วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของสถาบันในสังคม: มุมมองของทอฟเฟลอร์


ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของสถาบันในสังคม

: มุมมองของทอฟ เฟลอร์

สมัยที่ภาครัฐเป็นสถาบันเดี่ยวครอบงำสังคม นับตั้งแต่ยุคก่อนก่อตั้งรัฐ (สังคมบรรพกาลหรือสังคมเกษตรกรรมยุคพอยังชีพ) หรือรัฐเกิดขึ้นแล้วแต่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในกำมือของชนชั้นปกครอง ความเปลี่ยนแปลงในสังคมมีน้อยและเปลี่ยนในช่วงเวลา (speed)ที่ช้ามากจนยากจะสังเกตเห็น สภาวะเดิม (status quo) เปลี่ยนผ่านจากผู้คนยุคหนึ่งหรือรุ่นหนึ่งไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อไป อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งสังคมเป็นอนุรักษ์นิยมกันแทบทั้งหมด โดยเฉพาะไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินซึ่งขาดแคลนทั้งความรู้และโอกาสที่จะสัมผัสกับความเปลี่ยนแปลง นาน ๆ ครั้งจะมีผู้ปกครองที่มีปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์ที่จะริเริ่มความคิดใหม่ ๆ ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นในภารกิจด้านศึกสงคราม ส่วนด้านการพัฒนายามบ้านเมืองสงบเป็นกรณีที่ได้ยินได้ฟังกันน้อยมาก

ครั้นมาถึงสังคมสมัยใหม่ จะเห็นได้ชัดเจนว่าจังหวะ (pace) หรือสปีดของการเปลี่ยนแปลงเพิ่มความเร็วขึ้นจนตามไม่ทัน การเปลี่ยนอัตราความเร่งไม่ได้เพิ่มสม่ำเสมอแบบเลขคณิต แต่เป็นแบบเรขาคณิต โครงสร้างสถาบ้นในสังคมค่อย ๆ เปลี่ยนโฉมหน้าสะกดรอยตามความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาห่าง ๆ จากโครงสร้างเรียบง่าย กลายเป็นสลับซับซ้อน (complex) จากเอกภาพ (homogenous) กลายเป็นหลากหลาย (diversified และ heterogenous) จากแกนเดี่ยว (monocentric) กลายเป็นหลายแกน (polycentric) จากการแบ่งคนตามระบบวรรณะ (caste system) บนพื้นฐานของกำพืด (ascriptive) กลายเป็นการแบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจสังคม (socio-economic classes) บนพื้นฐานของผลงานหรือความสำเร็จ (achievement) ของบุคคล ความเปลี่ยนแปลงและความเจริญไม่ได้แบ่งสรรปันส่วนไปอย่างเท่าเทียมกันทุกพื้นที่ภูมิศาสตร์หรือทุกชุมชนในสังคม มีประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนหนึ่ง และมีประเทศที่ล้าหลัง (backward หรือ underdeveloped) เป็นจำนวนมาก ในประเทศหนึ่ง ๆ ก็มีความเป็นอยู่หลายระดับปะปนกันอยู่ มีทั้งศูนย์กลางที่เป็นเมือง (urban) อันเป็นศูนย์ของการปกครอง อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การคมนาคมและนาครธรรม (urbanity) และมีส่วนชายขอบ (margins) ที่เป็นชนบทอันเป็นเขตเกษตรกรรม ชาวบ้านยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นสังคมที่มีองค์ประกอบคู่ขนานที่เรียกว่า “ทวินิยม” (dualism) แตกต่างทั้งในมิติเศรษฐกิจ มิติสังคมและมิติการเมือง (สองนคราประชาธิปไตย)     

เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น สถาบันครอบครัวซึ่งเคยเป็น “เสาหลัก” ของสังคมเกษตรกรรมก็ถูกเบียดไปอยู่แนวหลังเป็นแบ็คกราวน์ สถาบันศาสนาหรือศาสนจักรซึ่งเคยยิ่งใหญ่กว่าสถาบันปกครองด้วยซ้ำก็ถูกลดบทบาทลงเปิดทางให้แก่กระแสอิทธิพลทางโลกธรรม (secularization) มีการจำแนกบทบาทศาสนจักรกับอาณาจักร (church - state) ออกจากกันชัดเจน สถาบันภาครัฐยิ่งนานวันจะถูกมองว่าเป็นอนุรักษ์นิยม ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบกับสถาบันเศรษฐกิจ/ธุรกิจ โดยเฉพาะยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

