วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรือนไทยสาคร


บ่ายวานนี้ มีพี่ๆน้องๆมาช่วยอยู่โยงขายของหน้าร้าน  เลยเดินไปที่ท่าเรือหน้าศาลเจ้าที่หน้าตลาด (สมัยก่อนโน้นเป็นท่าเรือส่ง-เรือสินค้าอุปโภคบริโภคขายส่ง- บางครั้งเรือขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯก็มาจอดขึ้นสินค้าที่ท่านี้ด้วย) นั่งรอเรือแท็กซี่ดัดแปลงมาบริการพานักท่องเที่ยวไป-กลับบ้านเรือนไทย “ไทยสาคร” ที่อยู่ห่างออกไปทางใต้ตามลำน้ำท่าจีนชั่วเวลานั่งเรือชมสองฝั่งเพลินๆสัก ๑๐ นาที

 

ไทยสาคร เป็นเรือนไทยแบบกลุ่ม มีเรือนชาน เรือนขวาง เรือนครัว เรือนนอน .... จขบ.ก็เรียกไม่ค่อยถูกนัก เจ้าของบ้านคือเถ้าแก่เช็ง เดิมทำกิจการโรงสีข้าวอยู่ริมน้ำ 

 

ผู้บรรยายนำชมซึ่งนั่งมากับเรือเล่าว่ามีโรงสีข้าวริมลำน้ำอยู่ ๓ โรง ( ๓ เจ้า ) จขบ.จำได้ว่าชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าโรงสีเหนือ โรงสีกลาง โรงสีใต้  ต่อมาถูกไฟไหม้ไป ๑ โรง  ส่วนกิจการโรงสีข้าวของเถ้าแก่เช็งเริ่มซบเซาลงเมื่อมีการตัดถนนดำหรือถนนราดยางมากขึ้น ทำให้การเดินทางและการขนส่งเปลี่ยนไปเป็นทางบกมากขึ้น ... เป็นเหตุผลที่ จขบ.ฟังแล้วงงๆ แต่ก็น่ารับฟังไว้ประกอบการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคม

 

เมื่อเถ้าแก่เช็งเลิกกิจการโรงสีข้าวก็ดัดแปลงสถานที่เป็นโรงทำน้ำแข็ง จขบ.นึกออกว่าใช้น้ำจากลำน้ำท่าจีนนั่นแหละ สูบขึ้นไปกรอง ทำให้สะอาด ทำเป็นน้ำแข็งก้อนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ซอง  ส่งขายให้ร้านส่งน้ำแข็งที่จะไปตัดแบ่งและ/หรือบดส่งร้านกาแฟ ร้านขายปลา อาหารทะเล .. เป็นขนาดย่อยลงไปที่เรียกว่ากั๊ก มือ ...  ผู้บรรยายไม่ได้เล่าต่อว่าในยุคที่ “น้ำแข็งยูนิค” แพร่หลายมากขึ้นแล้วนี้ โรงน้ำแข็งของเถ้าแก่เช็งได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างไรอีกหรือไม่

 

วันหน้า จขบ.จะเอารูปร้านค้าน้ำแข็งในตลาดที่ยังใช้แกลบหรือขี้เลื่อยไม้โปะรักษาความเย็นมาให้ดูสภาพที่เปลี่ยนไป  เคยมีนักวิชาการญี่ปุ่นมาดู สัมภาษณ์ เก็บรูปไป เพราะว่ามันคือ “อดีตของญี่ปุ่น” ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นี่-เมืองไทย  เขาเอาไปต่อภาพความเป็นมาของเขาเองได้

 

จขบ.ไม่ได้ตั้งใจฟังผู้บรรยายสักเท่าไหร่  สนใจแต่ดงไม้สองฝั่งน้ำที่บางช่วงหนาทึบ รกเรื้อ มีหลุบลึกเข้าไปจากชายน้ำ ให้ความรู้สึกดิบ โบราณ

เรือวิ่งผ่านท่าน้ำวัดสามชุกซึ่งมีเรือบริการรับส่งนักท่องเที่ยวจากตลาดร้อยปีมายังวัดสามชุก ที่มีรอยพระพุทธบาท(จำลอง?) จขบ.ฟังมาว่าที่ววัดนี้มีกิจกรรมฝึกกรรมฐานที่ได้มาตรฐานด้วย  เลยวัดสามชุกมานิดเดียวก็เห็นหลังคาบ้านทรงไทยสีแดงเป็นกลุ่มทางซ้าย  เรือตีโค้งกลับหัวเรือเข้าไปจอดท่าน้ำหน้าบ้านเถ้าแก่เช็ง

