วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขี้หมูไหลภาคสาม--ในหัวใจที่เปลี่ยวเหงา(ของขี้เหล้าหนุ่ม)


ตอนที่ ๓  ในหัวใจที่เปลี่ยวเหงา (ของขี้เหล้าหนุ่ม)

๑.

            มีไม่บ่อยครั้งนักที่ข้าจะตื่นเช้าอย่างนี้    เสียงเอะอะของแม่ลูกข้างบ้านที่ดังกวนประสาทของข้า   พร้อมกับอาการปวดหัวตุบๆ   ในปากของข้าปวดแสบปวดร้อนด้วยพิษเหล้าที่ข้าดื่มเข้าไปช่วงสองสามวันนี้  

            คงเป็นอาการร้อนในอย่างที่หมอบอก  

            ข้ารู้สึกราวกับว่าเพิ่งผ่านพ้นสงครามมาหมาดๆ   

            สงครามที่รบกันด้วยเหล้า  

            อีกจอกหนึ่งสหาย  สุราป้านนั้นช่างรสเลิศนัก   ดื่มด่ำเมามายจนลืมวันลืมคืน   ช่วงเวลาสองสามวันผ่านไปชั่วพริบตา    สุรารสขมปร่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นหวานหอม    นั่นอาจจะเป็นเพราะมิตรสหายร่วมดื่ม  นั่นอาจจะเป็นเพราะแม่นางโฉมสะคราญที่อยู่เคียงข้าง    เสียงฉอเลาะของนางยังแผ่วเบาอยู่ในความทรงจำ 

            คนเราควรจดจำแต่เรื่องดีงามไม่ใช่เหรอ 

            เรื่องอื่นใดข้าล้วนหลงลืมไปหมดสิ้น   แม้แต่เรื่องที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดที่ผ่านไป   ข้าก็ไม่อยากจดจำ    เรื่องพรรค์นั้น   ชีวิตคนเราใช่ยืนยาวมากพอจะจดจำเรื่องร้ายๆ   มันมีมากเกินไป  

            เรื่องดีงามต่างหากที่สมควรสะสมไว้ในหลืบสมอง  ข้ารู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็มิอาจหลงลืมไปได้ง่าย ๆนัก   แต่ข้าก็เลือกที่จะจดจำแต่เรื่องที่ข้าอยากจดจำ   ถือเสียว่าเรื่องที่ข้าไม่อยากจดจำไม่มีค่าอันใด  ไม่ให้ค่ากับมัน  แล้วเรื่องพวกนั้นก็จะผ่านพ้นไป 

            ข้าคิดง่ายๆของข้าอย่างนี้แหละ

            มองดูพวกมัน   ยังคงนอนอุตุ   เสียงกรนของพวกมันช่างเหมือนเสียงหมู   คงไม่ต่างอะไรกับข้า   กองอ้วกยังอยู่ข้างข้า  เริ่มส่งกลิ่นประท้วง   เรียกร้องความสนใจของข้า 

            แม้แต่เสื้อของข้ายังเปรอะเปื้อนไปด้วยอ้วก  

            คนเรามักรังเกียจอ้วก   แม้แต่อ้วกของตัวเองก็ยังรังเกียจ   ข้าไม่เข้าใจ 

            คงเป็นดั่งผู้คนเช่นพวกข้า   คนขี้เมาที่ไร้คนเหลียวแล   คนหนุ่มอย่างพวกข้ากลับต้องมาทนเหงาเปลี่ยวเดียวดายกลางดงดอย 

            ช่างปวดร้าวนัก   ข้าเฝ้าถามตัวเองมาหลายครั้ง   สามปีเข้าไปแล้วที่พวกข้ายังไม่ยอมกลับบ้านซะที   ข้ายังจำวันแรกที่พวกข้ามาถึงที่นี่ได้   พอโผล่อออกจากป่าข้าก็เจอวาวี   เมืองที่ซุกแอบอยู่ในหุบเขา  ตึกคอนกรีตอาคารพาณิชย์    บ้านเรือนผู้คนที่แออัด   ธนาคารธกส.ที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของผู้คน   โบสถ์คริสต์  สุเหร่า  และวัด   ต่างรวมตัวกันอยู่ในชุมชนแห่งนี้โดยปราศจากอาการรังเกียจรังงอน 

            งานรับเหมาติดตั้งสายไฟ   ซ่อมประปา  ช่างกระจอกอย่างพวกข้าก็ยังพอหาอยู่หากินที่นี่ได้   มีเงินใช้  มีสุราดวดดื่ม  บางคราข้าก็ไปหาความสำราญกับสาวๆที่ข้างล่าง   ไม่เลวนักสำหรับชายหนุ่มสามคนอย่างพวกเรา

            จะว่าไปแล้ว  อัธยาศัยของผู้คนที่นี่ก็ไม่เลวนัก   อาหมวยบางนางก็ถูกตาข้ายิ่ง   แต่ขี้เหล้าอย่างข้าคงไม่มีใครสนใจชำเลืองแล 

            สามปีของข้าจึงมีแต่สุรากับมิตรสหาย 

            ในท้องบวมฉุไปด้วยสุรา    ไม่ต่างอันใดกับกระเพาะแพะแห้ง    เวลาไหลลงไปออกันอยู่ที่ก้นขวดสุรา  หัวข้าราน้ำ  นัยน์ตาของข้ามีสนิมเกาะ   บางคราแดงก่ำด้วยฤทธิ์เหล้า   บางคราข้านอนอยู่ใต้ถุนเรือน  บางคราข้านอนอยู่ในกรงขัง   เมามายแล้วสำแดงอิทธิฤทธิ์   ปากบวมเจ่อด้วยส้นตีนใครบางคน

