วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัดหัวพระยาละแวก ???




บันทึกจากพงศาวดารสยามละเอกสารต่างๆของไทยได้กล่าวถึงปฐมเหตุของการทำสงครามระหว่างประเทศสยามกับเขมรในช่วงปี พ.ศ.2136 เอาไว้ว่า เนื่องจากเขมรไม่รักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้กับสยาม สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงยกกองทัพไปทำสงคราม

 ในครั้งนั้นพระองค์ทรงเห็นว่าเขมรมีกำลังน้อย จึงทรงมีพระราชโองการให้นักพระสัตถามาเฝ้า แต่พระสัตถากับจับเอาฑูตผู้ส่งสาส์นคุมขังเอาไว้ แล้วจัดทัพรับมือกับสยามจนเกิดสงครามขึ้นมา

 อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงจับเอาตัวพระยาละแวกได้แล้วจึงทรงบัญชาให้ประหารชีวิตเสียเพื่อเอาโลหิตมาล้างพระบาทให้สาสมกับที่พระยาละแวกทำกับราษฎรสยาม

 ซึ่งแต่ละตำนานก็ว่ากันไป เหมือนอย่างที่กล่าวเอาไว้ที่ในตอนแรกแล้วว่า “พิธีปฐมกรรม” ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชโองการให้จัดขึ้นมาในการลงพระอาญากษัตริย์เขมรนั้น ที่แท้เป็นอย่างไร

 ปัญหาประเด็นต่อมาก็คือว่า พระยาละแวกที่ถูกทำพิธีปฐมกรรมนั้น คือกษัตริย์เขมรพระองค์ไหน… 

 ที่สำคัญ “เมืองละแวก” นั้นอยู่ที่ใด ?

 และพงศาวดารเขมรนั้นบันทึกเรื่องราวของสงครามในครั้งนี้เอาไว้อย่างไร

 ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขมรนั้นบันทึกถึงเรื่องราวของสงครามในครั้งนี้เอาไว้ว่า ในปีมะเส็ง ปัญจศก พุทธศักราช 2137 คริสต์ศักราช 1593 มหาศักราช 1515 จุลสักราช 955 สมเด็จพระนเรศวรทรงเกณฑ์กองทัพ นำรี้พล หนึ่งแสนคน ช้างหนึ่งพันเชือก ม้า หนึ่งพันสี่ร้อยตัว แล้วจึงมีบัญชาให้พญาโกษาธิราช คุมพลทหารห้าพันคนและระดมพล ห้าหมื่นนายยกทัพไปตีเมืองจันทรบุรี จากนั้นจึงให้ป่าวประกาศให้ทราบทั่วกันว่ากองทัพไทยนั้นจะเดินทางไปตีเขมร ผ่านทางกำปอด กำปงโสม

 จากนั้นจึงให้พระยาธิราชสงคราม คุมพล ห้าพันคน ไปถึงแดนเมืองลาวแล้วเกณฑ์รี้พลจำนวนห้าหมื่นจากที่นั่นเพื่อให้กองทัพเหล่านั้นเดินทางไปสมทบกับกองทัพไทยที่เข้าดีเขมร ส่วนพระองค์นั้นทรงให้พญาจักรีคุมพลสามหมื่นยกทัพไปยังเมืองพระตะบอง และให้เจ้าพญากลาโหมคุมพล สามหมื่นเป็นทัพหน้า พญาราชธานีคุมพลสองหมื่นเป็นปีกขวา พญานรินทรคชสารคุมพล สองหมื่นเป็นปีกซ้าย พญาวิชัยสงครามคุมพลสองหมื่นเป็นทัพหลังส่วนพระองค์เองนั้นทรงคุมรี้พลห้าหมื่นนายเป็นทัพหลวงเคลื่อนกองทัพเข้าสู่ปราจีนบุรี

 ในขณะเดียวกันนั้นเจ้าเมืองพระตะบอง มหานครวัด กำปอด ได้มีจดหมายไปยังเสนาบดีนำความเข้ากราบบังคมทูลต่อพระมากษัตริย์เขมรซึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์บับนี้เรียกพระนยามของพระองค์ว่า สมเด็จพระมหินทราชา ซึ่งก็คือพระสัตถาตามที่ประวัติศาสตร์ไทยเขียนเอาไว้นั่นเอง

