วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

2012 : รักแร้ขาวเนียนแม้วันสิ้นโลก


Genre : Sci-Fi/Adventure

Director : Roland Emmerich

Actors : John Cusack, Amanda Peet, Chiwetel Ejiofor, Oliver Platt

หนังเกี่ยวกับ “กาลอวสานของโลก” “End Of Days” “Apocalypse” หรืออะไรก็สุดแต่จะเรียกนั้นมีมาให้ได้ดูเป็นระยะๆ ครับ และหนัง 2012 ก็คือวาระที่มาถึงในปีนี้ สาเหตุของกาลอวสานในหนังหายนะเรื่องใหม่นี้ก็คือ พายุคลื่นสุริยะหรือคลื่นความร้อนจากการระเบิดบนดวงอาทิตย์ ซึ่งปรกติบนดวงอาทิตย์ก็จะมีการระเบิดอยู่เป็นปรกติอยู่แล้ว แต่การระเบิดแรงครั้งนี้แรงกว่าปรกติเพราะแรงดึงดูดจากการที่ดาวเคราะห์ทั้ง 9 เรียงตัวกันเป็นเส้นตรง ซึ่งนานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นสักที คลื่นความร้อนมหาศาลที่พุ่งเข้าหาโลกในครั้งนี้ร้อนขนาดทำให้น้ำที่อยู่ในแกนโลกหรือลาวาเดือด และเมื่อความร้อนเพิ่มมากขึ้นขนาดนั้น แรงดันจึงเพิ่มอย่างมหาศาลเช่นกัน ลาวาทั้งหลายที่ปรกติจะนอนก้นอยู่ใต้พื้นโลกจึงเกิดการปะทุดันขึ้นมาอย่างแรง พื้นที่ไหนมีภูเขาไฟ ภูเขาไฟเหล่านั้นก็จะระเบิดรุนแรง และหากพื้นที่ไหนไม่มีภูเขาไฟให้ลาวาทะลักออกมา ความดันมหาศาลก็จะพยายามดันเปลือกโลกหรือแผ่นดินเปิดออกให้ลาวาทะลักออกมาจนได้ พื้นที่ไหนเปราะบางเสี่ยงที่จะปริแยกได้มากเขาก็จะเรียกว่า Hot Zone ซึ่งพื้นที่ Hot Zone ที่ว่าก็มีกระจายอยู่ทั่วโลก

นอกจากการระเบิดของภูเขาไฟจะสร้างหายนะได้มากแล้ว การแยกแตกตัวของเปลือกโลกทั้งหลายกลับสร้างหายนะยิ่งกว่า เพราะเมื่อแผ่นดินแยกออก แผ่นดิน (แผ่นทวีป) แผ่นนั้นก็จะเคลื่อนไปด้านข้างจนไปชนกับแผ่นดินที่ติดกัน (แผ่นทวีปอื่น) อย่างโดมิโน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงทั้งทวีปกันเลย และหากแผ่นดินที่เคลื่อนนั้นอยู่ในทะเลก็ส่งผลให้เกิดคลื่นใต้น้ำจนเกิดคลื่นยักษ์ซึนามิมากมายหลายระลอก

2012 ก็ว่าถึงการหนีตายของมนุษย์ทั้งหลายจากเหตุการณ์นี้ โดยใช้คน 2 กลุ่มเป็นตัวแทน หนึ่งคือกลุ่มคนเดินดินธรรมดา นำทีมโดยนักเขียนไส้แห้ง แจ๊คสัน เคอร์ติส (Cusack) กับแฟนสาว (Peet) ที่หย่าร้างกันไปแล้วและลูกชายหญิงวัยน่ารักของเขา กลุ่มที่สองคือกลุ่ม Elite นำโดยนักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่ปรึกษาประธานาธิบดี เอเดรียน เฮล์มสลีย์และบุคคลสำคัญในทำเนียบขาวรวมถึงตัวประธานาธิบดีเอง เพื่อนๆ คงต้องไปลุ้นกันเองว่าใครจะรอดใครจะตาย

วาระ “End Of Days” ในคราวนี้หนักหนาสาหัสกว่าเรื่องอื่นๆ เยอะ ส่งผลให้ผู้กำกับได้โอกาสสร้างภาพการทำลายล้างต่างๆ มากมาย เรียกว่ามี CG สวยๆ ให้ดูกันจนอ้าปากตาค้างไปหลายตลบ ในส่วนของการแสดงก็เป็นไปตามสูตรของหนังประเภทนี้ ตามบทตามคิวกันไปเรื่อยๆ และก็มีตัวละครประเภทต่างๆ มาให้ดูกันครบครับ คนดี คนไม่ดี คนขี้ขลาด คนกล้าหาญ คนช่วยเหลือคนอื่น คนอยู่ คนตาย ส่วนตัวผมชอบ Chiwetel Ejiofor คนที่เล่นเป็น ดร.เฮล์มสลีย์ หน้าตา เสียง การแสดง เป็นคนดีได้ใจจริงๆ 555

