วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตะแพนบ้านป่า ทว่าศิวิไลซ์ (1)


.

.การพูดคุยที่ศาลาหมู่บ้าน.

.บรรยากาศ.

.ต้นทุเรียน อายุกว่าร้อยปี.

.ต้นลำชิง.

.ต้นทุเรียน วัยทวด ที่ยังให้ผล.

.มะไฟกา.

.เนื้อหวานอมเปี้ยว.

.มะไฟกาที่นี่ลูกโตจริงๆ.


ทุเรียนต้นใหญ่ขนาดหลายคนโอบ เป็นพญาไม้ผลท่ามกลางไม้ป่าอื่นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยืนยันว่าบริเวณนี้คือเขตป่า หาใช่ที่ทำกินไม่ แต่คนบ้านเขาแก้ว-ท่ายูงบอกว่านี่ล่ะคือที่ทำกินของคนแต่ก่อน ที่ทิ้งไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้เก็บเกี่ยวประโยชน์ โดยไม่ต้องลงแรงอีกแล้ว

เจ้าหน้าที่อุทยานฯกลับอ้างว่ามันงอกอยู่ที่นี่ได้ เพราะสัตว์ป่านำมากินแล้วทิ้งเมล็ดไว้ ไม่ใช่เพราะฝีมือมนุษย์ปลูก แต่น่าแปลก ที่มีต้นทุเรียนขนาดเดียวกัน ไม่ไกลกันนักอยู่สามต้นในพื้นที่ตรงนี้

“ทุเรียนต้นนี้ แต่ละปีจะให้ลูกไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ลูก” คนนำทางหันมา

บอก  ฉันจึงแหงนมองเรือนยอดจนคอตั้งบ่า แต่ปีนี้เห็นว่าทุเรียนวัยทวดต้นนี้ งดให้ผล

“กรรมสิทธิ์ทุเรียนสามต้นนี้ เป็นของพี่น้องสี่คน เขาจะหมุนเวียนกันมาเฝ้าทุเรียนคนละคืน เพื่อเก็บทุเรียนที่หล่นลงมา”  เป็นความยุติธรรมที่ต้นทุเรียนเองน่าจะพอใจ....ฉันคิด หวนนึกถึงวัยเด็กที่ได้ไปเฝ้าเก็บทุเรียนหล่นที่สวนของตา ฤดูเฝ้าทุเรียนหล่น ตาจะซ่อมแซมขนำน้อยในสวนให้ได้พักพิง มีกองไฟควันกรุ่นไว้ไล่ยุง  มีแคร่ มีมุ้ง เด็กๆอย่างเรา จะชักชวนกันไปนอนเฝ้าทุเรียน คล้ายเป็นการผจญภัยชนิดหนึ่ง คนตัวโตกว่าจะหลอกน้องๆ แกล้งเล่าเรื่องผี ทำเสียงผีหลอก หยอกล้อกันทั้งคืน เพื่อรอฟังเสียงทุเรียนหล่นดังตุ๊บ จากนั้นตัวใครตัวมัน วิ่งแข่งกันออกไปหาทุเรียน ใช้ทักษะส่วนตัว ทั้งสายตาทั้งจมูกสูดดมหากลิ่น เกมการเก็บทุเรียนหล่น ที่เราเรียกว่า “เฝ้าเรียน” นี้ สนุกจนไม่อาจลืม

มองยอดไม้ ได้ยินเสียงแมลงเซ็งแซ่ ดังกังวานโอบล้อมเราไว้ เป็นเสียงแปลกๆ ท่ามกลางไอชื้นของป่าเขา เงาทึบ

 “ทุเรียนต้นใหญ่ยักษ์นี้มีชื่อประจำต้นว่า ไอ้เตย อีกต้นชื่อ ไอ้จ้อน”  คนนำทางบอก ไม่ยักเรียกว่า “อี” ฉันคิดในใจ ไม่กล้าเอ่ยขัดคอ เพราะรู้ว่าชื่อต้นทุเรียน มักจะมาจากต้นไม้ชนิดอื่นที่งอกอยู่ใกล้ๆกัน หรือตามลักษณะพิเศษอื่นๆ  ชื่อต้นทุเรียนมีความสำคัญต่อลูกทุเรียน เพราะเวลาบอกชื่อต้น คนที่ไม่ได้มาเก็บด้วยตนเองจะรู้ทันทีว่า รสชาดลูกทุเรียนลูกนี้จะเป็นอย่างไร เพราะต้นหนึ่งๆ จะมีรสชาดไม่เหมือนกัน บ้างเนื้อหนาหอมหวาน บ้างขี้ดูกรสจืด (เนื้อบาง เมล็ดใหญ่) นี่คือเสน่ห์ของทุเรียนพื้นบ้าน ที่ไม่มีใครปรุงแต่งสายพันธุ์ให้เธอได้

