วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ” อดีตตุลาการหรือ “ทนายหน้าพรรค”


พร้อมหน้าพร้อมตาสำหรับบุคคลที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างกลุ่มต้านรัฐประหาร สายอดีตนักการเมือง สายนักเคลื่อนไหว และสายวิชาการ รวมกว่า 33 องค์กร เป้าหมายที่ “หมอเหวง” ได้เผยออกมาหลักๆ ก็คือ “โค่นล้ม คมช.-ทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540”

ทีนี้ ด้วยองค์ประกอบจากนักวิชาการ และเอ็นจีโอที่อ้างว่าไม่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ แต่ก็ต้องยอม “กลืนน้ำลายตัวเอง” เพราะหาแนวร่วมจากชนชั้นกลางไม่ได้ ทำได้แค่ชูป้ายเย้วๆ แล้วก็เงียบหายไป

ส่วนกลุ่มพีทีวีก็ต้องการนักวิชาการเพื่อเพิ่มเครดิต แม้จะเป็นนักวิชาการสีเทาก็ยังดี เพราะที่ผ่านมาบนเวทีนอกจากม็อบรับจ้างแล้ว ล้วนแล้วแต่มีเพียงแค่ “ตัวตลกการเมือง” หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ จะหาศิลปินเพื่อชีวิตมาแก้เกี้ยวเหมือนม็อบพันธมิตรก็เจอแถลงการณ์ตอกหน้าไปอีก

ลิสต์รายชื่อออกมา มีทั้งแกนนำกลุ่มพีทีวี ประกอบด้วยวีระ มุสิกพงษ์, จักรภพ เพ็ญแข, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อุสมาน ลูกหยี ฯลฯ กลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการที่ประกอบด้วย ส.ส.ตกอับที่ถูกฟ้องล้มละลายทางการเมือง อดีตสมาชิกไทยรักไทยอย่าง นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และ ชินพร ศรียากูล อดีตลูกพรรคที่สละเรือมาอยู่กลุ่มมัชฌิมาแต่ตกสวรรค์

เช่นเคยกับ “หมอเหวง โตจิราการ” และ “ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ” จากสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมกับ “วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย” แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่กำลังหลอกขายจตุคามฯ ล่ารายชื่อขับไล่บุคคลผู้ที่ทำงานรับใช้เบื้องสูง “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” สมาพันธ์พิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ “ชูพงศ์ ถี่ถ้วน” นักจัดรายการวิทยุปลุกระดม ที่ถูกสั่งปิดรายการแต่โชคดีที่ซ่อนเครื่องส่งเอาไว้

นอกจากนี้ยังมี “จรัญ ดิษฐาอภิชัย” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีเรื่องแตกหน่อกันภายใน “เยี่ยมยอด ศรีมันตะ” สหภาพครูแห่งชาติ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” อาจารย์ธรรมศาสตร์ อดีตซ้ายเก่าที่เคยเขียนบทความ เผยแนวคิดทุนนิยมสามานย์ออกมา เชียร์ทักษิณให้แปรรูป กฟผ. ตีหัวพันธมิตรในคอลัมน์ “มองมุมใหม่” หน้าทัศนะ-วิจารณ์ของกรุงเทพธุรกิจ

สุทธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนนี้ก็ไม่ธรรมดา ได้ข่าวว่าลูกศิษย์ 4-5 คน จัดตั้งกลุ่มที่มีชื่อว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่กิ๊ก” (เรียนอักษรฯ แท้ๆ แต่ตั้งชื่อได้ “โคตร” น่าเชื่อถือมาก) ซึ่งแกนนำอย่าง “ธีรนัย จารุวัสตร์” อายุเพียง 19 ปี รุ่นราวคราวน้องๆ ปี 2 ก็รวมหัวจมท้ายกับกลุ่ม บก.ลายจุด  ออกเคลื่อนไหวตั้งแต่เครือข่าย 19 กันยาฯ ต้านรัฐประหาร และกลุ่มไทยเซย์โน ของกลุ่มพลเมืองพิวัฒน์

(บก.ลายจุด คือสมบัติ บุญงามอนงค์ กรรมการมูลนิธิกระจกเงา อดีตแกนนำเครือข่ายอันแรก ปัจจุบันแยกตัวมาเป็นแกนนำเครือข่ายอันหลัง รายละเอียดเพิ่มเติมค้นไปค้นหาเอาเอง)

มีน้องคนหนึ่งแจ้งมายังผู้เขียนว่า มีชื่อโครงการค่ายประชาธิปไตยโครงการหนึ่งของ “สำนักนายกรัฐมนตรี” ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ น่าประหลาดใจตรงที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายคนนี้ได้จดทะเบียนโดเมนเนมเว็บไซต์เครือข่ายของตัวเองในชื่อเดียวกับ “ชื่อค่าย” อีก

