วันที่ พุธ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อตี๋ สุจิณโณ วัดบางคณฑีใน ตอน ช้างเผือกอยู่ในป่า ใครไม่เห็นคุณค่าก็ช่างมัน (๑)


หลวงพ่อเป็นพระผู้เสียสละและอุทิศตนเพื่อสืบทอดและรังสรรค์พระพุทธศาสนา คติประจำตัวของท่านคือ “ให้โอกาสคนได้แก้ไขตนเอง” หลวงพ่อบอกว่าท่านไม่ใช่เทวดา  ไม่ใช่พระอริยสงฆ์ หากแต่ท่านเป็นเพียงพระธรรมดาๆองค์หนึ่งเท่านั้น  

“จะเขียนก็เขียนดีดีหน่อยนะโว้ย  เพราะข้าเป็นพระนะ ไม่ใช่แพะ” 

วัดบางคณฑีใน ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทำเลที่ตั้งของวัดอยู่ในสวนผลไม้ติดคลองบางคนที

หลวงพ่อเล่าว่าสมัยก่อนการเดินทางมาวัดต้องใช้วิธีเดินลัดเลาะมาตามสวน หรือพายเรือมาตามคลองบางคนทีครับ

 

ลองหลับตาแล้วใช้จินตนาการย้อนหลังไปในอดีตหลายสิบปีครับ สมัยนั้นการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้ 

วัดบางคณฑีในได้ชื่อว่าเป็นวัดที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญวัดหนึ่ง สาธารณูปโภคที่ชื่อว่าไฟฟ้ายังคงมาไม่ถึง ทั้งพระและชาวบ้านรอบๆวัดต้องอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขหรือตะเกียงในการดำเนินชีวิตยามค่ำคืน  

แต่เหตุผลใดเล่าครับในเมื่อลำบากกันขนาดนี้ผู้คนถึงได้ดั้นด้นเดินทางเข้ามากันนัก นอกเหนือไปจากการประกอบกิจกรรมทางศาสนาแล้ว เป็นไปได้ว่าวัดบางคณฑีในแห่งนี้น่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถสร้างศรัทธาให้เกิดกับคนเหล่านั้น 

คำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับ “หลวงพ่ออาจ” หรือ “หลวงพ่อตามืด” อดีตพระเกจิอาจารย์จากวัดบางคณฑีใน ผู้ถูกนิมนต์ไปครองวัดเจริญสุขารามวรวิหาร

ความมีบารมีของท่าน จึงเป็นเหตุให้“หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้มาเข้าฝันบอกท่านว่าอยากมาอยู่ที่วัดเจริญสุขารามวรวิหาร ซึ่งเมื่อท่านได้เดินทางไปตามลายแทงความฝันก็พบพระพุทธรูปองค์นี้ หรือ

 

“หลวงพ่อหลา” อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ผู้มากด้วยเมตตาเมื่อเห็นว่าหมูในวัดถูกชาวบ้านรุมตีบ้าง เอามีดฟันบ้าง จึงได้เสกข้าว เสกขนม ให้หมูตัวนั้นกิน ผลปรากฏว่าหมูตัวนั้นหนังดีตีไม่แตก แม้แต่ตะขาบยังกัดไม่เข้า  เป็นไปได้ว่าเมื่อพระในวัดเก่งทั้งคาถาและวิปัสสนาขนาดนี้ แน่นอนว่าการถ่ายทอดสายวิชาจากรุ่นสู่รุ่นย่อมต้องมีแน่นอน 

การอนุมานเช่นนี้จึงเป็นไปได้ว่า นอกจาก “วัดบางคณฑีใน” จะเป็นวัดสำคัญที่ชาวบ้านนิยมเข้ามาใช้บริการสาธารณะแล้ว วัดแห่งนี้ยังต้องเป็นสถานบริการทางจิตใจชั้นเยี่ยมอีกด้วยครับ 

...ความมีชื่อเสียงที่เริ่มจากพื้นที่ภายในและแพร่หลายออกไปยังพื้นที่ภายนอก.... 

