้ คงเพราะ "นามธรรม" บางอย่างที่แผ่รังสีออกมาจากตัวตน ผ่านถ้อยคำหรือถ้อยความในห้วงเวลาสั้นๆ ห้วงหนึ่งที่ "ดูเหมือนเราเคยพบกัน" ทั้งที่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น ความทรงจำของผมอาจสับสน

                เมื่อผมได้อ่าน "แม่น้ำสีเขียวคราม" ผมรู้สึกได้ถึงความใสเย็น ล้ำลึก ได้กลิ่นป่าเขา ได้ยินเสียงลมหายใจของชุมชน ได้ยินเสียงดีดสีตีเป่า ท่วงทำนองและจังหวะ แห่งลมหายใจของผู้คน

                 "แม่น้ำสงคราม" ลำน้ำสายสำคัญแห่งอีสานตอนบน อันมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน มีภูลังกา ภูทอก ภูวัว คอยเกื้อกูลหล่อเลี้ยง มีห้วยสงคราม ที่อำเภอส่องดาว สกลนคร เป็นหัวใจ มีลำห้วยใหญ่น้อยอีกหลายสายมาร่วมระหกระเหินเดินทางไปด้วยกันในนามแม่น้ำสงคราม ไหลหล่อเลี้ยงแผ่นดิน 4 จังหวัด คือ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย นครพนม ก่อนจะไหลไปบรรจบแม่น้ำโขง ที่ปากน้ำไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ความยาวกว่า 400 กิโลเมตร

                นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้น สารคดีเล่มนี้เพียบพร้อมไปด้วยข้อมูล ประกอบเข้ากับประสบการณ์ของผู้เขียนที่ลงไปสัมผัสกับผู้คน และสถานที่ ในฐานะอาสาสมัครทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสงคราม จ.สกลนคร ในโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ของมูลนิธิ บำเพ็ญ ไชยรักษ์ ยังมีผลงานเรื่องสั้น ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ต่างๆ อยู่ประปราย ไม่มากชิ้น แต่ก็เข้มข้น และจริงจัง เช่นเรื่อง "เงาคนบนผืนน้ำ" ที่ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ (จุดประกายวรรณกรรม) ที่งดงามล้ำลึกในความง่าย

                ผมอ่านสารคดีเล่มนี้ด้วยความรื่นรมย์ ได้รับสรรพความรู้ทั้งด้านภูมิประเทศ วัฒนธรรม ตำนาน ประเพณี วิถีชีวิต การกิน การอยู่ กระทั่ง ต้นไม้ใบหญ้า ที่สำคัญคือ ได้อรรถรส
                 "คนน้ำสงครามนั้นมีไหปลาแดกหลายไหปลาแดกใหญ่"
                 ทำให้ผู้อ่านได้ซาบซึ้งถึง "อารยธรรมปลาแดก" ของชาวอีสาน

                บำเพ็ญ ไชยรักษ์ นำเสนอชีวิตของลำน้ำสงครามอย่างครบถ้วนทุกมิติ ทำให้เห็นภาพการเจริญเติบโต
และพัฒนาการของชุมชนตั้งแต่บรรพกาล จนปัจจุบัน และยังมองไปถึงอนาคตที่ลำน้ำแห่งนี้ ต้องหลั่งไหลไปในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกาภิวัตน์

                ผมเองไม่เคยได้ไปสัมผัสลำน้ำสงครามสักครั้ง บ้านผมอยู่ "ลุ่มน้ำยม บรรจบน่าน" ไหลรินไปรวมกับแม่น้ำปิง (และวัง) เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำยมช่วงที่ไหลผ่านบ้านผมนั้นละเลงละลายหลากหลายสารเคมี บางปีปลาตายลอยเป็นแพน่าอนาถ ได้แต่ภาวนาให้มนุษย์สุดประเสริฐทั้งหลายได้เรียนรู้ที่จะรักสายน้ำทุกสายที่เปรียบเสมือนกษิรธารา แห่งมารดา หล่อเลี้ยงบุตรธิดาอย่าได้ทำร้าย ทำลายกลายเป็นเนรคุณ

                แม่น้ำสงคราม เป็นแม่น้ำเพียงไม่กี่สายที่ยังไม่มี "เขื่อน" ขวางกั้น เขื่อนคือสัญลักษณ์แห่งโมหะอวิชชาของมนุษย์ ที่หลงทะนงตนว่ายิ่งใหญ่ เข้าไปจัดการควบคุม แม่พระธรรมชาติ

                ผมขอขอบคุณ บำเพ็ญ ไชยรักษ์ ที่ให้ผมได้รู้จัก แม่น้ำสงคราม คงมีสักวันที่ผมจะได้มีโอกาสไปสัมผัส อย่างน้อยได้ไปล่องเรือ เขียนบทกวีสักเล่ม ไปพำนักพักผ่อนแอบอิงสายน้ำ เขียนภาพสีน้ำสวยๆ สักชุด โดยอยู่กับปัจจุบัน ขณะไม่วิตกกังวลถึงอนาคตแห่งสายน้ำ

                "สมัยนั้น ไปต้มเกลือก็เหมือนการไปทำงานกรุงเทพฯ ของหนุ่มสาวสมัยนี้เลยทีเดียว...เป็นการแสวงโชคครั้งหนึ่งในชีวิต...จะว่าทุกข์ก็ทุกข์หลาย จะว่าม่วนซื่นกะม่วนชื่นหลาย"
 ประทับใจจริงครับ

"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"

คมชัดลึก

เกี่ยวกับผู้เขียน
       
       บำเพ็ญ ไชยรักษ์ เกิดและเติบโตที่จังหวัดสกลนคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๔ ? ๒๕๔๘ เคยเป็นอาสาสมัครทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสงคราม จังหวัดสกลนคร ในมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลและวิจัย กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา จังหวัดอุดรธานี และปัจจุบันเป็นกองบรรณาธิการวารสาร ?อ่าน? เคยมีผลงานเรื่อง ?การถ่ายโยงภูมิปัญญาขบวนการแห่งเสรีภาพของชาวบ้านนาสะไมย์? (๒๕๔๑) ซึ่งเป็นผลงานสารคดีเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมการประกวดสารคดีระดับอุดมศึกษาครั้งที่ ๑ ของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ต่อมามีผลงานสารคดี เรื่องสั้น บทความ และข่าวสะท้อนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามสื่อสิ่งพิมพ์เป็นครั้งคราว

โดย virayuthniyomchat

 

กลับไปที่ www.oknation.net