วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผ่ายุทธศาสตร์-ยุทธวิธีขบวนการ



 

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีอดีตหัวหน้าพรรคสำคัญของใต้ แอบไปพบกับประธานเบอร์ซาตูที่ฟากฝั่งโน้น แล้วชิงเอาดีใส่ตัว พร้อมกับโฆษณาว่า ได้ไปพบแกนนำฝ่ายก่อความไม่สงบ และรู้ถึงความต้องการและเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี  เพื่อหวังชิงคะแนนชนะใจมวลชน และผลสรุปคือ ให้การปกครองตนเอง ซึ่งความจริงคนในแวดวงการบ้านการเมือง ย่อมรู้ดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้

 วันนี้การประสานงานพบปะพูดคุยระหว่างเลขาส่วนตัวของอดีตหัวหน้าพรรค กับใครต่อใครในฟากฝั่งโน้น จึงมีกันบ่อยๆ ขึ้น ส่วนจะไปพบเจอตัวจริงหรือตัวลวง ก็ว่ากันไป  เอาเป็นว่า  ฉันสนใจปัญหาภาคใต้แล้วล่ะ

 เรื่องที่น่าเป็นห่วงวันนี้ของสถานการณ์คือ เข้าใจว่าตนเองเข้าใจ เข้าไม่ถึง แต่คิดว่าเข้าถึง  พัฒนาตามใจกันจนรู้สึกว่าพัฒนาจริงจัง ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญให้เข้าร่วมฟังการอบรมจากหน่วยงานต่างๆ ที่มะรุมมะตุ้มลงพื้นที่เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา แม้แต่กระทรวงยุติธรรม ก็ยังอุตส่าห์มีโครงการลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาด้วย ไปไกลขนาดจะมีกฎหมายพิเศษใช้ศาลพิเศษที่เรียกว่า "ชารีอะห์" ผู้เขียนจึงขออนุญาตทบทวนความเห็นเดิมๆ สักนิด

 ขบวนการที่ก่อการในปัจจุบัน เป็นผลมาจากพัฒนาการของ "ขบวนการกู้ชาติฟาตอนี"  ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ถ้าจะนับห้วงเวลาคงพอจะสรุปได้ว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้จัดตั้งกันใหม่ ระดมพลกันใหม่ในห้วงทศวรรษนี้  มีการจัดตั้งบุคลากรเก่าและใหม่ผสมกัน

 วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีกันใหม่  วิเคราะห์สังคม วิเคราะห์มวลชนกันใหม่  โดยพิเคราะห์ว่า  มวลชนปัจจุบัน  แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามสภาพ นัฟซุนฺ (กิเลส) คือ

 (1) รักศาสนา และมีความเป็นปัญญาชน  จะผ่านการศึกษาหรือกำลังศึกษาที่ไหน ทั้งภายในและต่างประเทศ

 (2) ขาดความสัมพันธ์กับภายนอกสังคมตนเอง  มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารน้อย  รายได้ต่ำ  ทะเยอทะยาน ติดยึดวัตถุ

 (3) มีอคติต่อรัฐ   โดยเฉพาะความอธรรม ที่เคยเกิดกับบิดามารดาหรือญาติพี่น้อง หรือคนสนิท
 (4) ใฝ่หาชื่อเสียงและต้องการการยอมรับจากสังคม  เน้นบุคคลแนวหน้าของสังคม ชอบการสรรเสริญเยินยอ เช่น นักธรุกิจ นักการเมืองท้องถิ่น  ครูบาอาจารย์

 การแยกประเภทกลุ่มคนในสังคมเช่นนี้นั้น เป้าประสงค์หลัก คือ
 (ก) สามารถกำหนดกรรมวิธีจัดตั้ง
 (ข) หาจุดร่วมหรือแรงจูงใจให้แนวร่วมสามารถรับภารกิจได้
 (ค) กำหนดภารกิจเฉพาะได้ชัดเจน ไม่เสียลับง่าย
 หากเราดูเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า  ขบวนการมีความละเอียดมากขึ้น ต่างจากเดิมที่จะจัดตั้งแนวร่วมโดยพิจารณาจากทัศนะส่วนตัวของมวลชนเป็นหลัก คือ มีทัศนะเป็นบวกต่ออุดมการณ์อยู่แล้ว จึงดำเนินการพัฒนาสัมพันธ์จัดตั้งเป็นแนวร่วม

 แต่ในยุคปัจจุบันเริ่มด้วยการสร้างกระแสร่วมต่อมวลชนก่อนโดยการให้ข้อมูลข่าวสาร  ข่าวลวง ข่าวลือ ข่าวยกเมฆ บริโภคข่าวขยะแล้วแยกมวลชนตามกรอบ 4 ประเภทข้างต้นเพื่อกำหนดวิธีการนำเสนอและพัฒนาสัมพันธ์จนไปสู่การจัดตั้ง เป็นแนวร่วม และมอบภารกิจเล็กใหญ่ตามสภาพแนวร่วม เพื่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กร  ซึ่งเป็นไปตามลักษณะนิสัยของชนชาวมลายูที่รักถิ่นฐาน รักพวกพ้อง  และไม่ไว้วางใจกระบวนการยุติธรรมไทยอยู่แต่เดิม

