วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากทามัน เนการ่า ถึงภูผาแดง (2)


.

.

.

.

.

.

.

.

.

แล้วเกี่ยวอะไรกับป่าภูผาแดงด้วยเล่า

ป่าทามัน เนการ่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ  ที่มีคนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ คือชาวโอรัง อัสลี หรือที่บ้านเรารู้จักในนาม ซาไก ปัจจุบันที่อาศัยอยู่มีกลุ่มใหญ่ๆ 2  กลุ่ม และ1 กลุ่ม ได้สร้างหมู่บ้านแยกออกไปเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละไม่เกิน 10 หลังคา  ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาชมวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง โดยได้รับค่าตอบแทน 5 เหรียญ ต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคน ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องจ่ายคนละ 30 เหรียญ(มาเลเซีย) (รวมค่าเรือยนต์ ค่าคนนำทาง ในเวลาราว 1 ชั่วโมงของทริป) ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่ดีพอควรเพราะในแต่ละวันนักท่องเที่ยวหลายลำเรือ  มุ่งหน้าไปทางต้นน้ำดูพวกเขาจะเต้นรำ จุดไฟด้วยไม้ไผ่ เป่ากระบอกตุด วันละ 1 รอบ (ที่จารนัยมาทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลจากยูซูฟ ฉันไม่ได้ไปดู/ไม่ชอบดูการแสดง ชอบดูของจริง)

.

.

.

.

.

การท่องเที่ยวป่าของมาเลเซีย จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องการเที่ยวชมวิถีชีวิตคนพื้นเมือง คล้ายๆที่บ้านเรามีชาวเขาเอาไว้ขาย(การท่องเที่ยว)  ดังนั้น พื้นที่ใด ที่มีความเข้มข้นเรื่องวิถีดั้งเดิม เช่นที่ทามัน น่าการ่านี้ รัฐบาลจะไม่พยายามไปแตะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ตามกฏหมายเดิม ที่วางไว้ ในราวๆ ปี 1960  ที่ให้อิสระแก่ชนพื้นเมือง ในการดำรงอยู่ตามวิถีดั้งเดิม ไม่บังคับเรื่องการศึกษา เรื่องการนับถือศาสนา ไม่แตะต้องที่ดินหรือป่าที่พวกเขาอาศัย

ดังนั้น โรงเรียนประถมที่เมืองกัวลา ตาฮัน ใกล้ๆที่พักของฉัน จึงไม่มีเด็กนักเรียนชาวโอรัง อัสลีมาเรียนแม้แต่คนเดียว (ข้อมูลจากยูซูฟอีกเช่นกัน)

.

.

แต่กระนั้น เรื่องของชาวพื้นเมืองที่นี่ใช่ว่าจะงามหรู เพราะอันที่จริง รัฐบาลได้พยายามเข้ามามีบทบาทต่อพวกเขาอย่างมาก โดยเริ่มจากยุคสมัยที่มีสงครามกลางเมือง ในปี 1948 -1960 ซึ่งขณะนั้นอำนาจการปกครองยังคงเป็นของรัฐบาลอังกฤษ

สิ่งที่มีผลต่อวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างมาก คือช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายา ได้พยายามขับไล่อังกฤษให้ออกไปจากประเทศ โดยมีประชาชนมลายู และโอรัง อัสลี เป็นแนวร่วมคอยส่งเสบียงให้และชาวโอรัง อัสลี คือบุคคลสำคัญที่สอนวิธียังชีพในป่าให้แก่นักปฏิวัติเหล่านั้นด้วย

ความเก่งกล้าของโอรัง อัสลี จึงปรากฏขึ้นในสายตาของรัฐบาลอังกฤษ หลังจากที่อังกฤษสามารถแยกแนวร่วมประชาชนในเมือง ออกจากการติดต่อช่วยเหลือแก่กองกำลังในป่าได้แล้ว จึงเหลือเพียงโอรัง อัสลีเท่านั้นที่จะช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ได้

รัฐบาลอังกฤษจึงได้รวบรวมพวกเขา และควบคุม กักกัน ไว้ในพื้นที่พิเศษ เพื่อจำกัดบริเวณ  ครั้งนั้น มีโอรัง อัสลี นับกว่าร้อยคน ที่เสียชีวิตอย่างรวดเร็วด้วยความตรอมใจ หาใช่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บแต่อย่างใดไม่

.

.

.

.

.

.