เด็กสาวฝาแฝดสองคนนี้กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนาฏศิลปสุพรรณบุรี

เล่นเพลงตามคำขอของนักท่องเที่ยวท่านหนึ่งได้ทุกเพลง

 

มาถึงหน้าบ้านเถ้าแก่เช็ง

หนึ่งในสามผู้นำชมเรือนไทยสาครยืนรอต้อนรับที่ซุ้มประตูหัวบันไดเรือน

เรือนชานต้อนรับ

 

ถัดไปที่เรือนทางขวามีเครื่องขยายเสียงแบบหลอด เสียงใสชัดเจน

 

วิทยุโบราณ ลืมถามว่าเป็นทรานซิสเต้อร์หรือยัง

 

 

ใช่หลังนี้หรือเปล่าหนอที่เรียกว่านาฬิกาสามระฆัง

 

พัดลมตัวนี้ยังทำงานเงียบ ทั้งส่ายหน้าและพยักหน้าราวเต้นจังหวะสวิงอย่างเมามัน

 

เรือนนอนทางขวา

 

เลขที่บ้านอยู่ที่เรือนด้านหลังเรือนชานหรือเรือนรับรอง

 

หีบเก็บของมีค่า

 

ขันน้ำพานรองทองเหลือง

 

ตะเกียงทองเหลือง

 

ตาชั่งสองแขน

 

สวิทช์ไฟฟ้า ขนาดเท่าลูกมะขวิด

 

นาฬิกาหลังนี้อยู่หน้าเรือนนอน

 

โต๊ะแต่งหน้ากับคันฉ่อง (โลหะขัดเงา)

 

นาฬิกาลูกตุ้ม

 

วิทยุบ้านนี้เยอะจัง

 

ผู้นำชมเรียกสิ่งนี้ว่า ดอกไม้น้ำ เล่าว่าเป็นของจากในวัง เมื่อถ่ายภาพจะเกิดแสงสะท้อนเป็นสี

 

เตียงนอนดาดเพดาน  ที่ข้างฝาห้องมีนาฬิกาอีก

กล่องทองเหลือง ข้างๆเป็นกระป๋องบุหรี่ตรารอแยลสแตนดาร์ด 111  บนหีบกุญแจรหัส

 

เรือนครัว เยื้องไปทางซ้ายหลังเรือนชาน ยังใช้งานอยู่

 

เรือนนี้ จำลองร้านตัดผมหรือร้านกาแฟนะ จขบ.จำไม่ได้

 

ร้านตัดผม แผงบังตาแบบสะบัด (swing) เมื่อก่อนเป็นที่นิยมใช้แต่งร้าน

 

ปัตตาเลี่ยนไฟฟ้า  นึกถึงตอนมันถากหนังศีรษะเวลาตัดผมทรงนักเรียน

 

ภาพประดับร้านตัดผม เอาใจลูกค้ารุ่นหนุ่มตะกอ

 

ภาพใส่กรอบเป็นแค็ตตะล็อกแบบทรงผมให้ลูกค้าเลือก

 

มีเพลงกล่อมในร้านด้วย

 

ที่ข้างฝาร้านตัดผมประดับรูปดาราที่ครองใจบุรุษในยุคโน้น

 

แต่ฝาด้านนี้เป็นรูปดาราสตรี ไม่เข้าใจว่าทำไมมาประดับร้านตัดผมชาย ปกติต้องเป็นรูป”ปลุกใจเสือป่า”

 

เครื่องฉายหนัง ๘ มิล. ยังทำงานดี ฉายให้ดูด้วย แต่ฟิล์มหนังเลือนเกือบหมดแล้ว

 

วิทยุอีกแง้ว บ้านนี้

 

เอ ไอ้นี่ก็วิทยุมั้ง คลับคล้ายคลับคลาจะเคยผ่านตาในสมัยเด็ก

 

อารามรีบๆ ไม่ได้ดูให้แน่ว่าคันฉ่องหรือกระจกเงา แต่จำได้ว่าใสมาก คงเป็นกระจกเงา

 