ระดับการพัฒนาที่แตกต่างฉีกกว้างจากกันระหว่างสังคมทำให้ผู้สัญจรจากสังคมด้อยพัฒนาไปประสบพบเห็นสังคมทันสมัยแบบบ้านนอกเข้ากรุงเกิดอาการช้อคทาง

วัฒนธรรม (culture schock) ปรับตัวปรับใจไม่ได้ แต่อัลวิน ทอฟเฟลอร์ (Alvin Toffler) นักวิชาการผู้สังเกตการณ์การเร่งสปีดการเปลี่ยนแปลงของสังคมตามอัตราเรขาคณิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้บันทึกข้อสังเกตไว้ในหนังสือ Future Schock ของเขาตั้งแต่ปี 1970 ( นับว่าเป็นรุ่นแรก ๆ ในวรรณกรรมชุดการเปลี่ยนแปลงระบบโลกที่เป็นตำราเรียนของรัฐประศาสนศาสตร์ เช่น Donella Meadows, The Limits go Growth (1972) John Naisbitt, Megatrends (1982) และ Global Paradox (1994), Fritjof Capra, The Turning Point (1982), Don Tapscott, The Digital Economy  (1996), Juan Enriquez, As the Future Catches You  (2000), และ Thomas Friedman, The World is Flat  (2005)  คนที่จะช้อคไม่ต้องเดินทางออกไปต่างแดนห่างไกลที่ไหน ปักหลักอยู่ในบ้านเมืองเดิมนี่แหละ ทอฟเฟลอร์เล็งเห็นว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงสังคมรอบตัวคุณเมื่อต้นทศวรรษ 1970 ก็จะช้อคคุณได้ เพราะอนาคตมาถึงคุณและกลายเป็นอดีตอย่างมากมายและรวดเร็วเหลือเชื่ออย่างที่เรียกว่า future schock ทอฟเฟลอร์กล่าวแนะนำหนังสือเล่มนี้ไว้ในคำนำว่า This is a book about what happen to people when they are overwhelmed by change. It is about the ways in which we adapt – or fail to adapt – to the future. เขากล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ ในท่ามกลางสภาวะที่ไม่จีรัง (transcience) วัสดุหรือสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ชั่วคราว (ผ้าอ้อมไดเปอร์ กระดาษทิชชู่ ปากกาบอลล์เพ็น กล้องถ่ายรูปใช้ครั้งเดียว แฟชั่นเสื้อผ้าหรือสินค้าไฮเท็คที่ล้าสมัยหลังจากวางตลาดไปไม่กี่อีดใจ ฯลฯ) จนทำให้สังคมกลายเป็นสังคมทิ้งของ (throw-away society) ที่ผลิตขยะล้นขีดความสามารถของเทศบาลในการจัดเก็บทุก ๆ วัน ผู้คนย้ายถิ่นฐานหรือย้ายงานเป็นว่าเล่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างฉาบฉวย "องค์การ" (organization) ที่เคยเป็นสถาบันแบบ bureaucracy ที่อยู่ยงคงกะพันก็ค่อย ๆ กลายสภาพเป็นการรวมตัวกันชั่วคราวแบบเฉพาะกิจ (the adhocracy)

นักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารการพัฒนาที่อ่านและใช้งานนี้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จึงรู้จักและคุ้นเคยกับแนวความคิดเรื่อง "change" มานานก่อนที่บารัก โอบามาจะนำคำนี้มาใช้เป็น slogan หาเสียงทางการเมือง กูรูทางรัฐประศาสนศาสตร์เช่นดไวท์ วอลโดได้เขียนเตือนประชาคมวิชาการให้ตระหนักและอ่อนไหวต่อ "การเปลี่ยนแปลง" มานานในหนังสือ Public Administration in a Time of Turbulence (1971) ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 ก่อนที่ความคิดและวรรณกรรม new public management จะแพร่หลาย นักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในเมืองไทย (โดยเฉพาะที่ NIDA) จึงเรียนรู้และเข้าใจ “การเปลี่ยนแปลง” กันมาตั้งแต่ครั้งนั้นและยึดถือคติว่า นักบริหารต้องไม่เกลียดและกลัวการเปลี่ยนแปลง นักบริหารต้องใช้ “การบริหารการพัฒนา” (development administration หรือ development management) เป็นกิจวัตร ไม่เพียงแต่จะเป็นฝ่ายรับ (defensive) ใช้แนวความคิด SWOT วิเคราะห์และปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น นักบริหาราต้องปฏิบัติการเชิงรุก (offensive) คือจะต้องเป็นผู้สร้างหรือเป็นตัวนำความเปลี่ยนแปลง (change agent) เสียเอง

