วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฎศิลป์ไทย ๑ ว่าด้วย เรื่องโขน


                           

                      ที่มาของภาพ : กรมศิลปากร

ความหมายของคำว่า “ โขน”

สุมนมาลย์  นิ่มเนติพันธ์  (๒๕๓๒, ๑๓๑)   กล่าวว่า  โขน  คือ  การแสดงท่ารำเต้น  ออกท่าทาง  เข้าดนตรี  ประกอบด้วยตัวละครที่เป็นยักษ์  ลิง  มนุษย์  และเทวดา  ผู้แสดงสวมหัวโขน  ไม่ร้องและเจรจาเองทั้งหมด      แต่ปัจจุบันผู้แสดงเป็นมนุษย์และเทวดาไม่ต้องสวมหัวโขน     และเพิ่มการขับร้องอย่างการแสดงละครใน

กำเนิดของโขน

ศิลปะการเล่นโขนเชื่อว่ามีมาแต่โบราณ และถือว่าเป็นแม่บทของนาฏกรรมไทยที่มีระเบียบแบบแผนของการแสดงที่ได้รักษากันไว้สืบมา  กำเนิดของโขนมีผู้รู้สันนิษฐานว่า

 ๑. โขนมาจากการเล่น    “ชักนาคดึกดำบรรพ์”             อันเป็นการทำพิธีกรรมในตำนานเรื่องพระนารายณ์ตอนกวนน้ำอมฤต  ที่ประกอบไปด้วยฝ่ายอสูร  และฝ่ายเทวดา  วานร  มีการแต่งกายเป็นพวกอสูร  เทวดา  วานร  เข้าขบวนแห่  พร้อมด้วยเครื่องพิธีต่างๆ ด้วยเหตุนี้โขนจึงได้นำเอาศิลปะการแสดงจากแบ่งฝ่ายการเล่นและศิลปะการแต่งกายมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์

ซึ่งลักษณะการแต่งกายในการแสดงโขนนั้น  ตัวละครแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง    ฝ่ายมนุษย์   และเทวดา    ซึ่งแต่ละฝ่ายจะแต่งกายตามแบบที่เรียกว่า  “ยืนเครื่อง”  ทุกตัวแต่จะลดหลั่นความงดงามไปตามฐานะของตัวละครในเรื่อง ตัวสำคัญจะแต่งกายคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันที่สีของเครื่องแต่งกายและลักษณะของหัวโขน     เครื่องแต่งกายฝ่ายมนุษย์และเทวดา    จะเป็นการแต่งกายแบบยืนเครื่อง  ตัวละครที่สำคัญมากจะระบุสีเสื้ออย่างชัดเจน

๒. โขนมาจากการแสดง “หนังใหญ่” ที่เป็นมหรสพของไทยโบราณมีลักษณะการแสดงประกอบไปด้วย   การเชิดตัวหนังที่ทำมาจากหนังวัวแกะสลักเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์    ซึ่งผู้แสดงจะต้องแสดงลีลาการเชิดตัวหนัง พร้อมกับการเต้นตามจังหวะของดนตรีปี่พาทย์ที่หน้าจอ โดยใช้แสงไฟจากด้านหลังจอ   ทำให้ภาพเงาตัวหนังไปปรากฏบนหน้าจอหนัง  และยังต้องมีคนพากย์เจรจาด้วย  ซึ่งการแสดงโขนนั้นก็มีการพากย์   เจรจา   การขับร้อง   การเต้น  และรำ  ทำท่าตามบทพากย์   และตามเพลงหน้าพาทย์    จึงเห็นได้ว่าการแสดงโขนได้รับอิทธิพลด้านศิลปะการแสดงจากการแสดงหนังใหญ่

   ๓. โขนมาจากการเล่น   “กระบี่กระบอง”    ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนไทยโบราณที่จะต้องฝึกหัดให้มีความเชี่ยวชาญกับการใช้อาวุธของไทยหลายชนิดในกระบวนท่าต่างๆ ไว้สำหรับป้องกันตนเองและประเทศชาติ อีกทั้งเป็นการประชันกันในเชิงฝีมือไหวพริบในการต่อสู้ การหลอกล่อ หลบหลีก ยั่วยุคู่ต่อสู้ จากลีลาท่าทางเหล่านี้ การแสดงโขนในสมัยโบราณน่าจะรับเอาแบบอย่างที่ใช้ในศิลปะการต่อสู้มาปรับปรุงประดิษฐ์เป็นท่าทางของการเต้น  การเยื้องกราย  และเป็นท่าทางร่ายรำของการต่อสู้ในการแสดงโขน

      วิวัฒนาการของโขน

      โขนได้วิวัฒนาการดัดแปลง โดยการนำเอาศิลปะของการละเล่นหลายอย่างมาผสมกันด้วยวิธีต่างๆ   ทำให้การแสดงโขนมีลักษณะลีลาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป  แบ่งได้เป็น ๕ ประเภท  คือ  โขนกลางแปลง  โขนนั่งราว  โขนหน้าจอ  โขนโรงใน  และโขนฉาก

 

 

โดย ครูอัษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net