 เมื่อทางเขมรทราบเรื่องจึงได้มีใบบอกไปยังเจ้าเมืองกำปงเสียม สตึงเตรง บารายณ์ เชิงไพร อาสนฺจุก ทั้งห้าเมืองให้ยกกองกำลังไปตั้งรับสมทบกับทหารของมหานครวัด และให้เจ้าเมือง ตโบงฆมุม กระแจะ กุญชร ไพรแวง และททึงไถล ทั้งห้าเมืองยกไปสมทบกับเสียมบูก เพื่อคอยสกัดทัพไทยที่อาจจะยกกำลังเข้ามาทางน้ำ

 เรียกว่าในตอนนั้น กองกำลังทหารของเขมรทุกเมืองต่างก็ระดมพลสู้กับทหารไทยอย่างเต็มที่ โดยทหารเมืองบาพนม ศรีธันดร โรงฎำรี เชิงบาแฎง ไพรนคร สำโรงทง รลาบเอียนนั้นไปสมทบกับพระอุภโยราช หรือพระศรีสุพรรณมาธิราชเพื่อยกออกไปตั้งรับที่เขตบริบูรณ์

 แต่ด้วยเหตุที่เกิดความแตกแยกและน้อยเนื้อต่ำใจอีกทั้งจิตใจของทหารที่รู้สึกท้อถอยจึงทำให้กองกำลังของเขมรไม่สามารถที่จะต้านทานกองทัพสยามได้ซึ่งพงศาวดารของเขมรกล่าวว่าเป็นเพราะเหล่าเทว่าอารักษ์ที่รักษาเมืองเหล่านั้นไม่ยอมช่วยสู้รบ จึงทำให้ทัพเขมรพ่ายแพ้

 ซึ่งในครั้งนั้นได้มีเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่งของกัมพูชาซึ่งมีผู้คนไปเข้าด้วยมากมายด้วยเกรงบารมีชื่อว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี ( อุง )” ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเชิงไพร ที่ชาวกัมพูชารู้จักกันในนามของ พระรามาเชิงไพร ได้เกิดพึงพอใจในองค์สมเด็จพระภควดีพระศรีจักรพรรดิอัครมเหสี และสมเด็จพระศรีวรลักษณ์เอกอัครชายาของสมเด็จพระมหินทราชา จึงได้เกิดพลั้งปากเอ่ยชมออกไปตรงๆจนทำให้มหาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายโดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้าทะละหะ ซึ่งเป็นสมุหนายกโกรธมาก

 หากแต่ด้วยเหตุที่กองทัพเขมรต้องการกำลังพล เมื่อสมเด็จพระรามาเชิงไพรขันอาสาที่จะออกไปรบทัพจับศึกกับสยามจึงพระราชโองการว่า ถ้าหากขับไล่กองทัพสยามออกไปได้สำเร็จหากปรารถนาสิ่งใดก็จะมอบให้ จากนั้นจึงมอบไพร่พลและพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้ออกไปเกณฑ์กองกำลังมาร่วมสมทบ

 แต่ด้วยเหตุที่พระรามาเชิงไพร มัวแต่กังวลใจในเสน่หาที่มีต่อพระมเหสีและพระอัครชายาของสมเด็จพระมหินทราชาจึงได้ยับยั้งกำลังเอาไว้แต่ในเมืองมิได้ออกไปไหน จนทำให้สมเด็จพระมหินทราชารับสั่งให้สมเด็จพระศรีชัยเชฏฐา นำทหารมาดเล็กและทหารเรือ 60 นายลงเรือพระที่นั่งไปตาม จนกระทั่งทราบความว่าแท้ที่จริงแล้วพระรามาเชิงไพรนั้นมีความประสงค์ในพระราชมารดาและพระมารดารองพระองค์จึงทรงกริ้วเป็นอันมาก หากแต่ข้าทหารทั้งหลายไม่กล้าที่จะหาญสู้พระรามาเชิงไพรซึ่งได้บังอาจกำแหงจับมหาดเล็กคนหนึ่งตัดหัวต่อหน้าพระพักตร์อย่างมิเกรงกลัวต่อพระอาญา