ปี 1980 ทอฟเฟลอร์กลับมาเสนอผลงานใหม่ใน  The Third Wave  (คลื่นลูกที่สาม) ซึ่งเป็นหนังสือโด่งดังอีกเล่มหนึ่ง งานชิ้นนี้ ทอฟเฟลอร์รับบทเป็นนักทฤษฎีที่พยายามจะนำเสนอกรอบความคิดของการเปลี่ยนแปลงของระบบโลกโดยมองย้อนอดีต (retrospective) ครอบคลุมกรอบเวลายาวนานของประวัติศาสตร์โลก  เขามองเห็นคลื่นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ 3 ลูกด้วยกัน คลื่นลูกแรกได้แก่การเกิดขึ้นของสังคมเกษตรกรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผลของคลื่อนลูกนั้นทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนโฉมหน้ายกระดับจากสัตว์โลกอื่นที่ดำรงชีวิตโดยการ “หากิน” (การแสวงหา การเก็บ (pick) พืช ผลไม้ ของป่า ทรากสัตว์และการล่าสัตว์ (hunt) เป็นอาหารและ เครื่องนุ่งห่มมาเป็นการผลิตอาหารโดยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ประมง และสร้างที่อยู่อาศัยแทนแหล่งพำนักตามธรรมชาติ ครอบคลุมกรอบเวลาตั้งแต่ 8,000 ปีก่อน ค.ศ. จนถึงระยะเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างศตวรรษที่ 17 และ 18 (1650 – 1750 ) คลื่นลูกที่สองได้แก่วิถีชีวิตมนุษย์และสังคมในยุคอุตสาหกรรม (industrialization) อันเป็นผลจากการเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ยกระดับเศรษฐกิจการผลิตทางเกษตรและหัตถกรรมแบบพอยังชีพ (subsistence economy) เป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม (manufacturing) เพื่อการพาณิชย์ ทอฟเฟลอร์เห็นว่า คลื่นลูกที่สามในสหรัฐ ฯ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 1955 เป็นต้นมา (การส่งดาวเทียม การแพร่ขยายของคอมพิวเตอร์ ระบบดิจิตอล อินเตอร์เน็ต ฯลฯ) ความเร็วของความเปลี่ยนแปลงในคลื่นลูกที่สามนี่เองที่เป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์ future shock

ในทศวรรษ 1990 ทอฟเฟลอร์มีผลงานหลายเล่มขึ้น ในภาพรวม เป็นความพยายามที่จะพรรณนาและอธิบายปรากฎการณ์ทางการเมือง อำนาจและการทหารในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภายหลังคลื่นลูกที่สาม ได้แก่  The Power Shift (1990) หลังจากนั้น อัลวิน ทอฟเฟลอร์ก็ยกย่องและให้เกียรติคู่ชีวิตคือไฮดี้ ทอฟเฟลอร์เป็นผู้เขียนร่วม (co-author) ในงานรุ่นใหม่  War and Anti-War: Survival at the Dawn of the 21st Century (1993) และ Creating a New Civilization: The Politics of the Third Wave  (1995)

ในสหัสวรรษใหม่ อัลวินและไฮดี้ ทอฟเฟลอร์ก็ยังมีไฟที่จะนำเสนอผลงานวิชาการออกมาอีกใน Revolutionary Wealth  (2006) เนื้อหาของเล่มใหม่นี้เป็นการผละจากเนื้อหาด้านการเมืองการทหารหันมาโฟกัสทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประสงค์จะทบทวนแนวความคิดและลักษณะของ “ความมั่งคั่ง” (wealth) ดูว่าจะแตกต่างจากความมั่งคั่งที่อดัม สมิธเคยสำรวจไว้ใน An Inquiry into the Wealth of Nations เมื่อปี 1776 อย่างไร?

