วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

| อั | ก | ษ | ร | ซ่ | อ | น | ป | ร | ะ | วั | ติ | ศ | า | ส | ต | ร์ |


เกือบจะได้เวลาส่งบทความเปิดกรุของสะสมกันแล้วนะคะ

คิดอยู่หลายครั้งว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรถึงจะเหมาะ

แต่คิดมาคิดไปก็ยังไม่ได้(ชื่อ)เรื่องสักที

มองไปข้างตัว พบกองหนังสือโบราณยังตั้งอยู่ ๓ กอง
บางเล่มเปิดอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ บางเล่มเจาะอ่านบทที่สนใจก่อนแล้วค่อยๆและเล็มไปบทอื่นๆ
จากหน้าหนึงไปหน้าสองจนถึงปกหลัง

จำได้ว่าตอนเด็กๆ สมัยเรียนชั้นประถม ก็ยึดหลัก สุ-จิ-ปุ-ลิ ฟัง-คิด-ถาม-จด มาตลอด (สุ มาจาก สุตต จิ มาจาก จินต ปุ มาจาก ปุจฉา ลิ มาจาก ลิขิต)
ครูประจำชั้น ป.๕ ยังยกเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆว่าเวลาเรียนต้องหัดทำอย่างที่เราทำ คือ ฟัง-คิด-ถาม-จด
ใช่ละ เพราะถ้าเกิดสงสัยอะไรขึ้นมา ไม่เคยลังเลที่จะยกมือถามคุณครู
ได้คำตอบแล้วเข้าใจว่าอย่างไร ก็จดลงสมุดเอง

ช่วงเรียนชั้นประถมปลาย คุณครูประจำชั้นมักจะใช้งานให้เป็นผู้ช่วย เช่นดูแลห้อง ให้คะแนนความประพฤติเพื่อนๆ (รวมทั้งให้ตัวเองด้วย แต่ไม่ค่อยกล้าให้คะแนนเต็มตัวเอง ไม่รู้เป็นไงสิ) นอกจากนี้ก็ช่วยครูเขียนกระดาน บางครั้งเขียนกันทั้งชั่วโมง ช่วงนั้นแพ้ชอล์กเป็นผื่นที่นิ้วไปเลย

สมัยเรียนมัธยมที่สตรีวิทยาก็เหมือนกัน ก่อนสอบยังเอาบทเรียนมาทบทวน ย่อใจความสรุปเสร็จแล้วเขียนด้วยปากกาลูกลื่นหลากสี (คิดว่า) เพื่อช่วยในการจำ

ถึงตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็เช่นกัน จะใช้สมุดจดเปลือง ตอนเรียนก็จดทีหนึ่ง ก่อนจะสอบก็จดแบบย่อๆอีกทีหนึ่ง ท่าทางรุ่นพี่จะเห็นว่าจดดีเลยยืมยำออก (อารยธรรมตะวันออก) ไปให้พิธีกรสาว (ในสมัยนั้น) ลอกเพื่อใช้อ่านเตรียมสอบ (ตอนนี้ยังไม่ได้คืนเลยนะคะพี่)

การเขียนเพื่อความเข้าใจนี่ ทำจนติดเป็นนิสัยเสียแล้ว
ขนาดกติกาการประชันบทความเปิดกรุครั้งนี้ ยังอดเอามาเขียนใหม่เพื่อความเข้าใจของตัวเองไม่ได้เลย

นี่อาจเป็นการฝึกความจำที่ไม่ได้เรื่อง เพราะมัวแต่ไปพึ่งสีสัน และมีรายละเอียดให้จำเยอะแยะไปหมด เพราะมัวแต่ตั้งใจจะทำบทย่อ สุดท้ายก็จำไม่ได้ อาศัยความเข้าใจเอาตัวรอดมาได้

ความจริงถ้าเราฉลาด ก็คงจะใช้วิธีเก็งข้อสอบ มาติวกับเพื่อน น่าจะได้คะแนนดีกว่า
ประมาณว่าหนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย (เก็งผิดก็ตายหมู่)

พอถึงเวลาทำงาน ก็ไม่พ้นต้องใช้วิธีเขียน จะทำจดหมายก็ใช้พิมพ์ดีด เพราะสมัยนั้นยังไม่ใช้คอมพิวเตอร์ จะคำนวณดอกเบี้ยรายเดือนยังต้องกดเครื่องคิดเลขแล้วก็ลอกไปลอกมาอยู่นั่น
ดีว่าเราฉลาดหน่อย เลยแก้ไขแบบฟอร์มให้ลอกแค่ปีละครั้งก็พอ สงสัยว่าที่ได้รางวัลพนักงานดีเด่นตอนทำงานปีแรกก็เพราะการปรับปรุงให้เขียนน้อยลงหรือเปล่าก็ไม่รู้

พอถึงคราวมีคอมพิวเตอร์ใช้ก็ไม่ชอบแล้วเรื่องขีดๆเขียนๆ หันมาจิ้มๆๆอย่างเดียว
พิมพ์อีเมล์ส่งกันไปมาทั้งออฟฟิต ทั้งที่นั่งอยู่ตรงหน้ากัน กินข้าวด้วยกัน กินขนมด้วยกัน บางทีกลับบ้านด้วยกันอีก
แต่พอทวงงานเมื่อไหร่ เป็นได้คำตอบว่า ยังไม่เห็นได้รับอีเมล์เลย ไม่ก็ เดี๋ยวเช็คอีเมล์ก่อนนะ ไม่ก็ เออ เดี๋ยวส่งให้ทางอีเมล์นะ อ้อ แล้วนายรีบตอบมาเลยนะจะได้รู้

มันคงเป็นเพราะความเคยชินและความชอบ ที่จะสื่อสารกับผู้คนกันด้วย "ตัวอักษร" มากกว่าการพูดคุยก็ว่าได้ หรือเพราะติดคอมพิวเตอร์จนไม่อยากละสายตาไปทางอื่น ทำงานกันหน้าจออย่างเดียว

ก็เหมาะดีอยู่ เพราะพอถึงยุควีดิโอคอนเฟอรเร้นท์ ก็นั่งคุยกันหน้าจอกันอีก เพียงแต่นั่งอยู่กันคนละซีกโลก คุยไปจดไป ดูข้อมูลไป เสร็จแล้วก็เขียนรายงานการประชุมกระจายให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันและตามงานกันต่อไป

ก็ไม่พ้นมาจบที่ "ตัวอักษร" อีกนั่นเอง

ถึงตอนนี้ก็นั่งเคาะแป้นพิมพ์อยู่

แล้วตัวอักษรมันมีประวัติศาสตร์อย่างไร
ที่เล่ามาเป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวเกี่ยวกับการพึ่งพาตัวอักษรเอาตัวรอดจากการสอบการทำงานมาได้

ประวัติศาสตร์จริงๆนั้นมีแน่นอน เช่น

ประวัติการประดิษฐ์ตัวอักษรของไทย
ประวัติการเปลี่ยนแปลงวิธีผสมตัวอักษรของไทย

 


เพลง ก.ไก่.mp3 -
อยากให้ท่านอ่านจากบล็อกของคุณนอกลู่นอกทางใน bloggang ค่ะ เพราะเขาทำไว้ดีมาก
(เสียดายไม่มาเปิดบล็อกที่ oknation)
ค่อยมาเล่าต่อนะคะ
ว่า | อั | ก | ษ | ร | ซ่ | อ | น | ป | ร | ะ | วั | ติ | ศ | า | ส | ต | ร์ |
ตกลงจะเกี่ยวกับของสะสมของปิรันญ่าหรือเปล่า


โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net