ครับ จุดมุ่งหมายของพวกเราในการเดินทางมายังวัดบางคณฑีในแห่งนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมากราบนมัสการหลวงพ่อและบูชาวัตถุมงคลของท่าน

ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าวัตถุมงคลที่หลวงพ่อได้สร้างขึ้นมีมวลสารอะไรผสมอยู่ หรือท่านปลุกเสกของท่านด้วยวิธีอย่างไร

แต่ที่แน่ๆพระเครื่องที่ท่านสร้างมิใช่เพียงแค่เป็นอนุสติเท่านั้น หากแต่พระเครื่องเหล่านั้นยังสามารถใช้คุ้มครองชีวิตของผู้บูชาติดตัวในยามคับขันได้อีกด้วย 

ถ้าจะถามว่าอะไรทำให้หลวงพ่อสร้างพระได้ขลังขนาดนี้ คำตอบมันคงต้องย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตครับ..... 

หลวงพ่อวินิจ สุจิณโณ หรือ ท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน หรือที่คนทั่วไปรู้จักท่านในชื่อ “หลวงพ่อตี๋ จอมขมังเวทย์แห่งวัดบางคณฑีใน” ได้เมตตาบอกว่า

“เรื่องแบบนี้มีที่มาที่ไป” ครับ

 

หลวงพ่อตี๋ ท่านเป็นชาวบางคนทีโดยกำเนิดครับ ชื่อเดิมของท่านคือ “วินิจ” เกิดเมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ ณ บ้านบางคนที ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โยมบิดาของท่านชื่อ “นายเจือ ศรีฉ่ำ” โยมมารดาชื่อ “นางเฉลิม ศรีฉ่ำ” มีอาชีพทำสวน  

ว่ากันว่าเหตุผลหรือสิ่งที่กระทำอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในความคิดของผู้อื่น แต่เมื่อเราตัดสินใจทำลงไปแล้ว คนทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตนเอง

 

“คนเรามันชอบ จะให้ทำยังไงได้” 

บ้านหลังใหญ่และที่สวนหลายสิบไร่ นับได้ว่ามีความน่าสนใจและถือเป็นต้นทุนชั้นดีของชีวิต แต่ทว่าความน่าสนใจของมันก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งวิถีชีวิตของเด็กชายตี๋ไว้ได้ เพราะหลวงพ่อท่านเล่าว่า  

บรรพบุรุษของท่านเป็นผู้ที่มีวิชาอาคม เริ่มแรกของท่านจึงได้ศึกษาจากท่านเหล่านี้ จนได้จังหวะเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงได้ออกจากบ้านและเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ไปเรื่อย ใครว่าที่ไหนมีอาจารย์ดีท่านก็จะขอเข้าไปเรียนวิชาเอาไว้ 

ถ้าจะถามว่า

"เด็กชายตี๋ออกจากบ้านไปนานขนาดไหน"  

ต้องตอบว่า

"ล้อหมุนออกจากบ้านเมื่ออายุ ๑๓ กลับมาอีกทีก็ได้เวลาบวชเลยครับ" 

หลวงพ่อบรรพชาอุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ณ วัดบางคณฑีใน เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๗ โดยมีท่านพระครูวิริยคุณ เจ้าคณะอำเภอบางคนที(เจ้าอาวาสวัดเกาะใหญ่) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูพิศาลสมุทรคุณ (หลวงพ่อหลา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระใบฏีกาทองสุข เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า “สุจิณโณ” ครับ 

หลวงพ่อเล่าว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านเรียนวิชามามากที่สุดคือหลวงอาของท่านที่ชื่อ “ท่านพระครูพิศาลสมุทรคุณ” หรือ “หลวงพ่อหลา” อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคณฑีในแห่งนี้

 

หลวงพ่อหลา เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เชี่ยวชาญทั้งในด้านวิปัสสนากรรมฐานและคาถาอาคม โดยเฉพาะน้ำมนต์ ท่านว่าเด็ดขาดนัก รดแล้วหมดเคราะห์หมดโศก หรือจะเป็นวัตถุมงคลประเภทพระเครื่ององค์เล็กๆที่ก่ออภินิหาริย์มากมาย

เรียกได้ว่าทั้งหมดทั้งปวงที่หลวงพ่อหลามีอยู่ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระหลานชายของท่านองค์นี้

 

“อดีตเจ้าอาวาสของวัดนี้ โดยส่วนมากจะเป็นพระที่เน้นวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อหลาท่านเป็นพระที่เก่ง แต่ท่านไม่ค่อยชอบวุ่นวายกับใคร เห็นเงียบๆอย่างนี้เถอะ ขลังนะมึง” 

