วันที่ อังคาร ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้องฉีด วัคซีนไอพีดี คู่กับ วัคซีน"ไข้หวัด2009" ถึงได้ผล


วิเคราะห์ "ไข้หวัด2009" ระลอกสอง

วัคซีนฝรั่งเศสถึงไทยสิ้นปี

 

 เตรียมฉีดวัคซีนให้ทหารอเมริกาหมดทุกคนภายในสิ้นปี

 

        ระยะนี้ประชากรโลกหยุดตื่นเต้นและตื่นกลัวเชื้อไวรัสมฤตยู "ไข้หวัดใหญ่ 2009 " แล้ว เพราะตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีเพียงไม่ถึง 5 พันรายเท่านั้น 

หากเปรียบเทียบผู้เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในแต่ละปีแล้วก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น ที่อเมริกา สถิติต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมารวมยอดผู้เสียชีวิตประมาณ 1,800 คน ซึ่งปกติอเมริกันก็เสียชีวิตด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่ปีละ 2 พันกว่ารายอยู่แล้ว

ขณะที่เมืองไทยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 165 ราย ซึ่งก็คงไม่มากกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ทุกปีนัก แต่ยังระบุชัดเจนไม่ได้ เพราะการรายงานสาเหตุการเสียชีวิตของไทยยังไม่ได้มารตฐานสากล

          เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบ นักวิชาการจากองค์การอนามัยโลก (WHO) หรือ "ฮู" ก็เผยแพร่รายงานผลวิเคราะห์เกี่ยวกับ "ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009" ซึ่งมีบทสรุปน่าสนใจหลายส่วนด้วยกัน เช่น  

 

- เป็นเชื้อไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายมนุษย์ไวต่อการติดเชื้อนี้มาก ทำให้ระบาดไปยังผู้คนได้ง่ายแต่อาการไม่รุนแรง อัตราเสียชีวิตมีน้อย

 

-   กลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่ติดเชื้อนี้จะเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากหวัดธรรดาร้อยละ 90 จะเป็นคนแก่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

 

-  โรคหอบหืด และเบาหวาน ซึ่งปกติไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น แต่ถ้าติดเชื้อไวรัส 2009 จะเสียชีวิตได้ทันที แม้จะได้รับการรักษาอย่างดีในโรงพยาบาล "ฮู" คาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหอบหืด 230 ล้านคน และเบาหวาน 220 ล้านคนขึ้นไป

 

-  จากข้อมูลวิเคราะห์ผู้ป่วยเอชไอวีหรือเอดส์ พบว่ามีอัตราการติดเชื้อหวัดใหญ่ 2009 ไม่มากนัก และหากติดเชื้อนี้อาการไม่รุนแรงและไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิต 

 

-  เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2009 สามารถกระจายไปทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้หลายฝ่ายหวาดกลัวว่าจะกลายพันธุ์ในไม่ช้านั้น  ล่าสุดหลังติดตามไวรัสตัวนี้อย่างใกล้ชิดในพื้นที่ระบาด พบว่ายังคงเป็นสายพันธุ์เดิม ผลการศึกษาต่าง ๆ ยืนยันตรงกันว่า ยังไม่พบสัญญาณการกลายพันธุ์ที่จะทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้น 

อังกฤษเริ่มใช้วัคซีนเชื้อเป็นแบบพ่นทางจมูกให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

 

        ล่าสุด องค์การอนามัยโลกประกาศให้กระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่างๆ เตรียมรับมือการระบาดของ "ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกที่สอง" ซึ่งคาดการณ์ว่า จะเริ่มในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยแบ่งเป็นแถบซีกโลกเหนือ หรือกลุ่มประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร เช่น แคนาดา อเมริกา จีน รัสเซีย ยุโรป ฯลฯ จะเริ่มแพร่ระบาดก่อน โดยบางประเทศในยุโรปเริ่มมีรายงานระบาดระลอกที่ 2 แล้ว โดยเฉพาะที่อังกฤษ ต้นเดือนตุลาคมมีผู้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว 1.4 หมื่นรายเพิ่มขึ้น 1 เท่าจากหลายเดือนที่ผ่านมา

