วันที่ อังคาร ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก๊งกับทวยเทพในกรุงเทพฯ


ก๊งกับทวยเทพในกรุงเทพฯ

 

ตามล่าพระเจ้าในกาฐมาณฑุ,  คราวที่แล้ว  ผมเล่าถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนเนปาลที่ชื่อ  สัมรัต  อุปัชฌาย์  (วรวดี  วงศ์สง่า  เป็นผู้แปล  เตรียมเผยแพร่เร็วๆ นี้)

          เขาเป็นนักเขียนเนปาลคนแรกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ  ใช้ชีวิตปัจจุบันในอเมริกา  แต่ใช้ความคิดกลับไป “ตามล่าพระเจ้า” ในบ้านเกิดเมืองนอนของตน

          ตามล่าพระเจ้าในกาฐมาณฑุ,  ไม่ได้เป็นชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แต่เมื่ออ่านครบทุกเรื่องในเล่ม  จะรู้สึกได้ถึงคำถามของผู้เขียนที่โยนให้ผู้อ่าน  และโยนให้พระเจ้า

          ในดินแดนที่เชื่อกันว่าอุดมไปด้วยพระเจ้าหรือทวยเทพ  ในดินแดนอ้อมกอดหิมาลัยที่มากไปด้วยสถูปเจดีย์สลักเสลาวิจิตร ในดินแดนจิตวิญญาณที่ผู้คนดูสงบเสงี่ยมต่อหน้าศรัทธาทางศาสนาอันขรึมขลังนั้น…

          วันเวลาอันน่าสมเพชเช่นนี้  พระเจ้าหรือทวยเทพท่านมัวไปทำภารกิจอื่นใดอยู่?

          ปมปัญหาของเนปาลในรวมเรื่องสั้นชุดนี้   ทำให้ผมนึกถึงหนังสือแปลอีกเล่มที่อ่านแล้วชอบก่อนหน้านี้  นั่นคือ “เซี่ยงไฮ้เบบี้”  ของนักเขียนจีน  เว่ย  ฮุ่ย  ที่แปลโดย  คำ  ผกา 

                มันอาจไม่ใกล้เคียง  หรือเทียบกันไม่ได้  แต่ล้วนมีปมปัญหาที่ชวนสะท้อนใจ  จะว่าไปแล้ว  ถ้าเนปาลเป็นดินแดนทางจิตวิญญาณที่อุดมไปด้วยความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือทวยเทพ   จีนก็อุดมไปด้วยสิ่งนี้เช่นกัน  หากแต่เป็นไปในรูปของสถูปเจดีย์นาม “สังคมนิยม”

          เนปาลเปลี่ยน  จีนเปลี่ยน  และอะไรที่เปลี่ยนอย่างสุดขั้ว  อะไรที่เปลี่ยนจากความเชื่อเดิมอย่างสุดกู่  ล้วนมีเรื่องให้ปวดร้าว  ล้วนมีเรื่องให้เหน็บหนาว  ล้วนมีเรื่องให้ต้องถาม 

ที่สุดแล้วเราคือใคร?  ควรยืนอยู่ในโลกนี้ตรงไหน?  ควรเลือกหรือถูกเลือกอย่างไร?

          พระเจ้าหรือทวยเทพ  ท่านสถิตอยู่ตรงซอกมุมไหนของศรัทธามนุษย์?

          พระเจ้าหรือทวยเทพ  ท่านทอดพระเนตรเห็นหรือไม่ว่ามนุษย์กำลังล่มสลาย?

          ในเรื่องสั้น “โลกใบนี้”  ผู้เขียนบอกเล่าถึงหนุ่มสาวเนปาลที่ต้องซัดส่ายสับสน  ภายหลังรับวัฒนธรรมตะวันตก  คล้ายในนิยาย “เซี่ยงไฮ้เบบี้”  ทั้งในเรื่องศรัทธาต่อรกราก  ความสุขทางเพศ  การแต่งงาน  กระทั่งไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า  พรุ่งนี้จะเอาไงดี?

          “ผมเกลียดประเทศนี้จริงๆ”

          “ไม่รู้กลับมาทำไม”

          “ก็ดูสิฮะ  น่าสมเพช”

          “ใครจะรู้?  อะไรก็เกิดกับใครได้ทั้งนั้นแหละ  ในประเทศที่พระเจ้าทอดทิ้งอย่างนี้”

          นั่นคือ – บางบทสนทนาของพระเอกนางเอกของเรื่อง  ที่สุดบางคนก็เลือกหันหลังให้มาตุภูมิ  หันหน้าสู่อเมริกา  ระหว่างทางจึงอึงอลไปด้วยคำถาม  อเมริกาผิดหรือ?  เนปาลผิดหรือ?  คนหนุ่มสาวเหล่านั้นผิดหรือ?  หรือแท้แล้วพระเจ้าต่างหากที่เป็นผู้ผิด?

                บางค่ำคืนของการก๊งสุรา  ผมเคลิ้มนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้  นึกถึงปมปัญหาสังคม  การเมือง  เศรษฐกิจ  วัฒนธรรม  ที่หนุ่มสาวต่างซัดส่ายในกระแสลมโลกาภิวัตน์  นึกถึงกาฐมาณฑุ  เซี่ยงไฮ้  รวมทั้งกรุงเทพฯ

          ก่อนหน้าเหล้าแก้วแรกไม่นาน  สารถีแท็กซี่เพิ่งเสนอผม  “สนใจเด็กเรียนไหมครับ?  พันกว่าบาทเอง  ผมหาให้ได้  ซิงๆ จากบ้านนอกก็มี  เด็กบ้านนอกมาใจแตกในเมืองเยอะ” 

          ผมไม่ใช่คนปลอดกิเลสในเรื่องนี้  เพียงแต่ผมมักปวดร้าวในเรื่องทำนองนี้  ในโลกที่สะดวกโยธินใบนี้  อะไรมันก็ง่ายหรือมักง่ายกันได้ทั้งนั้น  ลองคิดดูเถิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น…ทวยเทวดาจะยิ้มออกไหม…ถ้าผมยอมรับข้อเสนอที่เขาว่า?

ผมคนบ้านนอก!?  สารถีแท็กซี่บ้านนอก!?  เด็กสาวบ้านนอก!? 

          บางห้วงอารมณ์,  ผมอยากอัญเชิญทวยเทพที่เชื่อกันว่ามีอยู่ดาษดื่นในกรุงเทพฯ มาร่วมก๊งสุราสักมื้อ  ผมไม่ “ตามล่า” ท่าน  เหมือนนักเขียนกาฐมาณฑุดอกครับ

          เพียงแค่อยากรู้  เมื่อท่านเมามาย  ท่านอยากร้องไห้บ้างไหม?

 

 

  มิถุนายน  ๒๕๔๖

บางกอกทูเดย์

หมายเหตุ 

เขียนก่อนหนังสือเผยแพร่ 

ตอนนี้หนังสือเผยแพร่หลายปีแล้ว

โดยสำนักพิมพ์ บ้านหนังสือ

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net