อย่างไรก็ตามการยืนระยะอย่างยาวนานในช่วงชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงระยะเวลาขึ้นลงของชีวิตมาขนาดนี้ ย่อมเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าครูบาอาจารย์ของท่านคงไม่จบลงที่หลวงพ่อหลาเสียทีเดียว

เพราะในความเป็นจริงแล้วครูบาอาจารย์ของท่านยังมีอีกมากมาย ซึ่งถ้ามานั่งเล่ากันในบันทึกน้อยตอนนี้สงสัยต้องใช้เวลากันนานโขเลยครับ เอาเป็นว่าขอยกตัวอย่างพอหอมปากหอมคอครับ เช่น...

 

”พระครูสมุทรธรรมสุนทร (หลวงปู่สุด) วัดกาหลง” 

หลวงพ่อเล่าว่าสมัยที่ท่านไปเรียนและนอนอยู่ในกุฏิของหลวงปู่สุด มีวันหนึ่งท่านได้ตื่นขึ้นกลางดึกและได้หันไปมองตรงที่หลวงปู่สุดนอน ก็ไม่เห็นหลวงปู่สุดคงเห็นแต่เป็นเสือโคร่งตัวใหญ่นอนอยู่

ท่านว่าขยี้ตาหลายครั้งก็ยังมองเห็นแต่เสือ แต่ที่สุดของที่สุดแล้วเมื่อท่านระลึกได้ว่าหลวงปู่สุดท่านมีวิชาเสือสมิง ท่านจึงตั้งสติได้  

ด้วยเหตุนี้แหละครับหลวงพ่อตี๋ ท่านจึงนับถือหลวงปู่สุด วัดกาหลงเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อท่านเรียนวิชาการสักยันต์ตะกร้อกับวิชาเสือสมิงจนจบแล้ว หลวงปู่สุดจึงได้มอบเข็มสักให้ท่านเล่มหนึ่ง ซึ่งเข็มเล่มนี้หลวงพ่อท่านถือเป็นเล่มครูของท่านครับ

 

“พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) วัดโพธิ์แมนคุณาราม” 

หลวงพ่อเล่าว่าวันหนึ่งท่านรู้สึกสนใจว่าทำไมคนจีนถึงเขียนยันต์ “ฮู้” ได้ขลังกันนัก.....แล้วความขลังนั้นมันเกิดจากอะไร

"เกิดจากตัวยันต์หรือเกิดจากคนทำ"

ด้วยเหตุนี้แหละครับท่านจึงได้เข้ามาเมืองกรุงเพื่อมาขอเรียนวิชากับท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง เพราะท่านสืบทราบมาว่าท่านเจ้าคุณเป็นพระที่เก่งมากและที่เด็ดขาดคือท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้งเป็นพระจีนแต่เสกพระได้ขลังแบบพระไทย  

เล่ากันว่าท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้งเรียนวิชามาหลายสำนัก ทั้งของจีนและธิเบต โดยเฉพาะ”วิชาเหมาซาน” ถือว่าทอดสายตาไปในแผ่นดินแล้วยากจะหาผู้ต่อกร

 

“เรียนยันต์ไทยก็ยากเอาเรื่องอยู่แล้วพอมาเรียนยันต์จีนยิ่งหนักเข้าไปกว่าเก่า ปวดหัวตึบ” 

“ภาษาจีนเป็นภาษาที่มหัศจรรย์ บางทีแค่ตัวอักษรเพียงตัวเดียวแต่สามารถเขียนและตีความหมายได้มากมาย แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าผู้ใดที่จะเรียนวิชานี้จะต้องสามารถเขียนและอ่านภาษาจีนได้” 

ว่ากันว่า”ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น”  

เพราะหลวงพ่อตี๋ท่านได้ใช้เวลาไปมาหาสู่ระหว่างวัดบางคณฑีในกับวัดโพธิ์แมนอยู่เกือบปี

ท่านว่าในที่สุดแล้วก็บรรลุถึงทางออกโดยการจ้างให้พระจีนในวัดนั่นแหละครับสอนภาษาจีนให้ท่าน จนท่านสามารถเขียนและอ่านภาษาจีนได้ชำนาญ จึงได้รับการสอนวิชาจากท่านเจ้าคุณ ซึ่งหลวงพ่อบอกพวกเราว่าท่านได้เรียนมาก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่ท่านได้มากที่สุดจากการเรียนวิชากับท่านเจ้าคุณคือเรื่องของ “สมาธิจิต”  