การโปรยเนื้อหาเรื่องราวของทอฟเฟลอร์ไว้มากมายก็เพื่อบันทึกผลงานและความคิดของเขาด้านการเปลี่ยนแปลง หนังสือเล่มใหม่ของเขามีเนื้อหาถึง 50 บท ข้อเขียนใน blog นี้ตั้งใจจะกล่าวถึงเพียงเนื้อหาบางส่วนของบทที่ 5 ซึ่งเป็นความสนใจหลักของข้อเขียนนี้ได้แก่เรื่อง “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของสถาบันในสังคม” บทอุปมาอุปมัยของทอฟเฟลอร์เปรียบสถาบันทั้ง 9 ของสังคมอเมริกันเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งบนทางด่วนด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน (1) สถาบันที่วิ่งนำหน้าขบวนด้วยความเร็วหนึ่งร้อยไมลต่อชั่วโมงได้แก่สถาบันธุรกิจของภาคเอกชน (2) สถาบันภาคประชาสังคม (civil society) เคลื่อนไหวตามมาติด ๆ ด้วยความเร็วเก้าสิบไมล์ต่อชั่วโมง (3) ที่น่าทึ่งก็คือ สถาบันครอบครัวหรือครัวเรือน (household) อเมริกันเคลื่อนที่ตามมาในอันดับที่สามด้วยความเร็วหกสิบไมล์ต่อชั่วโมง (4) สถาบันสหภาพแรงงาน เคลื่อนไหวตามมาด้วยความเร็วกึ่งหนึ่งของสถาบันครอบครัว คือสามสิบไมล์ต่อชั่วโมง (5) สถาบันราชการของภาครัฐเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง (6) ที่ผิดคาดอีกเหมือนกันได้แก่สถาบันโรงเรียนของสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนไหวตามมาด้วยความเร็ว (หรือความช้า ?) 10 ไมล์ต่อชั่วโมง (7) สถาบันองค์การระหว่างประเทศ (โลกบาล) เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง (8) สถาบันการเมือง เช่นสภาหรือฝ่ายบริหาร เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง และ (9) ที่วิ่งรั้งท้ายคือสถาบันกฎหมาย (ซึ่งจัดเป็นสองส่วนได้แก่ สถาบันศาล ตุลาการและคณะวิชานิติศาสตร์ส่วนหนึ่ง และสารบัญญัติของกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพียง 1 ไมล์ต่อชั่วโมง

ถึงแม้กลุ่มสถาบันเหล่านี้จะอยู่ในบริบทของสังคมอเมริกันในสหัสวรรษใหม่นี้ แต่ข่าวสารหรือข้อเท็จจริงที่สำรวจไว้นี้สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า สังคมประกอบด้วยสถาบันกลุ่มต่าง ๆ ซี่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกันไป ข้อที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ขีดความสามารถ ความพร้อม ทรัพยากร ความรู้ บุคลากร วัฒนธรรมองค์การ เงื่อนไข กฎระเบียบข้อบังคับ ของแต่ละกลุ่มสถาบันทำให้มีระดับหรือความคล่องตัว (mobility) ที่ต่างกันหลายขุม ทฤษฎีการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาอย่างสมดุล (balanced development) นั้นในทางปฏิบัติทำได้ยากยิ่ง

 

ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสายตาของนักวิเคราะห์รายการต่าง ๆ ตามสื่อมวลชนมักจะแสดงความคับข้องใจ (frustration) ในความเชื่องช้า มะงุมมะงาหรา หรือเรือเกลือ ของสถาบันต่าง ๆ ในบ้านเราก็อาจจะรับรู้ข่าวนี้ด้วยความรู้สึกต่างกัน บ้างก็รู้อยู่แล้ว บ้างก็ประหลาดใจ หรือบางคนอาจจะโล่งใจมีเพื่อนบ้านร่วมหงุดหงิดกับความล่าช้าไม่ทันใจของหลาย ๆ สถาบันในบ้านเขาด้วย ไม่ได้มีแต่บ้านเราเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ปฐม_มณีโรจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net