ในป่าผลไม้แห่งนี้ ยังมีต้นลำชิง หน้าตาคล้ายลางสาดแต่รสชาดเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด แกงส้มได้อร่อย มีต้นตะออกที่มีผลคล้ายสาเก เมล็ดเล็กๆอัดแน่นขนัด มากกว่าเนื้อ เอามาต้มกินแทนข้าวได้ และยังมีมะไฟกา ช่อลูกสีแดงอร่ามชวนชิม รสชาดเปรี้ยวอมหวานสดชื่นลิ้น ที่ประหลาดและเพิ่งพบครั้งแรกในชีวิตของฉันคือ มะไฟดิน ลูกรีๆสีน้ำตาลเข้มค่อนไปทางดำ ที่คิดว่าเหี่ยวคาต้น แต่พอเด็ดมากัดชิม หือ.. เปรี้ยวดีแท้

ฉันมาเที่ยวในที่ทำกินของชาวบ้านที่เรียกตัวเองว่า องค์กรชุมชนตะแพน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากหลายหมู่บ้าน ได้แก่ บ้านตะแพน บ้านห้วยครก บ้านท่ายูง บ้านเขาแก้ว บ้านใต้ บ้านคลองเรือ บ้านสวนหลวง บ้านออก บ้านห้วยไทร-หัสคุณ บ้านท่าข้าม ทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่ในตำบลตะแพน  อำเภอศรีบรรพต  จังหวัดพัทลุง 

แต่ที่กำลังย่ำเดินอยู่นี้ คือเส้นทางที่เลาะไปตามลำน้ำ “คลองหัวนอน” ในเขตหมู่บ้านเขาแก้ว-ท่ายูง หมู่ที่๕ เพื่อดูสภาพพื้นที่ทั่วๆไป ร่วมกับพี่น้องชาวบ้านอีกหลายคน ที่นำทางเข้ามา

ใครบางคนบอกว่าถ้าจะให้การเที่ยวชมสมบูรณ์ต้องมาเที่ยวป่าฤดูแล้ง จะได้ขึ้นไปข้างบนโน้น ว่าแล้วก็ชี้มือไปทางทิศตะวันตก ที่มียอดเขาสูง

“ที่นั่นเป็นที่ตั้งของค่ายคอมมิวนิสต์เก่า เรียกว่าเขาแก้ว ต้องไปนอนค้าง มีถ้ำใหญ่ด้วยนะ”

ฉันถามว่าสหายที่เคยอยู่ที่นี่ ที่ชาวบ้านรู้จักมีใครบ้าง

“วงคาราวานทั้งวงเลย แล้วก็มีแสง ธรรมดา ที่กลับมาเยี่ยม มาช่วยสอนเยาวชนให้จัดตั้งวงดนตรีด้วยนะ” แสง ธรรมดา เป็นศิลปินนักร้องอยู่ที่หาดใหญ่ เขาจึงแวะเวียนมาได้ไม่ยากนัก นับว่าเป็นศิลปินเพื่อชีวิตของประชาชนที่แท้เชียวนะ แสง ธรรมดา

“นี่คือต้นกฤษณา” ระหว่างเดินกลับลงมาอีกทาง คุณอานนท์ ศรีเพ็ญ ชี้ให้ดูต้นไม้ทรงเพรียว เรียวใบแหลม ขนาดรัศมีวงต้นไม่เกินสามสิบนิ้ว ที่ถูกเจาะเป็นรูที่โคนต้น ฉันบอกว่าช่วยยืนใกล้ๆต้นหน่อย จะขอถ่ายรูป แต่เขาปฏิเสธแบบยิ้มๆ

“ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวคนเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนเจาะต้นไม้” เรียกเสียงฮาครืนจากเพื่อนร่วมทาง

ทำไมต้องมารู้จักบ้านตะแพน....แล้วจะเล่าให้ฟัง  เล่าตามที่ฉันได้รับฟังมาจากปากคำของพวกเขา ในวันฝนตกชื้นแฉะ  ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ ที่ศาลาประชุมของหมู่บ้านนั้นเอง

