วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Blue tongue เพื่อนรักริมสวน


Blue  tongue  เพื่อนรักริมสวน

 

                ฤดูใบไม้ผลิในทัสมาเนีย  มิได้เป็นเพียงแสงตะวันที่แหวกม่านหมอกออกมาสาดส่องเท่านั้น  แต่ยังมีความหมายมากมายคล้ายความหวัง  ความสดชื่น  ความอบอุ่น  ความรู้สึกดีดีทั้งมวลส่องแสงขึ้นวาววามยิ่งกว่าแสงตะวัน 

                โดยเฉพาะคนที่มาจากดินแดนที่ราบสูงโคราช    ที่เคยลุกขึ้นมาทักทายสวัสดีดวงตะวัน   อยู่ทุกรุ่งอรุณอย่างเอื้อยนางด้วยแล้ว   ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนจึงเป็นเสมือนโลกทั้งโลกได้เปิดม่านได้ลืมตาขึ้นมาแย้มยิ้มให้กระนั้นเชียว

                ตั้งแต่กลางฤดูใบไม้ร่วง  คือประมาณเมษาเป็นต้นมา   ที่อากาศของที่นี่เริ่มหนาวเย็น  พระอาทิตย์เริ่มหลบหน้า  มาเยือนแต่ละวันสั้นลงทุกวัน   ช่วงกรกฎา  สิงหา  คือช่วงที่หนาวเย็นที่สุด  กลางคืนยาวที่สุด  ต้นไม้ใบไม้ที่มีอยู่รอบบ้าน  และริมถนนทั่วไปในเมืองเซนต์เฮเลนส์  ดูคล้ายยืนตาย  หรือหลับทั้งยืน  คนจึงได้แต่หลบอยู่ในความอบอุ่นของเตาผิง  หรือฮีทเตอร์   กันยา ตุลา แม้จะค่อยอบอุ่นขึ้นบ้าง  แต่ก็ยังออกจากบ้านแบบห่อ ๆ ห่ม ๆ อยู่ดี  

                เช้าวันหนึ่งปลาย ๆ เดือนตุลาคม       สระบัวใต้สะพานโค้งเล็ก ๆ   ในสวนหย่อมหน้าบ้านที่เคยว่างเปล่า  เพราะน้ำกลายเป็นน้ำแข็งจนกอบัวก็ต้องหลบลงหลับนอน      ปรากฏมีใบบัวแผ่ลอยขึ้นมาให้เห็น

                ว๊าว...

                ใช่เพียงแต่ใบบัวเท่านั้น  ใบไม้  ใบหญ้า อื่น ๆ ก็เริ่มงอกเงย

                มันงอกเงยจริง ๆ นะ  ยังไม่งอกงามหรอก 

แต่ที่งามแท้ ๆ  แลตะลึง   ก็คือน้ำค้างที่สะท้อนแสงตะวันแวววาวพราวพร่างกระจ่างตาอยู่นั่นต่างหาก

แล้วฝนก็เทลงมา  เป็นฝนที่หนาวเย็นราวกับหยดน้ำที่หยาดย้อยจากก้อนน้ำแข็ง  บางครั้งฝนพาเอาลูกเห็บมาหว่านปูไว้ขาวโพลนเต็มพื้น    และคงความเป็นลูกเห็บอยู่อย่างนั้นเป็นวัน ๆ    ไม่ยอมละลายง่าย ๆ เหมือนลูกเห็บที่บ้านอีสานที่ราบสูงโคราชสักหน่อยเลย

แต่ยังไงฝนก็เป็นฝน  เมื่อแสงแดดส่องประกายลงมา  ทุกชีวิตก็ถูกปลุก  เจ้าคุกคะบูร่า  ออกมาหัวเราะ  ตอนค่ำ ๆ มีจิ้งหรีดออกมาบรรเลงเพลง     พอถึงพฤศจิกายน  ดอกบัวบานแย้ม  ลูกอ๊อดน้อยก็ลอยเต็มสระแหวกว่ายเป็นคู่แข่งของเหล่าปลา

เอื้อยนางก็ได้เวลาทำสวนครัว  แก้เซ็ง  ได้เงยหน้าจากหนังสือ  และจอคอมพิวเตอร์บ้างช่างเป็นความสุขเหลือหลาย

