วันที่ พุธ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องนี้พระเอกลำบาก (ลำนางรอง ตอนพิสดาร)


.

ภาพประกอบข้างบนนี้ ฝีมือBG หนุมานชาญสมร

"

"

"

เสียงหวิวหวีดของไพรพฤกษ์ ชวนให้พรั่นพรึง คล้ายภูตผีปีศาจระดมกำลัง เข้ามาบีบอัดผมให้แหลกเป็นผุยผง ในภาวะกึ่งรู้สึกตัวกึ่งพร่าเบรอ ยิ่งทำให้ผมแทบคลั่ง สะบัดร่างหวังว่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่กลับพบว่าที่ข้อมือและข้อเท้าถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา

เกิดอะไรขึ้น....!  สะกดใจให้สงบนิ่งกวาดสายตาไปทั่วๆ

เงาทะมึนของขุนเขาที่โอบล้อมยิ่งกดทับความรู้สึก คล้ายหลงอยู่ในอาณาจักรลี้ลับ แสงตะวันยามเย็นที่ส่องผ่านทะลุใบไม้ พุ่มไม้สูงและช่องหุบผา สาดจับมาที่ผมนอน ดูน่ากลัวมากกว่าจะสวยงามดังที่เคยเป็น คล้ายลำแสงสุดท้ายกำลังร่ำลา แล้วทอดทิ้งผมไว้ให้ขาดใจตายในค่ำคืนอันมืดมิดที่กำลังจะมาถึง 

แว่วเสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้ ผมจึงหลับตาลง เสแสร้งแกล้งหลับ ขณะนั้นประสาทแขนขาเริ่มทำงาน ความปวดร้าววิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์ เสียงนั้นหยุดลงใกล้ๆ ฟังคล้ายๆทรุดร่างลงมา จนกระทั่งรู้สึกถึงไออุ่นที่ทาบลงบนหน้าผาก มือใครกันนะ คงไม่ใช่ผี ไม่ใช่นางไม้ น่าจะเป็นคน แต่ผมก็ยังไม่กล้าลืมตาดู

เสียงสายน้ำไหลจุ๋งจิ๋งแว่วมาจากซอกหลืบหุบผาใกล้ๆ ผมใจชื้นขึ้นมาอีกนิด เมื่อได้ยินเสียงเปรยมาเบาๆ เป็นสำเนียงของมนุษย์ผู้หญิง

“เป็นยังไงบ้างหนอ” แล้วเธอก็ถอนหายใจ ผมแทบจะเผลอตัวลืมตา แต่ยังนิ่งเงียบอยู่ จนกระทั่งเสียงคนๆนั้นถอยห่างออกไป

เสียงคล้ายๆ เปิดประตูบ้าน เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใกล้ๆ ใช่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมนอนอยู่ตรงลานดินที่แข็งและเย็นเยียบกว่าพื้นดินทั่วไป แล้วเสียงฝีเท้านั้นก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับมีบางอย่างมาจ่อที่ริมฝีปากของผม มือเธอบีบปากผมให้ห่อเพื่อกรอกน้ำบางอย่างที่ขมสุดขม จนผมสำลักสะบัดหน้า

“รู้สึกตัวแล้วสิคุณ” 

ภาพแรกที่เห็น คือใบหน้าหญิงสาว คล้ายภาพพร่าเบรอหลอกหลอน แต่นี่คือความจริง เธอคนนั้น คือหญิงสาวที่มีความงดงามอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในป่าลึกอย่างนี้ได้

ผมผงกศรีษะ

“คุณมาทำอะไรที่นี่”

“ปล่อยผมก่อนได้ไหม ผมรู้สึกไม่ดี ไม่สบายตัว อยากนั่ง”

“เราต้องคุยกันก่อน ฉันต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยคุณหรือไม่ปล่อยดี”

“คุณทำกับผมอย่างนี้ทำไม ผมไม่มีพิษภัยอะไรหรอกนา แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“นั่นไง คุณไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันคงต้องมัดคุณไว้ก่อน แล้วเรามาตกลงกัน”

.........................

