วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผลท้าพิสูจน์เวรกรรม! หวยงวด 16 พ.ย. งวดหน้า..?


ผลท้าพิสูจน์เวรกรรม! หวยงวด 16 พ.ย. 52 ..แล้วงวดหน้าล่ะ

...ท้าพิสูจน์เวรกรรม..กับความฝัน

..ให้ไป 69  กับ 813  ผลออกมา รางวัลที่หนึ่ง   055986 

สองตัวล่าง 58ถ้าวิ่งก็คงได้หลาย

พระเจ้าคงโกรธ!  ที่มาเผยต่อชาวโลก

หรือการเดินทางของจิต ไกลเกินจำ จึงผิดเพี้ยนไปบ้าง

          

ดูผลออกรางวัลได้ที่ blog คุณลุงแจ่ม คุณรวงข้าวล้อลม เร็วทันใจดี 

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า “นต  ปญญาสมา อาภา” 

แปลว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี

เมื่อใดที่จิตว่างจากเวทนา ตัณหา  อุปาทาน  แม้เพียงชั่วครู่ 

เจ้ากรรมนายเวรก็ทำอะไรเราไม่ได้  กรรมเก่าไม่สามารถวิ่งผ่านความว่างได้

แสงเดินทางเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที  ด้วยระยะทางจากดวงอาทิตย์มายังโลก

ประมาณ 93 ล้านไมล์  แสงใช้เวลาเดินทางเพียง 8 นาที

ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ บอกว่าเวลาไม่คงที่  ยืดหดได้

แสงเป็นหน่วยอ้างอิงของจักรวาล  และมีความเร็วคงที่เสมอในทุกจุดของจักรวาล

ความเร็ว =  ระยะทางต่อเวลา  แต่เมือใดที่แสงเดินทางได้ช้าลง 

แสงจะดึงเวลาให้ช้าลงด้วย

การทดลองทางวิทยาศาสตร์  ทางกายภาพยังไม่มีสิ่งใดเดินทางได้เร็วกว่าแสง

การเดินทางของจิตมีความไวสูงมาก  ผู้รู้ที่สามารถบรรลุสู่มรรคญาณกล่าวว่า

ภวังคจิตเกิดคั่นอยู่สองขณะ  และในชั่วขณะนันเอง

จะเกิดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ทำลายอวิชชาที่ห่อหุ้มอยู่

ทำให้ระลึกชาติอดีตได้  และจิตอยู่เหนือกาลเวลา

พระพุทธองค์ทรงแบ่งปัญญาออกเป็น 3 ระดับ คือ

  1. จินตามยปัญญา  เป็นปัญญาที่ได้จากการคิด

  2. สุตมยปัญญา  เป็นปัญญาที่ได้จากการเรียน

  3. ภาวนามยปัญญา  คือปัญญาของการหยั่งรู้  ได้มาจากการกำหนดสติ  และสมาธิ เป็นปัญญาขั้นสูงสุด

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ บอกชัดว่าอย่ายึดติดในรูปธรรมและเวลา

ด้วยสิ่งทุกสิ่งที่เราเห็น  เป็นเรื่องของจิตปรุงแต่ง  และสืบเนื่องจากแสง

ที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเรารับรู้  เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  รู้รส  สัมผัสจับต้อง

การสื่อความจากบุคคลหนึ่งไปยังหลาย ๆ บุคคล  บางครั้งแจ้งเป็นถ้อยคำให้รับรู้ เข้าใจได้ยาก

พระพุทธองค์ ทรงกล่าวถึง อจินไตย คือ สิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดของปุถุชนทั่วไป

มีอยู่ 4 อย่าง คือ 1. พุทธวิสัย คือ ความสามารถในการหยั่งรู้และปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า

2.      ฌานวิสัย  ผู้ที่บรรลุฌานจะสามารถล่วงรู้อดีต  อนาคต  ร่นระยะทาง  หายตัว  ทายใจ  ทายอนาคต ฯลฯ ได้

3.      กัมมวิบาก  เรื่องของกรรมและวิบาก  การสนองของผลกรรม

4.      โลกจินตา  เรื่องของโลกและจักรวาล

ทั้ง 4 ประการนี้  ทุกท่านสามารถเข้าใจได้ด้วยภาวนาปัญญาญาณเท่านั้น  จึงจะกระจ่างแจ้งในทุกเรื่อง  ธรรมะเป็นของรู้ได้เฉพาะตน ที่เรียกว่า ปัจจัตตัง

ไอน์สไตน์ ได้ค้นพบสิ่งสำคัญต่อมวลมนุษย์โลก 5 เรื่อง คือ

1.      เวลา ไม่มีอยู่จริง  ยืดได้หดได้

2.      แสงมีคุณสมบัติเป็นอนุภาค  ที่ทำให้เรามีคอมพิวเตอร์  มีกล้องถ่ายภาพ และอื่น ๆ อีก  ใช้ได้อย่างมหัศจรรย์  บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ได้