        ส่วนประเทศในซีกโลกใต้ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

อินโดนีเซีย  แอฟริกา ฯลฯ การระบาดระลอกสองอาจต้องรอถึงต้นปีหน้า สำหรับประเทศไทยนั้น หากพิจารณาจากแผนที่โลกจะตั้งค่อนลงไปทางซีกโลกใต้ เพราะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเพียงเล็กน้อย การระบาดจึงช้ากว่าแถบประเทศยุโรปและอเมริกาเช่นกัน 

        ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล นายกสมาคมไวรัสวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ วิเคราะห์ถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสองของไทย จากเดิมที่คาดการณ์จะเป็นหน้าหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แต่ก็มีข้อมูลบางอย่างระบุว่าการระบาดระลอกที่สองอาจยืดเวลาไปถึงเดือนมิถุนายน หรือช่วงหน้าฝนของปี 2553 ก็ได้ แต่ที่น่าสนใจคือรายงานผลวิจัยล่าสุดของอเมริกาที่ผ่าศพผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กว่า 70 ราย เพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด จบสรุปได้ว่าส่วนใหญ่อวัยวะส่วนปอดมีการ "ติดเชื้อแบททีเรียซ้ำเติม"

          หมายความว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ก็เพราะอวัยวะส่วนปอดเกิดติดเชื้อแบททีเรียเข้าไปซ้ำเติม ซึ่งค้นพบว่าเป็นเชื้อแบททีเรีย 3 ชนิด โดยมี 1 ชนิดที่โลกทำวัคซีนขึ้นมาป้องกันแล้วคือ เชื้อแบคทีเรียสเตรปโต-คอคคัส (streptococcus pneumoniae) หรือนิวโมคอคคัส  (Pneumococcus) นั่นเอง

          "อเมริกาและหลายประเทศเริ่มเสนอให้ฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กันคือ วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 กับ วัคซีนนิวโมคอคคัส สำหรับป้องกันการระบาดระลอกที่สอง เพราะกลัวว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างเดียวอาจยังปลอดภัยไม่พอ แต่ในเมืองไทยยังไม่แน่ใจว่าจะฉีดแบบใดบ้าง" นพ.ประเสริฐแสดงความเห็น

            นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) โรงพยาบาลวิชัยยุทธกล่าวถึงการฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กันว่า สำหรับเมืองไทยแล้วมีผู้ติดเชื้อนิวโมคอคคัสน้อย ไม่ถือว่าเป็นโรคระบาด ต่างจากอเมริกาที่เป็นโรคระบาดประจำท้องถิ่น หากจะฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัสหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัคซีนไอพีดี ( Invasive Pneumococcus Diseas )ตัวนี้ ก็ควรทำเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี หากเป็นอายุประมาณ 6 เดือนก็จะได้ผลดีมาก แต่ถ้าเป็นเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้

              การฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กันในอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพราะมีโรงงานผลิต ต่างจากไทยแลนด์ที่ต้องคิดหนักเพราะต้องสั่งซื้อวัคซีนทั้ง 2 ชนิดจากต่างประเทศ ในส่วนของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศสจำนวน 2 ล้านโดสนั้น มีต้นทุนโดสละ 300 บาท ส่วนวัคซีนนิวโมคอคคัสนั้น รพ.เอกชนคิดค่าฉีดเข็มละ 3 - 5 พันบาท เด็กบางคนอาจต้องฉีด 2 - 4 เข็ม แล้วแต่อายุและสภาพร่างกาย

         นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยืนยันว่าวัคซีนจากฝรั่งเศสจะเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน ภายในเดือนธันวัาคมนี้ และจะเริ่มฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอก่อน ส่วนผู้ที่วิตกกังวลว่า วัคซีนเพียง 2 ล้านโดส จะไม่เพียงพอกับประชากร 60 กว่าล้านคนนั้น  นพ.วิชัยคงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก ต้องรอผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขพิจารณานโยบายเรื่องนี้เอง ...

        แต่ชาวบ้านคงต้องรอสักพัก เพราะเรื่องทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของโครงการไทยเข้มแข็งกำลังร้อนแรงเหลือเกิน...ผู้ที่จะมาตัดสินการสั่งซื้อวัคซีนชุดใหม่อาจไม่ใช่ผู้บริหารกลุ่มเดิม คงต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

//////////////

รายงานตอนที่ 19 คม ชัด ลึก

26/10/2009

//////

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net