วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ความเศร้า และความสิ้นหวัง”


บทกวีแห่ง “ความเศร้า และความสิ้นหวัง”


...๑...
ความรู้สึกนึกคิด “ตีบตัน” หาทางไหนก็มิเจอ
ได้แต่เวียนวนอยู่ใน “มโนภาพ” และสำนึกอันสุดลิ่มนั้นต่อไป

“ห้องหับ”
รกชื้นไปเสียถนัดใจ
เพียงไม่กี่รัตติกาลที่จ่อมจมอยู่กับ “ความมีอะไรซักอย่าง” ที่มิรู้จะหาทางออกเจอ

“ฝุ่น” ฟุ้งจากชั้นวางหนังสือ
ฟ้องสถานะ อันถูกละเลยได้ดียิ่งกว่าคำสารภาพไหน

แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อย
เผยม่านหยากไย๋บนเรือน เทวรูปบูชา
แทนที่นาฬิกาบอกเล่าวันเวลาที่ล่วงเลย... ถึงมิเนิ่นนาน แต่คงหลายทิวาและราตรีที่พ้น
“เนิ่นช้า” อยู่ ณ มโนรู้สึกอันมิอาจก้าวข้ามได้

วินาทีของความเงียบ
ถูกแทนที่ลงได้บ้าง เมื่อลมพัดลอดผ่านตีนประตู ที่ใช้อำพรางคฤหาสน์สำหรับซุกหัวนอน  “วู่ วูบ...”
แต่ความรู้สึกเหว่หวาดและว้างมิตรสหาย ยังสัตย์ซื่อต่อหน้าที่ “ต่อไป”

ฝืนตัดความว้างดายนั้น
หยิบ “จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม” มาเสพย์ถ้อยรสที่คุ้นชิน

“บทกวีอีกเล่ม น้อยใจในโชควาสนา”
ตกคว้างลงไปดิ้นทุรน ราวว่าเด็กน้อย ที่ร้องหาความใส่ใจ

ความรู้สึกหล่นหายไปในซอกลึก
ซบหน้า สะอื้นไห้ สะเทือนใจกับโชคชะตาอันบัดซบ

“ซ้ำเติม” และ “ย่ำเหยียบ” ฤทัยน้อย ราวศัตรูที่มาดร้ายหมายให้แหลกยับเป็นธุลีผงไปเสีย

ข้อจำกัด และการไกลเกินของ “กายภาพ”  ยากจะเยียวยาและประโลมขวัญ “รู้สึกนั้น”

“ทอดถอน”
ปล่อยให้ความน้อยเนื้อต่ำต้อย  สะอื้นไห้... ร่ำหาเพียงลำพังไปสักชั่วระยะห่าง

พิศเพ่ง
ฝูงปลาที่เพียรลัดล่องตัดสายน้ำ
อยู่ภายใต้กรอบรูปซึ่งฉาบทับด้วยแผ่นแก้ว ที่เคยมันวาวของจิตรกรจีน ผู้ไร้นาม

ราชรถดวงแดงกำลังจะลาขอบฟ้า
สาดทแยงแสงรัศมีสีทองจับกองกระดาษที่ขะยุ่มทิ้งเมื่อหลายวันก่อน
ความรู้สึกนึกคิดอันไม่ใคร่มีระเบียบ คงวิ่งเล่นอยู่ “ในขย่ำกระดาษกำใดสักกำหนึ่งนั้น เป็นแน่”




...๒...
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
ความรู้สึกนึกคิดยังคง “ตีบตัน”  เวียนวนอยู่ใน “มโนภาพ” อันสุดลิ่มนั้น

“ห้องหับ”  รกชื้นขึ้นตามวันเวลาที่จ่อมจม
“ฝุ่น”  หยุดฟุ้งจากชั้นวางหนังสือ เตรียมซ่อนตัวอยู่ในคืนค่ำอันมิดมืด
ม่านหยากไย๋บนเรือน เทวรูปบูชา... มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเนื้ออีกต่อไป
ความเงียบ เริ่มยาวนานขึ้นกว่าเสียง “วู่ วูบ” ที่ลอดผ่านตีนประตู
แต่ความรู้สึกเหว่หวาดและว้างมิตรสหาย ยังคงตระหนักและรักษาบทบาทต่อไป มิบกพร่อง

“จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม” เปิดค้างอยู่ตรงบรรทัดระหว่าง “วิกลจริตกับสติสัมปชัญญะ”  
“บทกวีเล่มที่หลุดหล่น หยุดทุรนดิ้น คงไว้แต่กริยาแผ่วแผ่ว ดั่งลมหายใจกำลังรวยริน

ณ ซอกลึก ของขุนเขาแห่งความสุขกับความเศร้า
เสียงสะอื้นไห้ค่อยๆจางหาย  ไปกดทับกับความสะเทือนใจในโชคชะตา

ฤๅ ว่า...
ทุกอย่างอำลาไปแล้วในความมิดมืด
เหลือแต่เพียง “บทกวีแห่งความเศร้า และความสิ้นหวัง”

บทนั้น... บทเดิม

“ทางข้างหน้าช่างว่างเปล่า... “เรา” คงไม่ได้พบกันอีก...
สายลมพัดเธอหายไปในสายหมอก... ขณะฉัน หล่นว้างอยู่ในซอกเหลือบแห่งความเศร้า...”
“เธอคงคิดถึงฉัน... เหมือนฉันที่เพ้อรำพึงถึงเธอเสมอ...
วันเวลาที่แสนเศร้า... คือนึกคิดยามเมื่อระลึกถึงเวลาอันแสนหวาน...”
“ความหวังที่ยังคงหลงเหลือ... คือได้ตื่นมาทบทวนจดจำบางอย่าง ที่หายไปอีกสักครั้ง...
ปิติยินดีที่ล้นหลั่ง (จากดวงตา) ... คือความหมายเดียวของการมีชีวิต.. ต่อไป”



ฉันซบซับอยู่กับรู้สึกนึกคิด...
ปนๆไปกับ บทกวีที่สะกดทับอยู่ ณ โมสำนึกแห่งความเศร้า และความสิ้นหวัง


พระอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาค์ ๕๒ / แทนคุณแทนไท

โดย แทนคุณแทนไท

 

กลับไปที่ www.oknation.net