สวนนี้เป็นแปลงยาว ๆ อยู่ระหว่างทิวลาเวนเดอร์  กับกุหลาบ  ปลูกผักชีลาว  สระแหน่  แมงลัก  ผักกาดหอม  คะน้า  ผักแพว  หอม  กระเทียม  ฯลฯ  ซึ่งล้วนเป็นพืชผักที่โหยหา  ได้มาจากมิตรสหาย น้อง  พี่ คนไทย คนลาว  คนจีนผู้พลัดถิ่นทั้งหลาย  บางชนิดฟูมพักไว้ในกระถางตั้งในห้องให้ความอบอุ่น ทะนุถนอมราวกับลูกน้อยมาตลอดฤดูหนาวเชียว  อย่างเช่น ต้นมะเขือเปราะ  กับพริกเป็นต้น 

รอบ ๆ แปลงลงมะเขือเทศ สลับ มันฝรั่ง และฟักทอง  ไว้เป็นขอบรอบนอก  ตามประสาลูกยายแพงที่กินอะไร ๆ เหลือเม็ด  เหลือกิ่ง ก็ปัก เสียบลงในดิน ไม่มีแปลน  ไม่มีรูปแบบ  สวนนี้จึง เป็นสวนส่วนตัวที่เทลงไปทั้งใจเลยทีเดียว

คงเป็นความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศ และ แร่ธาตุในดิน (ปุ๋ยที่ใช้คือ ขี้ม้า และแกะล้วน ๆ)กระมัง  ทำให้ผักทั้งหลายงอกงาม อัดแน่นในสวนน้อย  ต้นหอมแดง  และกระเทียมนั้นสูงใหญ่  เกือบถึงเอว   โดนลมแล้วเอนตัวลงไปพิงพริกมะเขือดูราวกับสาวขี้อ้อน  สระแหน่นั้นแผ่ยอดเลื้อยออกไปถึงกอกุหลาบที่เจ้าของสวนตัวจริงเห็นเป็นวัชพืชจนเกิดการถกเถียงเล็ก ๆ กว่าจะทำความเข้าใจกันได้  และสรุปลงเอยว่านี่เป็น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

แค่สระแหน่ยังเลื้อยรุกได้ขนาดนั้น  คิดถึงฟักทองเถิดว่ามันจะแค่ไหน 

แต่รู้ไหม  ดอกฟักทองที่เราเคยนำมานึ่ง  นำมาลวกกินหวานอร่อยที่บ้านเรานั้นนั้น  ที่นี่กลับขมปี๋ราวกับสะเดาเลย

ที่เป็นขวัญใจประจำสวนหรือคะ

มะเขือเทศค่ะ

มะเขือเทศลูกกลม ๆ เล็ก ๆ รสออกส้มเปรี้ยวจนนำไปปรุงส้มตำหมากมะละกอนั่นแหละ  มันออกดกจนต้นของมันเอนล้ม  แล้วเลื้อยต่อออกไประเกะระกะ  ราวกับคนขี้เมาวาดแขนวาดขาไร้ทิศทางนั่นเทียว  ลูกเขียว ๆ ส้ม ๆ เหลือง ๆ เล็ก ๆ ของมันเท่านั้นที่ทำให้มันดูสวยในสายตามากกว่าจะมองว่าเป็นเช่นคนขี้เมา  และรสชาติของลูกเหลือง ๆ ส้ม ๆ นี้ก็อร่อยจนคนปลูกเก็บกินได้ทุกครั้งที่มองเห็น  มิพักต้องนำไปปรุงรสอะไรให้ยาก

แล้ววันหนึ่งก็ได้สังเกตเห็นว่าลูกกลม ๆ เคยเกลี้ยง ๆ ของมะเขือเทศมีรอยเขี้ยวของใครบางคนมาแทะกินจนแหว่งเว้า

