วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไต้หวัน : แผ่นดินมหาบุรุษเจียงฯ (ตอน3จบ)





ตอนที่แล้วได้พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของไต้หวันในแง่มุมภูมิประเทศและวิถีชีวิตการอยู่การกินแบบชาวเกาะที่เกิดแผ่นไหวทั้งเบาและหนักถี่นับพันครั้งเลยทีเดียวก็ว่าได้

แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ไต้หวันมีชาวจีนอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีบทบาทสำคัญด้านเมืองท่าและการค้าในอีกร้อยปีให้หลัง จนทำให้กษัตริย์จีนแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง เริ่มเข้ามามีบทบาทในการครอบครอง ท่ามกลางการแย่งชิงจากสเปน ฮอลันดา และญี่ปุ่น

กระทั่ง ช่วงแย่งชิงอำนาจระหว่าง 'เหมาเจ๋อตง' ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับ 'เจียงไคเช็ก' ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง แต่ภายหลังนายพลเจียงฯ พ่ายแพ้ในปี 1949 จึงชักชวนชาวจีนที่นิยมประชาธิปไตยนับล้านคน มาที่ไต้หวันเพื่อสู้ในเวทีโลก แม้ตอนหลังจะยอมรับสภาพเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ในที่สุด

ที่กล่าวถึงช่วง นายพลเจียงฯ อพยพมาไต้หวันนั้น เพราะเขาไม่ได้มาแค่กองกำลังและแนวร่วมผู้พ่ายศึกเท่านั้น แต่นายพลเจียงฯ ยังหอบเอาของโบราณล้ำค่าออกมาด้วย เนื่องจากในช่วงบ้านเมืองระส่ำระส่ายอย่างหนักจากภัยสงครามกลางเมืองอย่างนั้น หากทิ้งสมบัติโบราณของชาติไว้คงไม่รอดให้ลูกหลานได้ชมแน่

ดังนั้น สิ่งที่เราได้ชมในวันที่สองในการเที่ยวชมของดีในไต้หวัน คือ 'พิพิธภัณฑ์กู้กง' เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บวัตถุและผลงานศิลปะของจีนโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 5พันปี

กล่าวได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากมายกว่า 620,000 ชิ้นจากทุกราชวงศ์ของจีน จนต้องหมุนเวียนออกมาจัดแสดงให้ชม ชุดละ 5 พันชิ้น หมุนเวียนทุก 3 เดือน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องทองสำริด

ขอแนะนำว่า สำหรับท่านที่ชื่นชอบศิลปะแบบตะวันออกของจีน มาที่แห่งนี้ จะไม่ผิดหวัง เพราะมีโบราณวัตถุ และงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถมแบบจีน ที่ลงยาแบบอิสลามิค ซึ่งนับเป็นเทคนิคที่แวดวงคนทำอัญมณีหันมาสนใจมากขึ้น

หากจะดูของล้ำค่า ต้องเดินตรงไปดู 'หยกแกะสลัก' เป็นรูปผักกาดขาวที่มีตั๊กแตนเกาะอยู่ โดยมีการจัดอันดับว่ามีความงดงามวิจิตรเป็นอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้

นอกจากนี้ ยังมี 'หยกหมูสามชั้น', 'งาช้างแกะสลัก 17 ชั้น' รวมถึง 'ตราลัญจกรของจักรพรรคดิเฉียนหลง จักรพรรคดิผู้ยิ่งใหญ่ของจีนอีกด้วย

น่าเสียดายตรงที่พิพิธภัณฑ์ห้ามไม่ให้เก็บภาพของล้ำค่าเหล่านี้ ประมาณดูแต่ตาได้ แต่จะเก็บความประทับใจต้องไปซื้อของที่ระลึกพวกภาพถ่ายและของชำรวยอื่นๆ แทน

หลังเดินชมจนทั่วพิพิธภัณฑ์ราว 2 ชั่วโมงแล้วก็พวกแวะรับประทานอาหารเที่ยงในภัตตาคารของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย รสชมอร่อยพอสมควร