 สมเด็จพระศรีชัยเชฏฐาทรงเห็นว่าพระรามาเชิงไพรนั้นเป็นขบถแล้วอย่างแน่นอน แต่ด้วยเหตุที่มีรี้พลน้อยจึงได้ล่าถอยกลับมาและแล้วในที่สุด เมื่อเห็นว่าสุดที่จะต้านกองทัพสยามไดด้แน่แท้แล้วนั้น สมเด็จพระมหินทราชาจึงทรงมีบัญชาให้บรรดาเสนามหาอำมาตย์ทั้งหลายล่าถอยออกจากเมือง “ลงแวก” หนีไปประทับอยู่ที่เมืองศรีธันดร หากแต่กองทัพของพระรามาเชิงไพรซึ่งออกไปเกณฑ์รี้พลมาได้นั้นได้ก่อการขบถเข้าโจมตีเมืองจนกระทั่งไม่อาจจะต้านทานพวกขบถได้ ต้องถอยหนีไปประทับอยู่ที่เมือง “สตึงเตรง” จนสุดท้ายพระองค์ก็ทรงสวรรคตที่นั่นด้วยโรคไข้ป่า ( เขมรเรียกว่า “จาญ่” ) พร้อมกับสมเด้จพระชัยเชฏฐาพระโอรสองค์ใหญ่เหลืออยู่แต่พระบรมราชาองค์ตนเท่านั้น

 ในขณะเดียวกันสงครามระหว่างสมเด็จพระนเรสวรมหาราชกับสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณ พระอุภโยราชของเขมรนั้น ทั้งตำนานของไทยและเขมรกล่าวพ้องต้องกันถึงสงครามที่ยิ่งใหญ่ในปีนั้นว่าทรงทำสงครามขับเคี่ยวกันอยู่นาน ถึงขนาดที่ว่ากว่าที่จะจับพระองค์พร้อมกับพระราชบุตรได้ ก็ต้องเสียไพร่พลไปมากโข

 ซึ่งในความตอนนี้มีดำรัสของพระนเรศวรตอนหนึ่งว่า ถ้าหากเมืองเขมรนั้น ได้พระมหากษัตริย์ที่หาญกล้าและยิ่งใหญ่อย่างสมเด็จพระศรีสุริโพรรณขึ้นครองบัลลังก์แล้วนั้น ราชวงศ์ของเขมรก็คงจะไม่เสื่อมสลายและคงจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพระองค์ได้ง่ายๆเป็นแน่

 โดยในพงศาวดารเขมรกล่าวถึงเรื่องราวที่เขมรต้องพ่ายว่าเป็นเพราะ….

 “…สมเด็จพระมหินทราชาทรงขึ้นครองราชย์แล้วถวายราชสมบัติให้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ (หมายถึงพระโอรสทั้งสอง ) แล้วยังทำลายพระพุทธอัฏฐารสที่วัดตระแลงแกงนี้ประการหนึ่ง

 อีกประการเพราะทรงโปรดปราน “อ้ายติปัญโญและอ้ายสุปัญโญ” คนนอกศาสนา แล้วจึงลงโทษข้าราชการเขมรนี้ทั้งปวง…”

 จากเอกสารของเขมรนั้น เชื่อว่าอ้ายติปัญโญและอ้ายสุปัญโญซึ่งเป็นคนนอกศาสนานั้นคือไส้ศึกที่เมืองสยามส่งเข้ามาทำลายมนต์ขลังของเทวาอารักษ์ในเมืองเขมรจนกระทั่ง “บันทายลงแวก”แตกเมื่อขึ้น 13 ค่ำ เดือนเชฏฐ ปีมะเส็ง ปัญจศก พุทธศักราช 2137 จึงจับสมเด็จพระมหาอุภโยราชศรีสุริโยพรรณ พร้อมกับ สมเด็จพระชัยเจษฎา พระราชบุตรองค์โตซึ่งมีพระชนม์ 14 พรรษา และสมเด็จพระอุทัย ซึง่มีพระชนม์ 5 พรรษาได้