 ส่งผลให้ฝ่ายรัฐเห็นว่าแนวร่วมมีจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างการบริหารองค์กรอย่างชัดเจนได้ ถ้าเราพูดคุยกับคนในขบวนการ เราจะเห็นความแตกต่างในระดับแกนนำก็คิดอีกอย่าง ระดับล่างก็เข้าใจไปอีกแบบ

 นี่แหละที่ผู้เขียนพูดเสมอๆ ว่า ปัญหาสามจังหวัด ต้องมองแบบบ้านๆ อย่าเอาทฤษฎีมาจับ มาวิเคราะห์มากนัก แล้วที่มองไกลไปถึงการปกครองตนเอง ไม่ว่าจะเสนอด้วยความจริงจัง หรือเพื่อหวังผลทางเมืองก็ตาม สุดท้ายจริงๆ ก็ไม่อาจหาข้อสรุปได้ เพราะอุดมการณ์ไม่ชัดเจนเป็นรูปธรรม มีแต่เพียงเป้าหมาย และนำเสนอความจำเป็นในการต่อสู้

 เปรียบเหมือนรู้ว่าต้องการทำต้มยำ แต่ไม่รู้ว่าเครื่องเคียงมีอะไรบ้าง? ปรุงยังไง? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? ดังนั้น เมื่อมีคนนำเสนอมาให้  ไม่แน่ว่า ผู้รับจะรู้วิธีปรุงหรือไม่? เผลอๆ อาจจะบอกว่าไม่ใช่ต้มยำด้วยซ้ำไป

 เมื่อเรามองเห็นถึงวิธีการจัดตั้ง ก็คงต้องดูต่อว่าแนวคิดหลักหรืออุดมการณ์ ที่ใช้ขับเคลื่อน คือ อะไร? เบื้องต้น คงต้องบอกว่า  การแยกตนเองออกเป็นรัฐอิสระเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง สร้างระบบและรูปแบบการปกครองของตนเอง  และเชื่อว่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ภายใต้สยามประเทศ  แต่อุดมการณ์ทั้งหมดนี้ เราไม่อาจหาเจอจากเอกสารของขบวนการ หรืออะไรก็ตามที่จะเรียกกันเพื่อแสดงนโยบายหรือแนวทางที่กำลังต่อสู้เพื่อนำสังคมไปสู่เป้าหมายตามอุดมการณ์

 ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอ ข้อสรุปของ "สภาการนำ" หรือ "เดวาน ปีเปนนัน" ซึ่งได้ทำข้อบัญญัติในการต่อสู้หรือหลักการที่จะประกาศต่อมวลชน หรือจะเรียกนโยบายก็คงจะได้ แต่ความจริงผู้เขียนเองก็ยังมึนๆ ว่าจะให้คำจำกัดความว่าเป็นอะไรเหมือนกัน มีทั้งหมด 18 ข้อ ดังนี้

 (1) บรรดากาเฟรสยามที่รุกรานยึดครองฟาตอนี พวกเขาคือผู้เป็นกาเฟรฮารบี (ศัตรูอิสลาม) ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาเป็นที่อนุมัติให้แก่คนอิสลามฟาตอนี เพราะพวกเขาทำการสู้รบรุกรานและยึดครองดินแดนของพวกเรา

 (2) ถือเป็นข้อบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ฟัรดุอีน) สำหรับราษฎร์ฟาตอนี และเพื่อนบ้านมุสลิมที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนฟาตอนีคืนจากผู้รุกรานชาวกาเฟรสยามให้จงได้

 (3) ประชาชนอิสลามฟาตอนีไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองของคนกาเฟรสยาม

 (4) ชาวฟาตอนีเป็นหนึ่งชาชาติ ชาวสยามเป็นหนึ่งชนชาติซึ่งแตกต่างกัน ทั้งภาษาและศาสนา ดังนั้น รัฐฟาตอนีเพื่อชาวฟาตอนีและผู้เป็นอิสลามเท่านั้น

 (5) ทุกชนชาติมีสิทธิอยู่อย่างเสรีและมีเอกราช

 (6) การตายและการมีชีวิตอยู่ในการอภิบาลของอัลลอฮ์ (พระผู้เป็นเจ้า) มีใช่สิ่งถูกสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นกาเฟร

 (7) จงต่อสู้ด้วยทรัพย์สินและชีวิตในแนวทางของอัลลอฮ์ (พระผู้เป็นเจ้า) ด้วย ศรัทธา กฎชารีอะห์ จริยธรรม

 (8) จงทำสงครามกับมุชรีกีน (ผู้ปฏิเสธและต่อสู้) เหมือนดั่งที่พวกเขาได้ทำสงครามกับพวกเจ้า(ตาต่อตา ฟันต่อฟัน)