จากนั้น คณะของเราได้เดินทาง 'อนุสรณ์สถานวีรชน จงเรียฉือ' สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรชนผู้พลีชีพเพื่อชาติกว่า 3 แสนคน ตั้งแต่สมัยปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์แมนจูหรือราชวงศ์ชิง และตอนรวบประเทศต่อต้านญี่ปุ่นจนถึงช่วงต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ด้วย สถานที่ดังกล่าว นอกจากเป็นที่สักการะผู้กล้าแล้ว ยังเป็นหอเกียรติยศที่ประดับประดาด้วยรูปภาพให้เห็นประวัติศาสตร์การต่อสู้และเสียสละของบรรพบุรุษชาวจีนไต้หวัน

อีกทั้ง ยังจะได้เห็นการผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหาร ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเคร่งครัด จึงทำให้เห็นภาพทหารในเครื่องแบบเต็มยศสไตล์ไต้หวันสวนสนามอย่างสง่างาม ซึ่งขณะที่ชมอยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวไปดูชมจำนวนมาก มีทั้งชาวจีนแผ่นดินใหญ่ รวมไปถึงชาวญี่ปุ่นอีกด้วย แม้จะดูประวัติศาสตร์แล้ว ทหารญี่ปุ่นจะเคยรุกรานและครอบครองเกาะแห่งนี้ สูญเสียเลือดเนื้อจำนวนมาก แต่แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็ดีขึ้นตามลำดับ และนักท่องเที่ยวแดนซามูไรก็ชอบมาเที่ยวไต้หวันด้วย

ต่อมา เราได้เดินทางไปเที่ยวชม 'อนุสรณ์สถานประชาธิปไตยไต้หวัน' หรือชื่อเดิมคือ อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค อย่าที่เล่าว่า นายพลเจียงฯ คนสำคัญของชาวไต้หวันที่เคารพนับถือมากที่สุด

ดังนั้น อนุสรณ์สถานดังกล่าว สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงอดีตประธานาธิบดีเจียงฯ ซึ่งนับว่าสถานที่ดูยิ่งใหญ่อลังการพอสมควรมีพื้นที่กว้างขวางใช้เวลาสร้างถึง 3 ปี เสร็จเมื่อ 2523 เป็นที่จัดแสดงชีวประวัติของมหาบุรุษของชาวไต้หวันคนดังกล่าว อย่างหลายด้านทุกแง่มุม โดยเฉพาะด้านการเมือง ซึ่งมีรูปปั้นเหมือนเจียงไคเช็คที่สร้างจากโลหะสัมฤทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ชั้นบนของอนุสรณ์สถาน ดูแล้วน่าเกรงขามยิ่ง

การเที่ยวท่องเชิงประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของไต้หวัน ทำให้เราได้เรียนรู้ก้าวย่างที่สำคัญของเกาะเขาสูงว่า กว่าจะเป็นอยู่อย่างปัจจุบันได้ มีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจล้วนมีปัจจัยจากนักการเมืองนามว่า เจียงไคเช็ค ไม่น้อยเลย

อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของการเดินทาง พวกเราได้เดินทางไปสู่หนานโถว เพื่อร่วมพิธีเปิดจักรยาน บริเวณ 'ทะเลสาบสุริยันจันทรา' ที่มีภูเขาสลับซับซ้อนล้อมรอบ ซึ่งทัศนียภาพสวยงามมาก ทั้งพื้นน้ำและทิวภูเขาผสมสายหมอกเห็นอยู่ไกลๆ ปลายฟ้า น่าไปพักผ่อนยาวๆ สัก2-3วันเสียยิ่งกระไร

เนื่องจากมีถนนรอบทะเลสาบมีความยาว 33 กม. จึงเหมาะที่จะโปรโมทเป็นสถานที่ปั่นจักรยานเที่ยวชมธรรมชาติอันงดงามด้วยภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของทะเลสาบดังกล่าว ที่ส่วนเหนือมีลักษณะคล้ายพระอาทิตย์ ส่วนทางใต้มีส่วนเว้าคล้ายพระจันทร์เสี้ยว จึงเป็นที่มาของชื่อ บริเวณ 'ทะเลสาบสุริยันจันทรา' นั่นเอง

ว่าแล้ว.. แผ่นดินมหาบุรุษเจียงฯ ของชาวไต้หวัน จึงน่าหลงใหลชวนกลับไปค้นหาอีกครา!!

โดย Nity

 

กลับไปที่ www.oknation.net