ประวัติชุมชน ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ามาว่าบ้านเขาแก้ว,  ท่ายูง,  และคลองเรือ  เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งประมาณ  พ.ศ.๒๓๑๗ ผู้ก่อตั้งบ้านเขาแก้ว  คือ  “ขุนเดช”  โดยได้นำคนกลุ่มหนึ่งเดินทางตามสายน้ำ(คลองพิกุลทอง)  เพื่อมาตั้งถิ่นฐานที่นี่เพราะมีความอุดมสมบูรณ์  ลูกหลานของผู้ก่อตั้งหมู่บ้านที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันคือ  “ยายแดง  ราษแก้ว”  ปัจจุบันอายุ  ๘๘  ปี  เป็นลูกของ  “นางจันทร์-นายเอียด  ราษแก้ว”  ซึ่งเกิดที่บ้านเขาแก้วเมื่อ  พ.ศ.๒๔๑๗  ส่วนบ้านท่ายูงและคลองเรือ  ก่อตั้งโดย  “ขุนจง”   

สอดคล้องกับการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนเชิงเทือกบรรทัด ของอาจารย์ปริญญา นวลเปียน อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.กาญจนบุรี ที่เขียนไว้ในงาน “ชุมชนเชิงเทือกเขาบรรทัด: การต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุดของชุมชนกับรัฐ” ในเว็บไซด์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ดังนี้

ชุมชนดั้งเดิมในรัฐ (ชาติ) สมัยใหม่: "นายรักเหมือนเสือกอด หนีนายรอดเหมือนเสือหา"
หมู่บ้านดั้งเดิมในชุมชนเชิงเทือกเขาบรรทัดบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา ต่างตั้งอยู่บนเส้นทางตัดข้ามเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ฝั่งคาบสมุทรอ่าวไทยและคาบสมุทรอันดามัน ที่มีอยู่หลายเส้นทางด้วยกัน มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าหลายหมู่บ้านต่างเติบโตขึ้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่มานับตั้งแต่ช่วงกลางสมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย เช่น บ้านนา บ้านกงหรา บ้านตะโหมด และบ้านชะรัด เป็นต้น โดยสามารถพิจารณาถึงความเก่าแก่ของชุมชนเหล่านี้ได้ จากอายุของพระพุทธรูปและวัดในชุมชน สำหรับหมู่บ้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งแยกครัวเรือนออกมาแสวงหาที่ดินทำกินเพิ่มเติม และการอพยพเพื่อหนีโรคระบาด (ไข้น้ำ) เช่น บ้านคลองหวะหลัง บ้านไร่เหนือ บ้านตะแพน และบ้านในตระ เป็นต้น จากการตรวจสอบด้วยคำบอกเล่าทำให้ทราบได้ว่าหมู่บ้านดังกล่าวมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๓๐ ปี มาแล้วทั้งสิ้น

สวนสมรมเก่าแก่ ต้นทุเรียนอายุนับร้อยปี  จึงเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดี แม้ว่าปัจจุบันจะหันมาปลูกยางพาราพันธุ์ดีกันมากแล้ว แต่ยังมีบางแปลงที่คงความเป็นสวนสมรมเอาไว้ เช่นสวนที่ฉันมาชมนี่เอง

“แต่เดิมเราทำสวนสมรม สวนยางก็เป็นป่ายาง ต่อมามีการโค่นยางเพื่อปลูกทดแทน อุทยานก็บอกว่าป่ายางของเราเป็นป่าของอุทยาน จนมาถึงปี ๒๕๔๑  เราจะไม่ได้รับทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอีก ถ้าหัวหน้าเขตอนุรักษ์ไม่เซ็นอนุมัติ” 

“ผมเกิดที่นี่ รู้ว่าพื้นที่นี้ เดิมคือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ตามที่ประกาศไว้ ตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕  แล้วกลายมาเป็นป่าอุทยาน ในปี ๒๕๐๔  พื้นที่ทำกินของเรา มีประมาณ ๕๐๐๐ กว่าไร่ แต่ได้ นส.๓ แค่ ๒๐๐๐ กว่าไร่เท่านั้น นอกนั้น เป็นสค. 1 เราจึงต้องการความชัดเจนของเขตป่า เพราะตอนนี้อุทยานมาปักเขตอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว”