 (9) อิสลามได้กำหนดให้ประชาชาติอิสลามทั้งหลายอยู่อย่างมีเกียรติ์และตายได้เข้าสวรรค์

 (10) ผู้ละทิ้งการนมาซ คือผู้อยู่อย่างอัปยศ เช่นเดียวกับผู้ละทิ้งญีฮาด (สงคราม) และต้องตกนรก

 (11) ความอุตสาหะ (ก่อสงคราม) ของเรา การเคลื่อนไหวทั้งหมดของเรา เพื่อให้อำนาจแก่มนุษย์ 
สังคมและศาสนาของพระเจ้า นั้นคือ การเมืองการปกครองของศาสดา เฉกเช่นที่เคยเป็นอยู่

 (12) ความพยายามของเรานั้น เพื่อสถาปนารัฐบาลอิสลามบนแผ่นดินฟาตอนี ซึ่งถูกกดขี่โดยกาเฟรสยาม และทุกๆ แห่งก็เช่นเดียวกัน คือการญีฮาดสงครามและการเมือง

 (13) ศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า คือศัตรูของพี่น้อง โดยเฉพาะกาเฟร, ยาฮูดี, นาสรอนี และบูสซี

 (14) พระผู้เป็นเจ้าห้ามไม่ให้เราเป็นมิตรสนิท และช่วยเหลือผู้เป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธ)

 (15) คนกาเฟรสยาม มีเจตนาร้ายต่อชาวอิสลามฟาตอนี ด้วยความพยายามหลอกลวงเรา แผ่นดินของเรา ทั้งชัดแจ้งและปิดลับ

 (16) บรรดาผู้แจ้งความลับของอิสลามให้กับกาเฟร นั้นคือผู้ทำลายพระผู้เป็นเจ้าและศาสนาอิสลาม เขาผู้ทำการเช่นนี้  โทษของเขาคือหลงทางไปจากอิสลาม

 (17) บรรดาสายลับของกาเฟรสยาม อนุญาตให้สังหารได้ตามทัศนะของ อิมาม มาลิก (หนึ่งในสำนักคิดนิกายในอิสลามเมื่อเกือบพันปีที่ผ่านมา)

 (18) คนอิสลามหรือชาวกาเฟรซิมมีย์ที่ทำงานหาข่าวลับให้กาเฟรสยาม อิสลามบัญญัติโทษ เพียงแค่ปรับ แต่นอกจากพวกเขาได้พยายามทำลายการต่อสู้ของอิสลาม  โทษของมันคือตาย

 อ่านกันแล้วเห็นควรตามที่ผู้เขียนเรียกขบวนการลัทธิประหลาดหรือยัง?

 กฎ 18 ประการนี้ ถูกอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของสภาผู้รู้ศาสนาฟาตอนี  และถือเป็นหลักอ้างอิงในการจัดตั้ง  ผู้เขียนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ในรายละเอียดทางศาสนา แต่ขอเพียงให้เป็นผู้มีใจเป็นธรรม เป็นอิสรชน ก็คงจะมองเห็นว่านี่มันเป็นอุดมการณ์ที่มาจากศาสนาหรือ?

 อุดมการณ์ชิ้นนี้มีการผสมผสานและอธิบายศาสนา ด้วยข้อมูลประวัติศาสตร์ที่คลุมเครือและเต็มไปด้วยอวิชชาและความเคียดแค้นเท่านั้น หาใช่อุดมการณ์แห่งศาสนาใดๆ เลย

 ประเด็นเหล่านี้ ฝ่ายรัฐควรระดมผู้รู้ศาสนาอิสลาม มานั่งประชุมร่วมกัน แล้ววินิจฉัยโต้แย้งในแต่ละข้อแต่ละประเด็น  ทั้งหมดทั้ง 18 ข้อ เชื่อว่าจะเป็นการหักล้างทางความคิดและเป็นจุดแตกหักทางอุดมการณ์ได้ชัดเจนที่สุด

 ผู้เขียนยืนยันได้เลยว่า  ชกหมัดตรงๆ หมัดนี้แล้ว  ฝ่ายรัฐจะได้ไม่ต้องปวดหัวโต้เถียงและคิดไกลถึงการปกครองตนเองหรือพิเศษๆ เพื่อคนเหล่านี้  เพราะทัศนะหลักๆ ที่นำมาใช้เป็นอุดมการณ์ต่อสู้  เป็นที่มาของการวิเคราะห์สังคม และกำหนดวิธีการจัดตั้งแนวร่วมและการควบคุมมวลชน รวมทั้งยุทธวิธี  ฆ่าตัดคอแล้วเผา  ล้วนมีที่มาจากทัศนะ จาก 18 ประการนี่แหละ

 ฉบับหน้าผู้เขียนขออนุญาตจะมาว่าต่อถึงการแตกหักทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ด้วยสายตาของขบวนการ


สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.783 / 1 มิ.ย.2550)

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net