เมื่อสงครามสงบลง โอรังอัสลี ได้รับความสำคัญอีกครั้งในเชิงนโยบาย กระทั่งมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแล ที่เรียกว่า  Department of Orang Asli Affairs เพื่อจัดการดูแลเรื่องการความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ เช่นการศึกษา การสาธารณะสุข ซึ่งมีนัยยะที่ซ่อนเร้นไว้คือ เพื่อกันพวกเขาออกจากการถูกครอบงำทางความคิดจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่ยังคงเคลื่อนไหวก่อการปฏิวัติในเขตป่าเขาแถบนั้นเอง

.

.

จากนั้นเขตอีโปห์ มีการฟื้นฟูชุมชนใหม่ ในพื้นที่เดิมของโอรัง อัสลี จัดการส่งเสริมการศึกษา ดูแลด้านสุขภาพ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา แต่ยังมีบางกลุ่มที่ยังคงดำรงอยู่ตามวิถีบรรพกาล ในผืนป่าที่กว้างใหญ่ เช่น กลุ่ม Batek ในป่าทามัน เนการ่า รัฐปะหัง แห่งนี้

ที่สุด เมื่ออังกฤษมอบอำนาจคืนแก่รัฐมลายา และจัดตั้งการปกครองแบบสหพันธรัฐมลายา หน่วยงานที่ดูแลชนพื้นเมือง มีความพยายามที่จะเรียกร้องสิทธิให้แก่พวกเขา โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน แต่ทว่าการพัฒนาของประเทศมาเลเซีย ที่เร่งรุดสร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และเหมืองแร่ ได้รุกเข้าไปในที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองเหล่านั้น ที่ทำมาหากินโดยการอิงอาศัยพืชผลจากป่า อย่างชาญฉลาด และไม่ได้ทำลายระบบนิเวศน์แต่อย่างใด

.

สิ่งที่ฉันเห็นขณะเดินทาง และพอจะถ่ายภาพจากบนรถมาได้ คือกองไม้ซุง และภูเขายอดโล้น ป่าถูกตัดจนเปิดโล่งมองเห็นหมู่บ้านของชนเผ่าที่ตั้งอยู่ในซอกหลืบของภูเขา ดูอ้างว้าง เห็นเขาเหล่านั้นนำเอาของป่า จำพวกหน่อไม้ สะตอ ออกมานั่งขายที่ริมถนน และดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีรถคันใดจอดซื้อเสียด้วยซ้ำ

พื้นที่โล่งเตียน จากการตัดต้นไม้ใหญ่ ถูกทดแทนด้วยต้นแก้วมังกรเป็นพื้นที่กว้างขนาดภูเขาลูกย่อม และแน่นอน ไม่ใช่ทรัพย์สินของชาวโอรัง อัสลี

อย่างที่กลาวไว้ว่า อุทยานของมาเลเซีย ให้เอกชนสัมปทานจัดการเรื่องที่พัก อาหาร ในเขตที่ตั้งของสำนักงานอุทยาน แต่เอกชนรายย่อยสามารถแบ่งประโยชน์ได้ ในนอกเขตอุทยานจึงมีทั้งที่พักราคาย่อมเยาว์ และแพงระยับ ตามแต่จะเลือก บางแห่งมีบริการครบครัน มีกระทั่งเครื่องบินเล็กรับส่งนักท่องเที่ยวจากเมืองกัวลาลัมเปอร์

ในการท่องเที่ยวป่า  เมืองไทย ยังมีเสน่ห์มากกว่ามาเลเซียมากนัก เพราะเรามีการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ มีคนที่พร้อมจะบริการด้วยความรู้สึกเป็นญาติมิตร ไม่ใช่อุตสาหกรรม(หนัก)การท่องเที่ยวแบบมาเลเซีย (กระเป๋าต้องหนัก เพราะค่าที่พักแพง)

อุทยานแห่งชาตินับร้อยแห่งของบ้านเรา แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการณ์เท่า แต่ความสมบูรณ์ของสัตว์ป่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เรื่องคนที่อยู่ในป่า หากินกับป่า เขาอาจทำลายป่าได้ ถ้าไม่เข้าใจคำว่าอนุรักษ์  จึงเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดและลงมือป้องกัน แต่การจะอพยพคนออกจากป่า จะเอาไปไว้ที่ไหนกันเล่าในยุคนี้ สิ่งที่ควรจะทำคือ ส่งเสริมให้เขาอยู่กับป่าอย่างรู้จักรักษาป่ามากกว่า

บ้านห้วยระหงส์ บรรพบุรุษของเขาคือนายพรานที่เข้ามาล่าสัตว์ในป่านี้ เมื่อราวร้อยปีมาแล้ว ก่อนที่ถนนสายขอนแก่น-เพชรบูรณ์  จะตัดผ่านป่าด้วยซ้ำ พวกเขาเดินป่าเข้ามาทางน้ำหนาว จนพบพื้นที่ราบกว้างในหุบเขา ที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยดินดี มีสายน้ำไหลผ่านตลอดปี

