วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กล้วยทอดขะแมร์ ฤาแน่กว่ากล้วยทับของไทย รู้กันวันพรุ่ง 12 พ.ย.


กล้วยทอดเขมร (เจกเจียน)  ฤาจะสู้กล้วยทับของพี่ไทย

จากรายการช่อง 3 ทูไนท์โชว์ ของไตรภพ  เมื่อวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2552  ได้นำเสนอทัวร์กัมพูชา  พาดูกล้วยทอดของเขมร....

เขมร เรียกกล้วยทอดว่า เจกเจียน

วิธีการทำกล้วยทอดเขมร คือ นำเอากล้วยน้ำว้าสุก ใกล้เละทั้งลูก มาวางบนแผ่นพลาสติกใส  แล้วห่อม้วนกล้วยสุกไว้

นำห่อกล้วยสุกไปวางลงบนเขียงไม้

จากนั้นก็เอามีดอีโต้ หันทางแบน ฟาดเปรี้ยงไป 1 ที ให้กล้วยทั้งลูก แบน ยาวเป็น..เหลี่ยมไปตามห่อพลาสติกที่ม้วนหุ้มไว้ 

นำกล้วยที่ฟาดจนแบน ยาว เหลี่ยม ดึงลอกออกจากแผ่นพลาสติก จับโยนใส่ลงในส่วนผสมของแป้งข้าวจ้าว  เพื่อชุบแป้งให้ทั่วแผ่นกล้วยสุก..เหลียม..ยาวแบน

จากกล้วยเละ ๆ ถูกทุบแบน จึงมีแป้งหุ้มทั่วทั้งลูก  กลับกลายเป็นกล้วยชิ้นหนา ยาวใหญ่..ขึ้นมาอีกครา

แล้วใช้ที่หนีบ คีบเอากล้วยชุบแป้ง โยนใส่ลงไปในถังสแตนเลสสี่เหลี่ยมใบใหญ่  หรือน่าจะเป็นกระทะก้นลึก ก็ได้เหมือนกัน  ที่หลุมกระทะมีน้ำมันร้อนเดือดปุด ๆ อยู่เต็มถัง

ทอดกล้วยแบน..เหลี่ยม  พลิกกลับไปมา เหมือนทอดกล้วยแขกบ้านเรา

นั่นคือ..วิธีคิดของเขมร  กับการทำกล้วยทอด ที่ใช้ความรุนแรงกับกล้วยอ่อนแอ สุกงอม ฉ่ำ  ฟาดเปรี้ยงไป 1 ที ให้เละแบน

แล้วก็เอาไปทำให้สวย ชุบแป้งทอด กลบเกลื่อนให้ดูดี  จึงทอดซ้ำด้วยความร้อน ที่อุณหภูมิน้ำมันเดือดจนพล่าน

..พอสุก  ก็เขมือบได้หน้าตาเฉย กับกล้วยทอดเขมร ชิ้น..เหลี่ยม  แบนใหญ่เบ้อเร่อ ถือกินล้นปาก

................................

ส่วนพี่ไทย  เรามีความละเมียดละไม แม้เรื่องอาหารการกิน  ไม่ตะกละตะกราม มูมมาม  ทำอาหารขนมล้วนแต่ชิ้นเพียงพอดี  แต่ลุ่มลึก รสถ้อยอร่อยจิต..

จะกล้วยทอด กล้วยทับ ก็ตาม ของไทยเราจึงเป็นแต่พอดีปาก

ถ้าเราจะขย้ำ...กล้วย  เราก็มีวิธีที่เรียกว่า..บัวไม่ให้ช้ำ  น้ำไม่ให้ขุ่น

กล้วยเราจะใช้กล้วยสุกพอดี  ไม่รุกรานกล้วย..อ่อนแอ 

ค่อย ๆ ทำไป แต่นิด ๆ เราจะเอากล้วยทั้งลูกไปย่างไฟ บนเตาถ่านร้อนแดง  ค่อย ๆ ให้ไฟสุมเต็มอก ทีละนิด ๆ  เผาไฟอ่อน ๆ หมุนกล้วยไปรอบ ๆ ให้ร้อนทั่วทั้งลูก ..ร้อนถึงเนื้อในกระดองใจ...จนกล้วยที่ถูกปิ้ง..สุก จนหมด...เหลี่ยม 

จากนั้น...