“สมัยรุ่นพ่อผม แกเล่าว่าได้ไปเดินเขตร่วมกับเจ้าหน้าที่ ในพ.ศ. ๒๕๐๐- ๒๕๐๕  เขตอุทยานยังไม่มี มีแต่ป่าสงวน หรือป่าคุ้มครอง ที่อยู่ข้างบนเขา บริเวณหมู่บ้านนี้ เป็นเขตที่ทำกิน ที่นี่เป็นเขตทำข้าวไร่ ชาวบ้านจะถางป่าไปเรื่อย ปลูกข้าวไร่เสร็จแล้วก็ปลูกยาง ปลูกไม้ผลเอาไว้ แต่ละปีที่ถางออกไป ปลูกข้าวไป ปีที่สอง ปลูกข้าวอีกครั้ง เรียกว่าหน่ำซัง ปลูกขี้พร้าน้ำเต้าแซมแปลงข้าว ได้กินได้ขาย แต่การเอาไปขายไกลมาก ไม่ค่อยได้เอาไป เพราะถนนหนทางลำบาก มีโจรปล้นด้วย”

“การถางป่าสมัยนั้น เป็นไม้รุ่นสองแล้ว ซึ่งเหลือจากการสัมปทาน เขาจะตัดไม้แล้วก็เผา ที่ไหม้ไม่หมดก็รุนปรน” คุณอานนท์ อธิบาย

“ชาวบ้านทำกิน ไม่มีเขต ไม่มีหลักฐานอะไร เราก็ทำกินของเราไปเรื่อยๆ แต่ต่อมาอุทยานมาปักเขตรุกเข้ามาถึงที่หน้าโรงเรียนด้วยซ้ำ แล้วใครรุกที่ของใครกันแน่” ......เป็นคำถามที่ต้องหาคนตอบ...ฉันจึงต้องมา

“มาหาว่าเราบุกรุกป่า ทั้งที่ป่ายางของเราปลูกมาสามสี่รุ่นแล้ว บางแปลงปลูกเป็นรุ่นที่ห้าแล้วด้วยซ้ำ เมื่อก่อนทางกองทุนสงเคราะห์องค์การสวนยางให้ทุนปลูก แค่มีที่ดินที่จะปลูกเท่านั้นเอง มาตอนนี้ เราปลูกยางก็มาฟันต้นยางของเรา”

“การตั้งหน่วยอุทยานเขาปู่-เขาย่า ขึ้นในพื้นที่ ระยะแรกเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพียงแค่เดินตรวจป่า ไม่ได้เข้ามาคุกคามชาวบ้าน แต่ปี 2541 เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้เข้ามาสั่งห้ามไม่ให้โค่นยางที่หมดสภาพ  ไม่ให้ถางหรือปลูกแทน  ชาวบ้านต้องทำสวนอย่างหลบๆ  ซ่อนๆ  ถูกข่มขู่  ปักป้ายยึดที่ดิน  และถูกดำเนินคดีอาญา”

“ราวต้นปี ๒๕๕๐ ทางหัวหน้าอุทยานฯ  มาทำพิธีฟันทำลายสวนยางพาราของชาวบ้าน โดยนายอำเภอศรีบรรพตเป็นประธานในพิธี  ให้น้าส้องเจ้าของสวนที่ถูกตัดฟัน เล่าต่อนะ” 

น้าส้อง ที่ถูกเอ่ยชื่อ วัยราว ๖๐ เป็นหญิงหม้ายที่ลำบาก เพราะเธอบอกว่า ที่ดินทำกิน มีเพียง ๗ ไร่ เท่านั้น

“วันนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เป็นคนคุ้นเคยกัน มากระซิบบอกกับผู้ใหญ่บ้านว่า ผู้ใหญ่เหอ ผมจะไปฟันยางของพี่ส้อง อย่าให้แกขึ้นไปนะ เดี๋ยวจะถูกจับ แต่ผู้ใหญ่ต้องไปเป็นพยานนะ”

น้าส้องบอกว่า ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นคือน้องชายของแกเอง ที่แสนจะทำใจลำบากกับคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ

“หนนั้น มีนายอำเภอมาด้วย มากันหลายหน่วยงาน คนเต็มไปหมด ฉันไปแอบดู เห็นรถจอดขวางถนนด้วย เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปขัดขวางการทำงาน ฉันเดินเข้าไป แต่เจอเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เขามาห้ามว่าอย่าเข้าไปนะ เขาจับเติ้นแน่ ตอนนั้นเขากำลังประกาศทางเครื่องขยายเสียงว่าเจ้าของสวนอยู่ที่ไหน” 

“ฉันจึงไปหลบอยู่ในป่า ดูเขาฟันต้นยางไปร้องไห้ไปด้วย จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี” 

(จบตอนที่ 1)

 

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net