            ใครบางคนที่ข้าจำไม่ได้

            แต่ข้าก็ยังอยู่ที่นี่ได้    ข้าผูกมิตรกับนักเลงท้องถิ่นบางคน   ด้วยวิธีการแบบข้า  วิถีทางของนักเลงสุรา  ดวดดื่ม  เมามาย  พร่ำเพ้อ   กอดคอกันตะโกน  ร้องเพลงเสียงปร่าแปร่ง   ชกต่อยกันบางครั้ง 

            แลกความเจ็บปวดด้วยมิตรภาพ  

            เป็นเช่นนั้น    มิตรสหายของข้า   ดูพวกมันในตอนนี้    ไม่ต่างอะไรกับทารกน้อยที่โหยหาความอบอุ่นจากมารดา   นอนขดงอก่องอขิง   ทารกวัยใกล้สามสิบอย่างพวกมันยังหาทางกลับบ้านไม่เจอ 

            โหยหาความสำเร็จ   เงินทอง  เกียรติยศชื่อเสียง   ด้วยกำลังของวัยหนุ่ม   แต่พวกข้าก็ไปได้เพียงแค่นี้    บ่นเพ้อกับโชคชะตา   แหงนเงยหน้ารอรับวาสนาที่อาจจะหล่นลงมาจากฟากฟ้า   พอเมื่อยมากๆเข้าก็หยุดซดเหล้า จนเมามาย   ใช่นี่อาจจะเป็นอุดมคติของพวกเรา 

            ไม่เมามายไม่เลิกรา

            ข้าบิดขี้เกียจไปทางซ้ายทีขวาที   ถอดเสื้อที่เปื้อนอ้วกออก   โยนไปกองอยู่มุมหนึ่งของห้อง   ไปรวมกับเพื่อนๆของมันที่หมักหมมจนได้ที่อีกกองใหญ่    รอไปก่อนเหอะ   วันนี้ข้ายังไม่ว่างไปซักพวกเจ้า  

            ดึงเสื้อยืดที่แขวนอยู่บนราวไม้มาสวมใส่   ออกไปแปรงฟันที่หน้าบ้าน   โอ่งน้ำที่ข้าต่อมาจากประปาภูเขา ของหมู่บ้าน  แปรงฟันได้สามสี่ที   ข้าก็อ้วกออกมา  โก่งคอปล่อยของเหลวรสเปรี้ยวจนข้ารู้สึกเสียวฟัน  ล้างหน้าล้างปาก  ล้างแปรงสีฟัน   แม้จะยังรู้สึกว่าปากไม่สะอาดนัก  

            มองไปทางภูเขาที่อยู่ข้างหน้า    ฟ้าค่อยไล่สีเททาทึมให้ผ่านพ้นไป   ลำแสงสีทองโผล่พ้นจากเหลี่ยมเขา  เมฆลอยเลื่อนไหล   เปลวไฟจากหลังคาห้องครัวลอยออกมาจากกหลังโน้นหลังนี้   

            ครอบครัว   ข้าคิดถึงครอบครัวของข้าเหลือเกิน  อีกเมื่อไหร่กันที่ข้าจะมีครอบครัวเหมือนคนทั่วๆไปเขามั่ง   คงอีกนาน  ข้าเองก็รู้   ตราบใดที่ข้ายังเป็นอย่างนี้   

            เสียงกรนของพวกมันยังดังออกมาจากในบ้าน 

            ข้าสูดลมหายใจจนเต็มปอด    มองสำรวจรอบๆบ้านที่ข้าเช่า   ที่ตึกแถวสองชั้นซึ่งมีห้องแบ่งให้เช่า    ข้ามองเห็นรถเก๋งคันหนึ่ง

            รถเก๋งโตโยต้าอัลติส

           

            ง่วงเมาเงี่ยนตื่นมาเช้านั้นด้วยเสียงอึกทึกของแม่ลูกคู่หนึ่ง    ความหงุดหงิดแล่นขึ้นสมอง  ปริ๊ดๆๆๆ

            หลังความหงุดหงิดเล่นงาน   เขาปวดท้องหนัก   เข้าไปจัดการธุระในห้องน้ำ ที่อยู่ด้านในห้อง   พอออกมาแล้วรู้สึกเบาสบาย    เปิดกระจกบานเกร็ดที่หน้าห้อง   เปิดประตู    อากาศยามเช้าช่างสดชื่นยิ่งนัก   สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด    มองดูหมู่บ้านในหุบเขาที่อยู่ข้างหน้า   หลังคาบ้านซ้อนทับกอดก่ายระเกะระกะ     น่าจะเรียกว่าชุมชนแออัด   แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของชนบท  มองเห็นควันไฟลอยอ้อยอิ่งจากหลังคาบ้านเรือน

            และที่ง่วงเมาเงี่ยนเห็นอีกอย่างก็คือ   รถเก่งมิตซูมิชิ แลนเซอร์คันเก่าสีขาวที่อยู่ข้างหอพัก    เป็นรถที่เขาไม่เคยลืมทะเบียนรถ  “มน  ๓๘  เชียงราย”

           

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net