วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฏศิลป์ไทย ๑ ว่าด้วย ละครดึกดำบรรพ์


          

            การแสดงละครดึกดำบรรพ์  เรื่องสองกรกรวิก

  ที่มาของภาพ  :  ธีรเดช  กลิ่นจันทร์  นาฏศิลปิน กรมศิลปากร

 

 

                      ละครดึกดำบรรพ์

 

ประวัติความเป็นมา   ละครดึกดำบรรพ์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕  กำเนิดขึ้น ณ บ้านเจ้าพระยา-เทเวศร์วงศ์วิวัฒน์  (ม.ร.ว.หลาน กุญชร)  โดยแสดง ณ โรงละครที่ตั้งชื่อว่า “โรงละครดึกดำบรรพ์”  เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้เดินทางไปยุโรปเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๔ และมีโอกาสได้ชมละคร    โอเปร่า (opera) ซึ่งท่านชื่นชมการแสดงมาก เมื่อกลับมาจึงคิดทำละครโอเปร่าให้เป็นแบบไทย จึงเล่าถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ก็โปรดเห็นว่าดีในการสร้างละครดึกดำบรรพ์ครั้งนี้ นอกจากท่านจะเป็นผู้สร้างโรงละครดึกดำบรรพ์  สร้างเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดงแล้ว ท่านยังได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานที่สำคัญ  ได้แก่

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงพระราชนิพนธ์บท  ปรับปรุงทำนองเพลง  ทรงเลือกสรรออกแบบฉาก  และกำกับการแสดง

          หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด  ตาตะนันท์)  เป็นผู้จัดทำนองเพลงควบคุมวงดนตรีและปี่พาทย์

          หม่อมเข็ม  กุญชร ณ อยุธยา  ภรรยาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์  เป็นผู้ปรับปรุงประดิษฐ์ท่ารำ  และฝึกซ้อมให้เข้ากับบท และลำนำทำนองเพลง

          ละครดึกดำบรรพ์แสดงครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๔๒  เนื่องในโอกาสต้อนรับเจ้าชายเฮนรี  พระอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย  ซึ่งเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ละครดึกดำบรรพ์ได้รับความนิยมตลอดมา  จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์  เกิดอาการเจ็บป่วย ถวายบังคมลาออกจากราชการ  ทำให้ต้องเลิกการแสดงละครดึกดำบรรพ์ไป  นับตั้งแต่เริ่มแสดงละครดึกดำบรรพ์จนเลิกการแสดง รวมระยะเวลา ๑๐ ปี

 

วิธีการแสดง          แปลกจากละครแบบดั้งเดิม  เพราะผู้แสดงต้องร้องรำเอง  ไม่มีบรรยายกิริยาของตัวละคร ได้มีการปรับปรุงการแสดงความเป็นไปในเนื้อเรื่องพยายามแสดงให้สมจริงสมจังมากที่สุด  มีการตกแต่งฉากและสถานที่  ใช้แสง สี เสียง  ประกอบฉาก  นับเป็นต้นแบบในการจัดฉากประกอบ การแสดงของโขน ละคร  ต่อมาการแสดงมักแสดงตอนสั้นๆ ให้ผู้ชมละครชมแล้วอยากชมอีก

 

เพลงร้อง  จากบทละครปรับปรุงหลายอย่างคือ

         ๑.  ตัดคำว่า “เมื่อนั้น”  “บัดนั้น”  เมื่อจะกล่าวถึงใครออก  โดยให้ตัวละครรำใช้บท  เพื่อให้เข้าใจว่าใครเป็นผู้พูด

         ๒.  คัดเอาแต่บทเจรจาไว้  โดยยกบทเจรจามาร้องรำให้ตัวละครร้องโต้ตอบกันเอง

         ๓.  ไม่มีบทที่กล่าวถึงกิริยาของตัวละครว่า  จะนั่ง จะเดินซ้ำอีก  ทำให้ผู้แสดงไม่เคอะเขิน

         ๔.  บรรยายภาพไว้ในบทร้อง  ประกอบศิลปะการรำ

         ๕.  ไม่มีคำบรรยาย

         ๖.  บทโต้ตอบ ทุ่มเถียง วิวาท ใช้บทเจรจาเป็นกลอนแทน และเจรจาเหมือนจริง

         ๗.  มีการนำทำนองเสนาะในการอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มาใช้

         ๘.  มีการนำเพลงพื้นเมือง เพลงชาวบ้าน การละเล่นของเด็กมาใช้

         ๙. มีการเจรจาแทรกบทร้องโดยรักษาจังหวะตะโพนให้เข้ากับบทร้อง และอื่นๆ

 

         ดนตรี  ใช้ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์   เพื่อความไพเราะนุ่มนวล  โดยการผสมวงดนตรีขึ้นใหม่และคัดเอาสิ่งที่มีเสียงแหลมเล็กหรือดังมากๆ  ออกเหลือไว้แต่เสียงทุ้ม  ทั้งเพิ่มเติมสิ่งที่เหมาะสมเข้ามา  เช่น  ฆ้องหุ่ยมี    ลูก  ๗ เสียง  ต่อมาเรียกว่า  “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”

 

เรื่องที่แสดง           เป็นบทละครบางเรื่อง บางตอน พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ได้แก่  เรื่องสังข์ทอง  คาวีตอนสามหึง  อิเหนาตอนไหว้พระ  สังข์ศิลป์ชัยภาคต้นกรุงพานชมทวีป รามเกียรติ์ อุณรุท มณีพิชัย บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ-เกล้าเจ้าอยู่หัวได้แก่ เรื่องศกุนตลา  ท้าวแสนปม   บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า-จุฑาธุชธราดิลกกรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย  ได้แก่  เรื่องสองกรกรวิก  เรื่องจันทกินรี  เรื่องพระยศเกตุ

 

ผู้แสดง  ใช้ผู้หญิงล้วน ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้แสดงละครดึกดำบรรพ์จะต้องมีความสามารถพิเศษด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการคือ

         ๑.  เป็นผู้ที่มีเสียงดี  ขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะ

         ๒. เป็นผู้ที่มีรูปร่างงาม  รำสวย  ผู้ที่เป็นตัวเอกของเรื่องต้องใช้ความพินิจพิเคราะห์อย่างมาก

 

        การแต่งกาย  เหมือนอย่างละครในที่เรียกว่า  “ยืนเครื่อง” นอกจากบางเรื่องที่ดัดแปลงเพื่อความเหมาะสม และให้ตรงกับความเป็นจริง

        สถานที่แสดง  มักแสดงตามโรงละครทั่วไป  เพราะต้องมีการจัดฉากประกอบให้ดูสมจริงมากที่สุด

 

โดย ครูอัษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net