ถ้านายคนนี้คิดชื่อเองตั้งแต่ต้นคงไม่ว่าอะไร แต่ถ้าก็อบปี้จากชื่อโครงการคนอื่นมาจดโดเมน ถือว่าน่าเกลียดที่สุด

คนสำคัญที่ไม่พูดไม่ได้ในเวลานี้นั่นก็คือ “มานิต จิตต์จันทร์กลับ” อดีตหัวหน้าศาลฎีกา ข้อมูลคร่าวๆ จากการเรียบเรียงโดยสรุป “มานิตย์” หนึ่งในแนวร่วมคนสำคัญคนนี้ เป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ที่ถูกไล่ออกในกรณีวิกฤตตุลาการเมื่อปี พ.ศ.2535 พร้อมกับ “ประมาณ ชันซื่อ” ซึ่งมานิตย์รับเป็นมือขวา “สุวรรณ วลัยเสถียร” “พงศ์เทพ เทพกาญจนา“ “ไพฑูรย์ เนติโพธิ์” ฯลฯ

ต่อมาได้รับการอภัยโทษและกลับเข้ารับราชการ หลังจากเกษียณอายุแล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาพิเศษ ซึ่งช่วงเวลานั้นถูกทาบทามจาก “พรรคไทยรักไทย” ให้มาเป็นที่ปรึกษากฎหมาย โดยทำงานเรียกค่าตอบแทน ควบคู่กับการเป็นผู้พิพากษาพิเศษเช่นเดิม

เป็นที่น่าสังเกตว่า บุคคลที่ถูกไล่ออกในกรณีวิกฤตตุลาการเฉกเช่นมานิตย์ ล้วนอาศัยนั่งร้าน “ไทยรักไทย” อย่างเช่น “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” ผู้พิพากษาวัยละอ่อนที่ครองตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค หรือจะเป็น “สุวรรณ วลัยเสถียร” ที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร ที่มีความเชี่ยวชาญในการเลี่ยงภาษีด้วยวรรคทองเด่นจากคำว่า “ผมไม่ได้มีหน้าที่มาพูดเรื่องจริยธรรม”

ช่วงเวลานั้นเมื่อ พ.ค.2549 ขณะที่กำลังดำเนินดคีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุด พล.อ.วาสนา เพิ่มลาภ มานิตย์ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาล โดยเฉพาะการยกพระราชดำรัสมากล่าวอ้างถึงเพื่อโจมตีและดิสเครดิต โดยอ้างความเป็นอดีตผู้พิพากษาเช่นเดียวกับผู้พิพากษาคนอื่นๆ ทั้งที่ความจริงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายของพรรคไทยรักไทย งถูกเปิดโปงไปตั้งแต่ปีก่อน

ในการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย นายมานิตย์ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการรัฐธรรมนูญ ลงสื่อสิ่งพิมพ์ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย พยายามแนะนำให้ตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ถอนตัวจากการตัดสินคดียุบพรรค เพื่อทบทวนบทบาทในการร่วมสังฆกรรมกับคณะรัฐประหาร

ภายหลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย นายมานิตย์ตัดสินใจโดดร่วมวงเป็นแกนนำต่อต้านรัฐประหาร ร่วมกับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เพียงแต่งานนี้ไม่ได้รับหน้าที่เป็นที่ “ปรึกษากฎหมาย” อย่างเช่นที่เขาเคยทำในชีวิตประจำวัน

ด้วยวัยวุฒิที่อาวุโส มานิตย์มักจะกล่าวอ้างถึงตำแหน่ง “อดีตผู้พิพากษา” อีกครั้งจนถึงทุกวันนี้ แต่ถึงกระนั้น นายมานิตย์ไม่เคยบอกถึง“อดีตที่ปรึกษากฎหมาย” ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาคือหนึ่งใน “ลูกจ้าง” ของทักษิณ ชินวัตร

และความที่ทักษิณมักจะเรียกใช้บรรดานักกฎหมายเพื่อหาช่องทางหลีกเลี่ยงในเรื่องต่างๆ ตามประสาที่เรียกว่า “เนติบริกร” เพราะฉะนั้นการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำหน้าที่ “ทนาย” คอยแก้ต่างให้กับผู้อื่น

จะเรียกว่า “ทนายหน้าพรรค” เมือนกับที่เรียกอดีตนักเรียนทุนอานันทมหิดลอย่าง “นพดล ปัทมะ” ที่ปรึกษากฎหมายของตระกูลชินวัตรว่า “ทนายหน้าหอ” ก็คงจะไม่แตกต่างกันมากนัก !!!

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net