วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฏศิลป์ไทย ๑ ว่าด้วย คำพากย์ คำเจรจา และการร้องเพลงประกอบการแสดงโขน


                       

   ที่มาของภาพ  :  ธีรเดช  กลิ่นจันทร์,  นาฏศิลปิน กรมศิลปากร

     คำพากย์ คำเจรจา และการร้องเพลงประกอบการแสดงโขน

          การแสดงโขน  จะใช้คำพากย์กับคำเจรจา   และการร้องเพลงประกอบการดำเนินเรื่องโดยตลอด   อารมณ์และกิริยาอาการของตัวโขนใช้คำพากย์และเจรจาทั้งสิ้น    ในสมัยโบราณต้องสวมหน้า   (หัวโขน)  ทุกตัว  (นอกจากตัวตลก) ไม่สามารถพูดและร้องอย่างไรได้ ดังที่พูดกันเสมอว่า  “โขนใบ้”   คนพากย์และเจรจาจึงเป็นคนสำคัญอย่างยิ่ง   เพราะต้องมีความเข้าใจในเรื่องราวและวิธีการแสดงในตอนนั้นๆ    คำพากย์ใช้ปฏิภาณในเชิงกว  เจรจาให้ถูกเรื่องราวและมีสัมผัสอย่างร่ายยาวตลอดไปด้วย

คำพากย์

คำพากย์  เป็นบทกวีประเภทกาพย์  มีกาพย์ยานีกับกาพย์ฉบัง   เมื่อพากย์จบบทหนึ่ง  ตะโพนจะต้องตีรับ  กลองทัดตีตามแล้วพวกคนแสดงภายในโรงก็รับด้วยคำว่า  “เพ้ย”  พร้อมๆ กันทุกบท  เช่น 

                   “ปางพระบัลลังก์นาค          ผู้แบ่งภาคจากวารี

                   สถิตแท่นอันผ่องศรี            ณ สุวรรณพลับพลา”

          ตะโพนก็ตีท้า  และกลองทัดตีต่อจากตะโพน ๒ ที แล้วก็รับ  “เพ้ย”  ทีหนึ่ง  คำรับ “เพ้ย” นี้  สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า “เฮ้ย”  อันเนื่องจากการยกทัพ  ภายหลังจึงค่อยกลายสำเนียงมาเป็น  “เพ้ย” 

วิธีพากย์แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๖ ประเภท คือ

         ๑. พากย์เมือง (พากย์พลับพลา) ใช้เวลาตัวเอก

      เช่น ทศกัณฐ์ หรือ พระราม ประทับในปราสาท  หรือใน

      พลับพลา 

๒.  พากย์รถ    ใช้ในเวลาชมพาหนะและการชมไพร่พล  

        ๓.  พากย์โอ้   ใช้เวลาโศกเศร้ารำพัน  

        ๔.  พากย์ชมดง   สำหรับใช้ในเวลาชมป่าเขาลำเนาไม้ต่างๆ   

        ๕.  พากย์บรรยาย  ใช้เวลาบรรยายความเป็นมาของสิ่งใด

             สิ่งหนึ่ง  หรือพากย์รำพึงรำพันใดๆ

๖.       พากย์เบ็ดเตล็ด  สำหรับใช้ในโอกาสทั่วๆ ไป

คำเจรจา 

          คำเจรจา   เป็นเครื่องวัดคนพากย์เจรจาว่ามีความสามารถเพียงใด  เพราะคำเจรจามิได้มีบทแต่งสำเร็จไว้  ต้องคิดคำเจรจาขึ้นในปัจจุบัน  ใช้ถ้อยคำให้สละสลวย    ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีความสามารถ    ต้องจดจำแบบแผนเฉพาะตอนหนึ่งๆ ซึ่งเรียกว่า  “กระทู้”   เมื่อแสดงมาถึงตอนนั้นคนพากย์และเจรจาอีกฝ่ายหนึ่งเขาเจรจาเข้ากระทู้มา  ตนก็จะต้องเจรจาโต้ตอบให้เข้ากระทู้ด้วย  หากจำคำเจรจาในกระทู้นั้นไม่ได้  เจรจาไปด้วยปฏิภาณก็อาจออกนอกทาง  ทำให้เป็นที่อับอายแก่กัน

          สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การทำสุ้มเสียงให้เหมาะกับตัวโขนและอารมณ์ในเรื่อง  เจรจาตัวมนุษย์ก็ต้องทำเสียงให้สุภาพ  เจรจาตัวยักษ์ก็ต้องทำเสียงให้คึกคักแกร่งกร้าว  เจรจาตัวนางก็ต้องทำเสียงให้อ่อนหวาน  เมื่อถึงคราวโกรธหรืออารมณ์ใดต้องใส่ความรู้สึกไปให้สมบทบาทตามอารมณ์นั้น

          คนพากย์ต้องทำหน้าที่ทั้งพากย์และเจรจา  และต้องมีไม่น้อยกว่า  ๒ คน   มิฉะนั้นจะโต้ตอบกันไม่ทันท่วงที   และถ้าการแสดงโขนนั้นมีขับร้อง  คนพากย์และเจรจายังจะต้องทำหน้าที่บอกบทด้วย  การบอกบทจะต้องบอกให้ถูกจังหวะ

การร้องเพลงประกอบการแสดงโขน

การแสดงโขนที่มีร้องเพลงประกอบ  ก็เพิ่งมีขึ้นเมื่อตอนที่โขนได้ผสมกับละครใน  นักร้องแบ่งออกเป็น ๒ พวก  คือ   ต้นเสียง  และลูกคู่    ต้นเสียงทำหน้าที่ร้องขึ้นต้นบทและร้องเดี่ยวไปจนหมดวรรคแรกของคำกลอน   วรรคที่ ๒   เป็นหน้าที่ของลูกคู่ที่จะต้องร้องต่อไปในระหว่างที่ลูกคู่ร้อง  คนต้นเสียงก็สดับฟังบทร้องจากคนบอกบทเพื่อที่จะร้องต่อไป  การร้องเพลงของต้นเสียงในการแสดงโขนนี้   นอกจากร้องเพลงได้ถูกต้องแม่นยำแล้ว  ยังจะต้องรู้ทีท่าของตัวโขนว่าควรจะร้องจังหวะช้าหรือเร็วเพียงใด    และยังจะต้องใส่ความรู้สึกเข้าไปในบทที่ร้อง  ต้นเสียงจะมีสักกี่คนก็ได้  แต่เวลาร้องต้องร้องทีละคนเท่านั้น  ส่วนลูกคู่ต้องร้องให้พร้อมๆ กัน  อย่างน้อย ๒ คน  อย่างมากไม่ควรเกิน ๖ คน   ถ้อยคำที่ร้องเป็นบทกวีประเภทที่เรียกว่า  กลอนบทละคร 

 

 

 

 

โดย ครูอัษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net