หนังมองโลกแง่ร้ายในส่วนของการพังทลายของโลก ที่เรียกว่าพังยับเยินจริง คนตายเป็นพันล้าน แต่กลับมองในแง่ดีเหลือเกินในส่วนของคุณธรรมและมนุษยธรรมของคน โดยเฉพาะแง่ดีที่ให้นักการเมืองและบรรดาผู้บริหารระดับสูงเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือประชาชน ยิ่งมาเทียบกับนักการเมืองของไทยก็ยิ่งไม่จริงอย่างที่สุด ทุกวันนี้แค่ แย่งผลประโยชน์ แย่งเงิน แย่งที่นั่งกันเป็นรัฐบาล ผู้แทนผู้ทรงเกียรติยังทำอะไรข้ามหัวข้ามหู ไม่เห็นแก่ประชาชนตาดำๆ และประเทศชาติขนาดนี้ ผมว่าถ้าหากเกิดเรื่องคอขาดบาดตายอย่างในหนังจริง ผมว่าพวกเขาไม่แค่ข้ามหัวหรอกครับ คงเหยียบหัวเราหรือกระทืบซ้ำไปเลยมากกว่า ความคิดนี้ทำให้ผมเห็นด้วยกับคำพูดของประธานาธิบดีในหนังครับ เขาว่า “นักวิทยาศาสตร์หนุ่มๆ 1 คนมีค่ามากกว่านักการเมืองแก่ๆ 20 คน” หากยังไม่คิดถึงประชาชนกันแบบนี้ อย่าว่าแต่นักวิทยาศาสตร์เลย แค่ภารโรงที่ถูพื้นในตึกรัฐสภาก็ยังมีค่ากว่าเยอะ...เอ่า วกมาเรื่องการเมืองอีกและ ว่าช่วงนี้จะไม่เขียนถึงแล้วเชียว 555

หนังเป็นความตั้งใจดีเหมือนกับหนังหายนะเรื่องอื่นๆ คือพยายามเตือนเราว่า “โลกไม่ได้อยู่ไปได้ตลอดกาล” โลกนี้มีวันหมดอายุ ส่วนวันหมดอายุจะอยู่ใกล้หรืออีกไกลก็อยู่ที่เราหกพันล้านคนกำหนด และตามความเห็นของผม ไอ้วันโลกหมดอายุนี่มันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่แหละครับ แต่ไม่ใช่เพราะคลื่นสุริยะหรอกครับ แต่ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดีของเรากันเอง เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่ได้ใช้ธรรมชาติเพื่อแค่ความจำเป็นกันแล้ว แต่เรานำธรรมชาติมาบำบัดความไม่รู้จักพอของตัวเองซะมาก พฤติกรรมแบบนี้แหละที่จะทำให้เราพังกันหมด

ก็ขนาดแค่รักแร้ดำเราก็ยังอุตส่าห์เบียดเบียนเอาทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตครีมบำรุงรักแร้ให้ขาวกันเลย อีกหน่อยถ้านิ้วก้อยเท้าซ้ายไม่เนียนเท่าแก้ม เรามิต้องผลิต “ครีมนิ้วเท้าแสนนุ่ม ผสม Q11” กันหรอกหรือ?...นี่แสดงให้เห็นว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุผลและพอดีนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้วครับ...แล้วหากเกิดเหตุการณ์อย่างในหนังขึ้นมาจริงๆ ก็อย่าหวังว่าเทคโนโลยีจะสามารถช่วยเราได้เหมือนในหนังนะครับ วันโน้นผมดูภารกิจ LCROSS ของนาซ่าที่ยิงจรวดไปชนดวงจันทร์เพื่อตรวจหาน้ำ แม้ดูไฮเทค แต่ก็เห็นกันชัดๆ ว่าเทคโนโลยีในชีวิตจริงนั้นห่างชั้นจากในหนังมากจนผมคิดว่าจะไม่มีมนุษย์รอดแม้สักคนเดียว ไม่ว่ารักแร้ของเขาหรือเธอจะขาวเนียนแค่ไหนก็ตาม...

 

 

โดย PluralGuy

 

กลับไปที่ www.oknation.net