ครับ...ปัจจุบันนี้ศาสตร์เรื่องตัวอักษรจีนค่อนข้างจะหายไปจากสังคมของคนเมือง แต่ที่วัดบางคณฑีในแห่งนี้กลับเป็นเหมือนเมืองหน้าด่านของสังคมชาวบ้านที่ยังคงอนุรักษ์ศาสตร์ตัวอักษรจีนเหล่านี้เอาไว้

 

“สมัยก่อนเรามานั่งสังเกตุดู เวลาเด็กๆเป็นคางทูม เขาจะพาไปให้คนจีนเขียนเสือที่แก้ม มันก็หายได้

พอเราได้เรียนวิชาก็เลยมาลองกับพระ เณรในวัด จับมานั่งเขียนแก้มกันทั้งวัด เออ...มันก็แปลกดี คางทูมก็หาย ปวดฟันก็หาย” 

“การเขียนฮู้ มันก็เหมือนการเขียนยันต์นั่นแหละ มือเขียนยันต์ ปากกำกับ ใจควบคุม ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน..” 

จะว่าไปแล้วตอนแรกๆที่พวกเรามากราบหลวงพ่อตี๋ พวกเรามาอย่างคนที่เข้าใจว่าหลวงพ่อเป็นพระที่ขลัง มีวิชา เพราะได้ยินคนทั่วไปพูดถึงหลวงพ่อในแง่มุมนั้น

แต่เดี๋ยวนี้เมื่อพวกเราขยันเข้ามาหาท่านบ่อยเข้าจนกลายๆจะเป็นเด็กวัดของที่นี่ พวกเราจึงได้ทราบว่าหลวงพ่อไม่ใช่พระที่มุ่งขยันเฉพาะวิชาอาคมเท่านั้น...

 

หลวงพ่อเล่าว่า “หลวงพ่อเกษม เขมโก” ก็เป็นพระอีกองค์หนึ่งที่ท่านนับถือสุดหัวใจ เรื่องราวของความนับถือขนาดนี้เกิดจาก สมัยที่ท่านออกจากปริวาสและได้เดินทางไปจำพรรษาที่ถ้ำแห่งหนึ่งในบริเวณเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 

ด้วยความที่คนเขาเล่าลือกันว่าหลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสุปฏิปันโน ทำให้หลวงพ่อต้องรีบเดินทางไปพิสูจน์ ท่านว่าเมื่อท่านไปถึงหน้ากุฏิของหลวงพ่อเกษม ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า 

“หากหลวงพ่อเกษม รู้แจ้ง เห็นจริง ในทางโลกและทางธรรมแล้ว ขอให้ได้เปิดประตูรับท่าน” 

ได้ผลครับ เพราะหลวงพ่อเกษมไม่ได้มาเปิดประตูให้ท่าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ท่านย่อท้อ

เรื่องเล่าค่อนข้างยาวครับแต่สามารถรวบรัดสรุปลงตรงที่ ในที่สุดหลวงพ่อตี๋ท่านได้เข้ากราบนมัสการหลวงพ่อเกษม แต่นั่นหมายความว่า 

“เราก็เทียวไปเทียวมาอย่างนั้น ไปถึงไม่ได้เจอก็กลับ สามครั้งนะมึงถึงจะได้เจอท่าน” 

ซึ่งในวันที่ได้พบครั้งแรก...หลวงพ่อตี๋ท่านได้อธิษฐานขอพรจากหลวงพ่อเกษม แต่จะเป็นอะไรนั้นท่านก็ไม่ได้บอกพวกเรา คงบอกเพียงแต่ว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นท่านก็ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อเกษมมาตลอด

และหลวงพ่อเกษมจะเรียกท่านว่า “พระสวน” เพราะว่าช่วงนั้นหลวงพ่อตี๋ท่านจะนั่งปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์ อยู่ที่กุฏิร้างในสวน ข้างๆกุฎิของหลวงพ่อเกษม นี่แหละครับคือที่มาของชื่อ”พระสวน” 

ครับ โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าการที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งต้องจากสังคมของตนเองมาใช้ชีวิตอันเงียบสงบอยู่ภายใต้ร่มธงแห่งพระพุทธศาสนามานานเกินกว่าครึ่งของชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยครับ 