พี่ไทย...ถึงค่อยเอากล้วยปิ้ง  ที่สุกจากการปิ้งไฟเตาถ่าน  ผ่านความร้อนทุรนทุราย  ไปเข้าเครื่องทรมาน  เครื่องบีบกล้วยลูกนั้นให้ค่อย ๆ แบน...ค่อย ๆ แบน  จนหมด..เหลี่ยม  ซ้ำอีกทีให้สาสม..ก่อนบริโภค

พอถึงตอนเขมือบ  พี่ไทย..เรา ก็ต้องสุนทรียรส  นำน้ำกะทิเคี่ยวกับน้ำตาล และน้ำผึ้ง  ใส่เกลือนิด ให้เค็มปะแร่ม ๆ   เคี่ยวจนหวาน หอม สด นุ่ม ละมุนลิ้น

รดราดลงไปบนกล้วยทับปิ้งไฟ 

  จึงได้ความอร่อย นุ่ม ชุ่มลึก ซึมถึงเนื้อใน..กล้วยปิ้ง ที่หมดเหลี่ยม ไม่เป็นรูปเป็นร่างกล้วยอีกต่อไป

สรุปได้ว่า...วิธีการเผด็จศึก..กล้วยของไทยเรา...กับเขมร 

วิเคราะห์เจาะลึกได้ว่า...ต่างกันในลีลา ชั้นเชิง...

ไทยเราเชือดอย่างชดช้อยค่อยทำ  และสงวนท่าทีกว่า  ไม่ทำให้ช้ำ ก่อนเชือด

ส่วนเขมรว่ากันดิบ ๆ โหด ๆ ฟาดโครม..มีวิธีทำกับกล้วย..อ่อนแอ  เละหมดทางสู้  อ่อนล้า โรยแรง  โดยเอามาชุบแป้งให้ดูดี  ทำเหลี่ยม ให้เป็นเหลี่ยม เคลือบกล้วยเละข้างใน ด้วยแป้งชุบ  เพื่อให้ดูใหญ่โตขึ้นมาอีกที

ทั้ง ๆ ที่ คือกล้วยเละ..เหลี่ยม ที่ต้องแหลกแล้วแหลกอีกด้วยน้ำมือเขมร

เขมรพูดจาเจรจาพาที  ก็ฟาดโครม ๆ กะว่ากล้วยนิ่ม จะเละแน่

การณ์กลับเป็นว่า...พี่น้องไทย รักสามัคคี ดียิ่งกว่ากล้วยดิบ  ฟาดโครมเดียวไม่อยู่..

รุกมา โต้กลับทันควัน  คว่ำกระดาน ล้มไม้  พังโต๊ะเลย..เอ็มไม่โอกะยู

จึงถึงคราวพี่ไทยทำบ้าง  สุภาพมาดเชือดนิ่ม ๆ ราดน้ำเชื่อมกะทิผสมน้ำผึ้ง

ดูสิว่า...วิธีทำกล้วยทับของไทย  ละมุนลิ้น ลื่นไหลมากชั้นเชิงกว่าแค่ไหน

ศึกกล้วยครานี้..ขะแมร์..คงต้องจดจำ  เล่าต่อไปอีกนาน...

ว่ากล้วยเหลี่ยมเละ  ฤาสู้..กล้วยทับ ของไทย  รสนุ่ม ละมุนลิ้น แน่สุด ๆ

ขอเสริมวิชาการ  ที่เผอิญไปพ้องชื่อ..

กล้วยหวานทับแม้ว

 

ชื่อสามัญ                      -
ชื่อพ้อง                         -
ชื่อวิทยาศาสตร์        Musa acuminata Colla.
แหล่งที่พบ                  พบได้ทั่วไป

ลักษณะทั่วไป
ต้น
ลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบด้านนอกมีสีชมพู มีประลายกาบด้านในมีสีเขียวอ่อน
ใบ ก้านใบสีเขียวอ่อน ก้านใบเรียวยาว ก้านใบมีสีชมพูตลอดแนว ร่องใบเปิด
ดอก ปลีรูปร่างเรียวขนาดเล็ก สีม่วงมีนวล กาบด้านในมีสีแดงสด
ผล  ก้านเครือสีเขียวมีขน เครือหนึ่งมี 7 - 8 หวี หวีหนึ่งมี 10 -18 ผล ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยน้ำว้า

การใช้ประโยชน์ ผลใช้รับประทานสด

เพลงร้องกล่อมเด็ก : กล้วยทับ

กล้วยทับ กล้วยทับ กล้วยทับ อร๊อยอร่อย

ใส่เกลือ ใส่น้ำตาลนิดหน่อย อร๊อยอร่อย

กล้วยทับ กล้วยทับ

 

โดย อมต

 

กลับไปที่ www.oknation.net