การหักร้างถางพงจึงเกิดขึ้น นับแต่นั้น ด้วยคนเพียงไม่กี่คน จนกระทั่งวันเวลาผ่านมากว่าชั่วอายุคน หมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้น ราว 300 หลังคาเรือน ที่มีอาชีพหลักคือปลูกข้าวไร่ และข้าวโพด และสวนผลไม้จำพวกมะขาม ลำไย มะม่วง

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ้านห้วยระหงส์ พวกเขาจึงประกาศตนว่าพร้อมจะดูแลป่า และได้ลงมือทำแล้ว โดยการนำกล้วยไม้ป่ามาเพาะเลี้ยง เพื่ออนุรักษ์ให้แพร่พันธุ์ในป่ารอบๆหมู่บ้าน ทั้งยังตั้งปณิธานเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า การไม่บุกรุกทำลายป่าเพิ่มเติมจากที่ทำกินอยู่ มีกองทุนที่ดิน เพื่อการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน ในกรณีที่สมาชิกชุมชนมีปัญหา ทั้งในเรื่องการทำมาหากินหรือเรื่องสุขภาพ  สร้างความมั่นคงให้ตนเอง และชุมชน

มีกลุ่มเยาวชน ที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กระตือรือร้นที่จะปกป้องป่าให้สมบูรณ์ พวกเขาบอกว่า อยากจะทำมาหากินบนผืนดินของพ่อแม่ โดยไม่คิดที่จะออกไปทำงานในเมือง เนื่องจากเห็นแล้วว่า การที่เป็นเกษตรกรก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ถ้ามีความรู้ในการจัดการที่ดินอย่างเหมาะสม

การรวมตัวทำกิจกรรมค่ายรักษ์สิ่งแวดล้อมของกลุ่มเยาวชนบ้านห้วยระหงส์  จากแรกเริ่มมีสมาชิกไม่กี่สิบคน ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยมีรุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง คอยให้ความรู้กระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์  เช่น เรื่องการลดใช้สารเคมี งดการเผาป่า ไม่ล่าสัตว์ป่า และการจัดทำแปลงที่ดินทำกินโดยการใช้ เครื่องมือตรวจวัด GPS. เพื่อทำเป็น “โฉนดชุมชน” ต่อไป

.

.

และที่สำคัญที่เขามุ่งมั่นจะทำ คือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่จัดการโดยชุมชนเอง

แม้พื้นที่บ้านห้วยระหงส์จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการณ์เท่าป่าทามัน เนการ่า แต่ถ้าสามารถบริหารจัดการได้ โดยชุมชนเอง นับว่าประโยชน์ที่ได้มีผลหลายชั้น อย่างแรก เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ต้องคอยระวังว่าใครจะมาตัดป่า ในเมื่อเขารู้ว่าป่าคือที่มาของรายได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนชาวโอรัง อัสลี ที่อาศัยในป่าแห่งนี้ อย่างที่สอง ชาวบ้านมีรายได้ เพราะการท่องเที่ยว ป่ายิ่งจะสมบูรณ์เพราะการดูแล

.

ฉันอาจจะปรารถนามากเกินไป เพราะฉันไม่อยากให้ประเทศไทยสูญเสียบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบไทยๆ ที่คนทุกชนชั้น สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยว เลือกจ่ายได้ตามกำลังทรัพย์และกำลังความพึงใจ

ดึกมากแล้ว ฉันบอกราตรีสวัสดิ์ยูซูฟ  พรุ่งนี้ฉันต้องเดินทางกลับแต่เช้าตรู่

“ถ้าคุณยังอยู่ที่นี่ และทำทัวร์ป่าจริงๆ ปีหน้าฉันจะกลับมาเป็นลูกทัวร์ แล้วช่วยพาฉันไปยังยอดเขากูณุง ตาฮัน ที่สูงที่สุดของป่านี้ด้วยนะ”

เขายิ้มน้อยๆ หลิ่วตาให้

มิตรภาพของคนเดินทาง ที่ยังไม่ได้ร่วมทาง จะยึดเป็นคำมั่นสัญญาได้อย่างไร จริงไหมยูซูฟ

..............

.

ภาพนี้พิเศษ เธอคนนี่นุ่งบิกินี่ เดินอยู่ในอุทยาน ซึ่งปกติตามกฏหมาย ไม่สามารถทำได้

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net