 ในพงศาวดารเขมรกล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่งมิให้เอาผิดกับพระศรีสุริโยพรรณไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้น เป็นด้วยการกรทำของสมเด็จพระมหินทราชาทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังตรัสถามว่า พระองค์จะพาไปยังอยุธยาเพื่อที่จะชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี ส่วนเหตุการณ์ทางเขมรนี้ เมื่อทุกอย่างสงบราบคาบลงแล้วก็จะมอบบัลลังก์คืนให้

 พระศรีสุริโยพรรณได้ยินดังนั้นจึงตรัสตอบว่าพระองค์ไม่มีควงามยินดีในสมบัติราชบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย หากเป็นไปได้เมื่อพระเชษฐาเสด็จหนีไป ราชสมบัติในกรุงเขมรนั้น ก็สมควรที่จะเวนคืนแก่หลานของพระองค์ด้วย

 สมเด็จพระนเรศวรจึงได้สรรเสริญพระมหาอุภโยราชของเขมรพระองค์นี้อยู่ในใจ และหลังจากที่ได้จัดการเรื่องราวที่เมืองลงแวกจนเรียบร้อยแล้วพระองค์จึงทรงเสด็จกลับสู่สยามประเทศพร้อมกับนำเอาสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณพร้อมด้วยพระราชบุตรทั้งสองนั้นติดตามไปด้วย โดยให้ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงกรุง

 และองค์สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงโปรดให้นำเอาพระราชธิดาพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณเข้าวังของพระองค์แล้วทรงแต่งตั้งให้เป็น พระมเหสีมีพระนามว่า “พระเอกษัตรี” เมื่อปีมะแม สัปตศก พ.ศ.2138 นั่นเอง

 จากหลักฐานหลากหลายฉบับของเขมรนั้น ได้กล่าวกันถึงการทิวงคตของสมเด็จพระมหินทราชาว่าทรงประชวรด้วยไข้ป่าพร้อมด้วยพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ จึงทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้มีมีการเขียนถึงพิธีปฐมกรรมอย่างที่พงศาวดารไทยได้เขียนเอาไว้

 จึงทำให้มีคนพยายามค้นหาคำตอบเหล่านี้ตลอดเวลาตลอดมาว่า พิธีปฐมกรรมในครั้งนั้น น่าจะเป็นการทำพิธีกรรมบางอย่างเมื่อครั้งที่จับสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณได้มากกว่า และการทำพิธีนั้นก็ไม่ได้หมายถึงการฆ่า เนื่องจากว่าทรงโปรดปรานสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณมากถึงขนาดที่ว่าทรงโปรดเกล้าให้พระราชธิดาของอุปราชเมืองเขมรผู้นี้ขึ้นเป็นพระมเหสีทีเดียว

 ในขณะเดียวกันนั้น เมื่อถามถึงเมือง “ละแวก” หรือเมือง “ลงแวก” ว่าตั้งอยู่ที่ไหนก็ได้มีนักประวัติศาสตร์ระบุเอาไว้ว่าเมืองดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ที่ทางตอนเหนือของกรุงพนมเปญในปัจจุบัน ซึง่ในอดีตนั้นเมืองลงแวกแห่งนี้ คือราชธานีที่ยิ่งใหญ่ของกัมพูชามากว่า 66 ปี ก่อนที่จะถูกกองทัพสยามตีแตก

 ปัจจุบันนี้ เมืองละแวกหรือ เมืองลงแวก เป็นตำบลๆหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงฉนัง ซึ่งอยู่ห่างขึ้นไปจากกรุงพนมเปญ เมืองหลวง ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 45 กิโลเมตร และในปัจจุบันนี้ยังมีโอราณสถานมากมายของเมืองะลแวกในอดีตให้พบเห็นกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นวัดพฺระอินทเทพและวัดพระโค และ วัดตฺรแลงแกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเดิมของเมืองละแวกในอดีต….

 

 ************************

โดย อาร์มอิสระ

 

กลับไปที่ www.oknation.net