หีบสมบัติทั่วบ้านเลย

 

ซองแผ่นเสียงชนิดครั่ง

 

ตู้ลิ้นชักแขวน เก็บเครื่องมือตัดผมชาย แผ่นหนังลับมีดโกน โถแป้ง แปรงปัดแป้ง กรรไกรเล็ม หวี และปัตตาเลี่ยนมือ (manual)

 

เรือขายกาแฟของพ่อของเถ้าแก่เช็งเมื่อมาจากเมืองจีนใหม่ๆ

พ่อและแม่ของเถ้าแก่เช็งซึ่งอายุ ๘๘ ปีเท่ากันยังนอนเล่นอยู่ที่เรือนหลังหนึ่งในเรือนกลุ่มนี้

 

ตู้ก๋วยเตี๋ยวภายในเรือนที่จำลองเป็นร้านกาแฟ ผู้นำชมบอกว่า ททท.มาจัดและตกแต่งให้

 

เมื่ออยู่ในร้านกาแฟจำลองนี้ แทบลืมเลยว่าเป็นเรือนไทยใต้ถุนสูง

 

เหมือนร้านก๋วยเตี๊ยว+ร้านกาแฟที่อยู่กับพื้นเลย ว่ามั้ย  และดูภาพประดับฝาด้านหลังสิ

 

ถังน้ำดื่มแบบบริการเปล่าๆ ไม่คิดตังค์ คล้ายถังยาขมในกรุงเทพฯ

 

ตู้เก็บผสมตู้แสดงสินค้า ภู่กันของสง่า มยุระ มักมีขายในร้านกาแฟด้วย

ว้า ลืมเก็บมาให้เห็นเต็มๆ

 

ยาเส้นบรรจุกระป๋องครับ ชั้นล่างเป็น”กราแมวดำ”ของเพียงใจอุตสาหกรรม ที่สี่แยกบ้านแขก ผมเคยซื้อมามวนกับเครื่องมวนเอง

 

แชมพูแบบผงใส่ซองๆละ ๕๐ สตางค์  นึกถึงที่สาวๆนุ่งกระโจมอกห่มผ้าขนหนูที่ไหล่ เดินถือขัน สบู่ แชมพู กระแป๋งซักผ้าเดินไปท่าน้ำเป็นกลุ่มบ้าง เดี่ยวบ้าง

 

ผู้นำชมชูซองแชมพูผง แฟซ่า(feather) ให้เห็นชัด

 

เนี่ยแหละ ภาพปลุกใจเสือป่า จากปฏิทิน  รูปใหญ่นั่นบ่งบอกว่าเป็นช่วงไม่นานปีนี้แล้ว

 

ถ้วยเอวคอดนี่ ใช่ใส่เครื่องดื่มผสมน้ำแข็งพวกกาแฟเย็น เดี๋ยวนี้มีเบียร์บางยี่ห้อใช้ถ้วยทรงนี้ในร้าน

 

เที่ยวกลับ สวนกับเรือบริการอีกลำหนึ่ง เถ้าแก่เช็งขับเอง พานักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งมาเรือนไทยสาคร

ผู้นำชมให้แผ่นปลิวเป็นกระดาษถ่ายสำเนาขนาด เอ๕ มาหนึ่งแผ่น (เดี๋ยวนี้ใครๆชอบเรียกกระดาษโฆษณาเป็น “โบรชัวร์” ไปหมด  กระดาษปรู๊ฟสีบางๆแผ่นเดียวชวนไปเปิดร้านขายจักรยานยนตร์ก็เรียกโบรชัวร์ไปได้  ที่จริงเขาแบ่งเป็น book, booklet, brochure, pamphlet, folder, leaflet, foil แต่ก็นั่นละนะ คำเรียกมันต้องผ่านลมปากคนที่ล่องไหลไปตามกาลสมัย)  บอกว่าเรือนไทยสาครเปิดให้พักแบบโฮมสเตย์ด้วยในราคาคืนละ ๖๐๐.- บาทต่อหนึ่งท่าน 

หมายเลขโทรศัพท์สอบถามคือ คุณเช็ง ๐๘๑-๓๐๓๓๖๗๔  และคุณเข็ม ๐๘๖-๗๕๑๒๖๘๖

.

โดย driftworm

 

กลับไปที่ www.oknation.net