ข้างบนนั้นคือโลกของนิยาย ที่ฉันปั้นแต่งอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ ภายใต้จิตสำนึกที่นึกคิดเอาเองว่าสถานการณ์บางอย่างตัวละครน่าจะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้ และทำได้ไม่ยากนักเพราะความขัดแย้งในกาละหนึ่งนั้นเป็นเพียงเรื่องของคนสองคน

แต่โลกจริงที่มีความขัดแย้ง ภายใต้ผลประโยชน์ที่ไม่อาจตกลงให้ลงตัวกันได้ หรือว่าไม่สามารถพูดให้เข้าใจกันได้ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าการเผชิญหน้าของคู่ขัดแย้งเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“ทำไมจึงมาอยู่ที่ป่านี่ล่ะคะ” นี่คือคำถามจริงๆที่ฉันถามผู้หญิงวัยแม่คนหนึ่ง เมื่อได้หยุดรถกระบะเพื่อไปซื้อน้ำดื่มที่เพิงร้านของเธอ ที่สร้างอย่างง่ายๆจากวัสดุใกล้มือ นั่นคือต้นยูคาลิปตัสในแปลงป่าปลูกนั่นเอง คำตอบที่ได้คือ มาจับจองที่ดินทำกิน ไม่ใช่เพียงเธอรายเดียวหรือสองราย แต่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ 4 กลุ่ม บางกลุ่มมีสมาชิกสร้างกระท่อมอยู่ร่วมกันกว่า 500 คน ที่ลงมือถางป่ายูคาลิปตัสเพื่อจับจองที่ดิน ที่กระทรวงทรัพยากรฯ ประกาศว่าจะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติตาพระยา และเป็นมรดกโลก

บางชุมชนเกิดใหม่ไม่กี่วัน ที่โลกต้องตะลึง แต่ต้องย้อนรอยถอยหลังไปตะลึงตั้งแต่สามสิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อป่าสงวนกลายเป็นแปลงป่ายูคาลิปตัส ขนาด 80,000 กว่าไร่ อย่างเงียบเชียบในเขตป่าสงวน ที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

บัดนี้ ป่าแปลกเริ่มส่งกลิ่นแปลกๆ เพราะสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง แต่ความหอมหวลของป่าไม้และผืนดินยังไม่รากลิ่น มูลค่าไม้ปลูกนับพันล้านรอการตัดออก ยังไม่สามารถตัดออกไปได้อย่างเปิดเผย กลุ่มคนที่ยากไร้ก็เข้ามาถางมาตัด มาจับจองเพื่อปลูกสร้างแหล่งทำกิน

ความต้องการรักษาผลประโยชน์ ของผู้ที่เป็นเจ้าของต้นไม้ ความต้องการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของเจ้าหน้าที่รัฐ ความต้องการผลประโยชน์จากที่ดินของชาวบ้าน ที่มีกลุ่มก้อนหลายกลุ่ม

ไม่น่าจะจบยาก ถ้าเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิยาย  แม้มูลค่าของทรัพย์สินจะมากมายบาดตาบาดใจ เพราะถ้าจะจบให้ถูกใจท่านผู้อ่านคงต้องหาพระเอกมาจัดการแก้ไขปัญหา

ในเมื่อคู่กรณี มีทั้งญาตินักการเมืองใหญ่ นักการเมืองน้อย ทั้งที่แต่งกายคล้ายพระ ทั้งที่อ้างว่าเป็นอดีตสหาย  เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม  รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆ

พระเอกที่ว่าจะต้องเท่าทันและอยู่เหนือผลประโยชน์ทั้งมวล แต่วิธีการนี่สิ ฉันคิดไม่ออกจริงๆ 