3.      อะตอม  ความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงาน คือสิ่งเดียวกัน

4.      แรงโน้มถ่วง การโค้งงอของอวกาศ  ซึ่งสัมพันธ์กับการยืดหดของเวลา

5.      ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วแสงกับเวลา

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ สรุปไว้ว่า เวลาไม่มีอยู่จริง  และเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยู่ตรงจุดใด  และเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่าใด

ทฤษฎีอะตอมได้ถูกพัฒนามากขึ้นจนถึงทฤษฎีควอนตัม 

ทฤษฎีควอนตัม ที่ค้นพบว่ารังสีของแสงที่เปล่งออกมามีลักษณะเป็นกลุ่ม ๆ ประกอบด้วยหน่วยเล็ก ๆ เรียกว่าควอนตัม  องค์ประกอบของสสารวัตถุทุกชนิด อนุภาคเล็กที่สุดของที่สุด จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย 

จากสสาร  เป็นอะตอม  ที่มีอนุภาค 4 ชนิด คือ อิเล็กตรอน  นิวตรอน  โปรตอน  และโฟตอน  และที่เหลือสุดท้ายคือ แนวการสั่นของพลังงานที่แสดงถึงการมีอยู่เท่านั้น

มวลสารทุกสิ่งก็คือ พลังงานที่อัดแน่นจนเห็นเป็นรูป 

ไม่ใช่ความจริงแท้ 

นั่นคือ ความว่าง ที่พระพุทธองค์ ทรงกล่าวถึงว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตา

ไม่มีอะไรอยู่จริง

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์กล่าวถึงเรื่องของเวลา คือ ความไม่เที่ยง

พระพุทธองค์ทรงกล่าวสอนไว้ ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง 

ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ประเด็นหลัก ของการท้าร่วมพิสูจน์เวรกรรม !

ก็เพียงอ้างอิงหลักศาสนา  กับสิ่งที่เป็นอยู่  และพิสูจน์กันได้

พระพุทธองค์ ตรัสว่า “อัตตา (ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง  สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจจยตา)”

สรุปว่า นิพพาน คือ ความว่าง  จิตเท่านั้นที่จะเข้าถึง

แสงและเวลา คือสิ่งที่ก่อให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  ความว่างเปล่า

จากประสาทสัมผัสของคนเรา  ก่อให้เกิดกิเลส ตัณหา  เวทนา  สัญญา  สังขาร  อุปาทาน

อันเป็นที่มาของการยึดติด  การเกิด  ดับ การเวียนว่ายตายเกิด  

พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า “ทางสายเอก  เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์โลก  เพื่อสิ้นความโศก  เพื่อการดับทุกข์  เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง

หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน 4  อันจะนำไปสู่การหยั่งรู้ เข้าใจในสรรพสิ่ง”

การเข้าใจในการเกิดดับของกาย  เวทนา  จิต  ธรรม

และบทสรุปการเข้าถึงวิถี่ทางแห่งสติปัฏฐาน 4 ก็คือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา

ส่วนบทสรุปของการท้าร่วมพิสูจน์เวรกรรม!

ทุกท่านที่ได้เข้าชมบล็อก ถึง 2,600 กว่าท่าน 

เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วกับตา  กับใจว่า..

การหยั่งรู้ มีจริง  แม้ไม่แม่นยำตรงเผง

อาจเป็นการเดินทางของจิตที่ยังไม่นิ่ง

และข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้วิเศษ!

หากบทพิสูจน์นี้  หวังว่าคงมีหลายท่านที่ได้โชคลาภ 

หากเป็นได้กรุณาแบ่งส่วนหนึ่งไปทำบุญกุศลบ้าง 

แจกทานบ้าง ตามที่ท่านศรัทธา

สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้อีกคือ  บาปกรรม เวรกรรมนั้นมีจริง 

ตามหลักอิทัปปัจจยตา  ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรม 

ก็จงคิดดี  พูดดี  ทำดี 

เพราะทำดี...ดี  ทำชั่ว...ชั่ว

จริงแท้แน่นอน!

อย่ามาถามกันนะ  ว่างวดหน้าจะใบ้หวยให้อีกไหม

ก็ถ้าฝันอีก  ไม่รู้จะอดใจบอกต่อได้หรือไม่

จะได้บุญมากไหม  ถ้าคนที่รวยเพราะหวย 

เอาเงินไปทำบุญ ทำกุศลต่อ

หวย ก็ยังไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย  แต่ก็อย่าไปลุ่มหลงนัก

งวดหน้า...เป็นเลขอะไรดีล่ะ

บอกให้รอดู...หากว่า..ฝันอีก  ดีไหมครับ..ท่าน

 ***เป็นความเชื่อ..ความคิดส่วนบุคคล ไม่เชื่อ...ก็อย่าไปลบหลู่..หลักธรรมเข้าล่ะ...ธรรมะย่อมชนะอธรรม******

โดย อมต

 

กลับไปที่ www.oknation.net