เพราะการจะดำรงสภาพชีวิตแบบนี้ได้ต้องอาศัยหัวใจที่มีความเข้มแข็งและศรัทธาเป็นอย่างมากทีเดียว ซึ่งขณะที่หลวงพ่อเล่าเรื่องราวของท่านให้พวกเราฟัง จากน้ำเสียง แววตาและทัศนคติของท่าน เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้พวกเราทราบเป็นนัยว่า 

“ชีวิตของท่านในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเลย” 

นักจิตวิทยาบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความต้องการของมนุษย์คือการอยู่อย่างมีความหวังและหวังในความสุข”

 

“ทุกวันนี้เราอยู่กับความสุขตามธรรมชาติ สุขกับธรรมะ สุขกับพระพุทธศาสนาและทำตัวให้มีค่ากับคนอื่น” 

ครับความสุขของหลวงพ่อคือการทำตัวให้มีค่า แต่ความสุขของชาวสวนละแวกวัดต้องเรื่องนี้ครับ 

ว่ากันว่าเมื่อฝนตก...

น้ำฝนจะนำความชุ่มชื่นมาสู่ผืนดิน ต้นไม้น้อยใหญ่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเจริญเติบโตของต้นไม้จะช่วยสร้างความสงบร่มเย็นให้กับคน 

แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง

ในช่วงฤดูฝน สายฝนที่ตกลงมาเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเตรียมตัว....

 

ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งของตำบลบางคนที เล่าให้พวกเราฟังว่าพวกเขามีอาชีพเกษตรกรทำไร่องุ่นเพื่อป้อนผลผลิตเข้าสู่ตลาด

ในช่วงที่ฝนตกชุกจะเป็นช่วงที่องุ่นเริ่มติดผล ซึ่งสภาพของดินฟ้าอากาศแบบนี้โรคและแมลงก็เจริญเติบโตเช่นเดียวกัน

นอกเหนือไปจากการใช้ยาและตาข่ายปกคลุมต้นองุ่นแล้ว สิ่งที่พวกเขาปฏิบัติกันเป็นประจำคือการนำผ้ายันต์ของหลวงพ่อตี๋ไปปักไว้กลางสวน 

ผ้ายันต์ที่พวกเขากล่าวถึงคือ “ธงกฐิน” 

เชื่อกันว่า “ปักธงแล้วจะไม่มีแมลงมารบกวน” 

เชื่อกันว่า “ปักธงแล้วองุ่นจะปราศจากโรค”

 

จะว่าไปแล้วเรื่องแบบนี้มันก็อธิบายกันยากครับ ว่าธงกฐินของหลวงพ่อมันมาเกี่ยวกับไร่องุ่นได้อย่างไร แต่พวกเกษตรกรเหล่านั้นก็ประสบผลสำเร็จกับวิธีการแบบนี้มาตลอด ซึ่งมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

จะเป็นว่าแมลงเหล่านั้นกลัว “รูปจรเข้คาบดอกบัว” หรือโรคพืชเดินทางมาพบ“รูปนางมัจฉาถือดอกบัว” ก็เลยเข้าใจผิดพากันอพยพไปลงที่อื่น 

แต่เรื่องแบบนี้ถ้าเพื่อนๆเคยศึกษาประวัติของครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆ ก็จะพบว่าในบริบทของสังคมไทยมีการใช้วิชาอาคมมากำหราบโรคห่า(ชื่อในสมัยนั้น)

ซึ่งเรื่องของธงกฐินกับไร่องุ่นมันก็มาในทำนองนั้น

ไม่แน่นะครับบางทีธงกฐินอาจเป็นสัญญลักษณ์แห่งชัยชนะของชาวเกษตรกรก็ได้ 

ครับ..ความหวังเป็นเรื่องของจิตใจ ความสำเร็จเป็นเรื่องของการกระทำอย่างต่อเนื่อง แต่การกระทำแบบต่อเนื่องนั้นไม่ได้บัญญัติไว้ครับว่าต้องกระทำอย่างไร ขอเพียงแต่ไม่ให้เดือนร้อนกับใครเป็นพอ..

สำหรับเรื่องวัตถุมงคลของหลวงพ่อ มันต้องว่ากันยาวๆครับขอยกยอดไปต่อคราวหน้าละกัน....สวัสดีครับ

 

ขอขอบคุณ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยสำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรีสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net