ขณะนี้ ขณะที่เขียนเรื่องนี้ มีข่าวว่าฝ่ายของนายสมนึก ปัดชา พากลุ่มชาวบ้านในสังกัดของตนราวๆ 300 คน บุกไปตัดต้นยูคาทางทิศตะวันตกของถนนสายหลัก (ละหานทราย-ตาพระยา) มีการเผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง มีเสียงปืนยิงขู่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และข่าวในพื้นที่รายงานมาให้ทราบอีกว่ากองกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ตรึงกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ได้ถอนกำลังออกมาจากพื้นที่ โดยที่ไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ไปสับเปลี่ยนแต่เพียงอย่างใด

ข่าวลือเรื่องการวางแผนจะจับกุมหัวหน้ากลุ่มทั้ง 4 กลุ่มเริ่มลือสะพัดในหมู่ชาวบ้าน

อาการแปลกๆของสภาพพื้นที่ทำให้ความตึงเครียดเกิดขึ้นตลอดเวลา

ส่วนข่าวอย่างเป็นทางการจากส่วนกลาง มีดังนี้

วันที่ 20 ตุลาคม 2552 14:40
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สาทิตย์"เผยครม.เห็นชอบออกโฉนดชุมนุม นำร่องชุดแรกหมื่นไร่ทั่วประเทศ หวังยุติปัญหาความขัดแย้งรัฐกับชาวบ้าน เล็งแก้ปัญหาพื้นที่ป่าสงวน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กล่าวถึงผลการประชุมครม. ว่า ที่ประชุมครม.มติให้ความเห็นชอบ ตามแนวนโนยบายระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ในการออกโฉนดชุมชนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างรัฐกับราษฎร โดยแนวทางนี้ที่ดินจะเป็นของรัฐ แต่จะให้กรรมสิทธิ์ชุมชนในการเข้ามาครอบครองเป็นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตรกรรม
ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาการให้
โฉนดชุมชน ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง ฝ่ายนโยบาย และข้าราชการประจำ ที่มาจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน โดยคณะกรรมการดังกล่าวนี้ จะขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะพิจารณาออกโฉนดชุมชนให้ชุมชนได้ถือครองตามกฎหมาย แต่ไม่เกิน 30 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องปลูกป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม หรือต้องไม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับที่ดินดังกล่าวนี้ ผู้ที่ได้รับกรรมสิทธิ์ จะไม่สามารถนำที่ดินไปจำนอง จำหน่าย จ่ายโอน หรือซื้อขายกรรมสิทธิ์ไม่ได้ โดยในขณะนี้มีพื้นที่นำร่องที่จะออกเป็นโฉนดชุมชนจำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ รวมพื้นที่ 10,000 ไร่ โดยคณะกรรมการจะเป็นคนพิจารณาให้ชุมชน จากนั้นชุมชนจะต้องไปจัดสรรให้ประชาชนในชุมชนได้เข้าถึงสิทธิ์ในการเข้าทำกิน และที่อยู่อาศัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยชุมชนที่ได้รับสิทธิจะต้องเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ปี ในอนาคตรัฐบาลจะแก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนกับรัฐในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งนับรวมทั่วประเทศจำนวนมากกว่า 1 แสนไร่ โดยรัฐบาลจะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด

……………

พระเอกที่เห็นเงาอยู่ไหวๆ แต่ยังไม่ชัดเจนนักว่าจะเป็นตัวจริงหรือไม่ของเวทีการแย่งชิงพื้นที่ทำกินนี้  บางทีงานหลักของพระเอกในเรื่องนี้ อาจจะเป็นแค่การทวงเอาเงินมาคืนแก่พี่น้องชาวบ้าน ที่ต้องมนต์ลมปากใครบางคนหรือหลายคน ว่าจะจัดการเรื่องที่ดินให้ได้ทำกิน หรือบางที ถ้าเขารู้แน่ชัดว่าฟางเส้นสุดท้ายหลุดลอย เงาแดงๆที่วาบไหวเป็นกลุ่มก้อนอยู่แถวนั้น อาจเผชิญหน้ากับสีน้ำเงินที่ถูกจัดตั้งมา เพื่อทำการตัดตอนปัญหานี้โดยเฉพาะ

คิดแล้วหวาดเสียวแทนพระเอกเสียจริงๆ

"""""

"

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net