มีใครบางคนมาพิสมัยรสชาติผลไม้โปรดในสวนนี่ อีกคนแล้ว

เขาผู้นั้นจะต้องไม่มีมือยื่นมาเก็บอย่าบรรจงแน่  ร่องรอยการกินมันฟ้อง

เป็นนกหรือเปล่า  ในสวนมีนกมาเยือนเยอะในช่วงนี้  นอกจากเจ้านกหัวเราะที่มาเฉพาะช่วงเช้า ๆ แล้ว ยังมีฝูงนกแก้วสีเขียว   ฝูงนกกระตั้วที่หงอนยาวสลวยสวยราวกับมุงกุฎพระราชา  แต่ว่านกพวกนั้นชอบไปกินผลแอปเปิ้ล  และพลัมในสวนของวัดที่อยู่ถัดไปมากกว่า  ไม่เคยเห็นพวกมันสนใจมะเขือเทศ  หรือว่าจะมีไก่ป่า ไก่หลงของใครมาอีก

จะเป็นใครก็ตาม  ถือว่าเป็นขโมยก็แล้วกัน  ถึงแม้จะเป็นขโมยที่สุภาพมาก  ไม่สร้างความเสียหายอะไรมากมายให้สวนเหมือนฝูงนกกระตั้ว  แต่ก็ต้องจับตัวให้ได้

ขณะกำลังคิด ๆ และมองหา พลันรองเท้าบู๊ตก็ไปสะดุดเอาร่างหนึ่งเท้าอย่างจัง

อุ๊ย... ว๊าย...

กิ้งก่า  คือข้อสรุปแรกที่มองเห็นเจ้าตัวขโมยตัวนั้น

ไม่ใช่...  เป็นข้อสรุปตามมาเมื่อได้พิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน

ตัวมันใหญ่กว่ากิ้งก่าหลายเท่า  และกิ้งก่าต้องมีหนามที่หัว และคอซี  ....บอกตัวเองตามประสบการณ์คนเคยกินก้อยกะปอมก่า (และแลน ฮ่า...)

งั้นก็งู....  ไม่ใช่มันมีข่าสี่ขา 

ตัวเงิน ตัวทอง หรือเปล่า... 

โน   ...   มันตัวเล็กว่ามาก

มันใจดี นอนนิ่งให้พิจารณาอยู่หลายนาทีก่อนคลานดุบดิบจากไป

แล้วมันก็มาทุกวัน  มานอนนิ่งสบตา  มาแลบลิ้นกินมะเขือเทศ สาธิตให้ดูวิธีกินแบบมีมรรยาท  ไม่ต้องเก็บจากต้น  กินลูกที่หล่นจากขั้ว  แม้จะกินจนพุงกาง  แต่ก็กินพออิ่ม  ไม่เก็บไปฝากใคร  ไม่สะสมไว้เผื่อวันขาดแคลน

เจ้า  Blue  tongue  คือชื่อของมัน  ที่เจ้าของพื้นที่เรียก  ด้วยเหตุที่มีลิ้นเป็นสีน้ำเงิน  เป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทหนึ่งในพื้นถิ่นออสเตรเลีย  นิวกินี  และในทัสมาเนียอย่างตัวนี้จะแตกต่างเล็กน้อย 

จะแตกต่างอย่างไรก็ช่าง  มันก็กลายเป็นแขกประจำของสวนไปแล้ว  ในวันที่แดดอบอุ่นส่องลงมามันจะนอนนิ่งรอคอยให้มาทักทาย  สบตากัน  แลบลิ้นให้แผล็บหนึ่งก่อนจากไป

กลายเป็นความเคยชินที่ต้องมองหาทุกทีในยามมาสวน  บางครั้งมีธุระจะต้องออกจากบ้าน ไปที่อื่นยังต้องวิ่งมาที่สวนก่อน  ดูว่า  อ๋ออยู่นะ  ...  แล้วค่อยจากไปอย่างวางใจ  และรู้สึกอุ่น ๆ ในหัวใจ

แล้ววันหนึ่งมันก็นอนนิ่ง  ไม่ไหวติงอยู่ริมสวนน้อย  ไม่ยอมสบตา  ไม่ยอมแลบลิ้น  มันสิ้นใจแล้วหรือ...

“ผมเสียใจ   ขอโทษด้วยครับ    มันโดนเครื่องตัดหญ้า   ... ก็ไม่นึกว่ามันอยู่ตรงนั้น   ตามธรรมดามันหลบเร็วมาก  แต่นี่คงกินอิ่มมากไป”

เสียงนั้นนุ่ม แผ่ว  แสดงความเสียใจจริง ๆ  แต่ฟังเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล  จนคนฟังแทบไม่ได้ยิน

 

๐๐๐๐๐๐๐๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                  

 

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net