วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การศึกษาใหม่....ต้องคืนเด็กให้ชุมชน


                          การศึกษาใหม่....ต้องคืนเด็กให้ชุมชน

 

ทำไม... การศึกษาทุกวันนี้………….

ยิ่งเรียนสูงมากเท่าไหร่..... ยิ่งออกห่างไกลจากชุมชนมากเท่านั้น ? 

ยิ่งเรียนสูงมากเท่าไหร่.....ยิ่งทำงานไม่เป็นมากเท่านั้น ?

ยิ่งเรียนสูงมากเท่าไหร่.....อัตราการว่างงานยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ?

ยิ่งเรียนไปเท่าไหร่......ยิ่งตอบโจทย์ตัวเองไม่ได้ เท่านั้น ?

             ทำไม...................

            ทำไม..................

            ทำไม...................

 

          คือคำถามจากเวทีเสวนา “การเรียนรู้ใหม่...ต้องคืนเด็กให้ชุมชน” จากงานมหกรรม ห้องเรียนชุมชน ตอน เด็กแนวใหม่หัวใจเพื่อชุมชน ที่จัดขึ้นระหว่าง ปลายเดือนตุลาคม 2552  ณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนพูดคุย ของเครือข่ายเยาวชนและนักวิชาการภาคเหนือ เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อการปฎิรูปการศึกษา ตามมุมมองของเด็กแนวใหม่

          ซึ่งผู้ร่วมเสวนามีทั้งนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ อาทิ พ่อหลวงพะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชุมชน  , คุณรัชนี ธงชัย (แม่แอ๊ว) ประธานเครือข่ายการศึกษาทางเลือก , คุณเพ็ญพันธ์ จิตเสนีย์ (อ.อ้อย) จาก สสส., และ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ดำเนินรายการโดย อ.ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญา

      

          ในมุมมองของพ่อหลวงพะตีจอนิ เชื่อว่าทุกวันนี้เด็กและเยาวชนไม่ว่าจะเป็นชนบท หรือบนดอย ที่เข้าไปศึกษาในเมือง เมื่อกลับมาบ้านอยู่กับครอบครัวแล้วพูดกับพ่อ แม่ คนละภาษากัน เปลี่ยนเป็นพูดภาษาไทยกลาง มีความรู้สึกอาย หรือเป็นจุดด้อยที่จะพูดภาษาถิ่น  แล้วนำวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาในชุมชนด้วย เช่นการแต่งตัว การใช้เทคโนโลยี ทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนไป เด็กและเยาวชนไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่ภูมิใจในครอบครัว ไม่ภูมิใจในสังคมและวิถีของตัวเอง ทางออกคือ เด็กต้องมาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเอง และเข้าใจในวิถีให้มากขึ้น และมาร่วมกันคิดว่า จะดูแลครอบครัวอย่างไร จะดูแลป่าไม้ และทรัพยากรที่มีให้คงอยู่ได้อย่างไร

          ส่วน แม่แอ๊ว รัชนี ธงชัย เสนอว่า จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนมีความสุขและสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้  ภายใต้วัฒนธรรมของสองกระแสนี้  คือ  ทั้งให้เด็กและเยาวชนเข้าใจรากเหง้าวัฒนธรรมและวิถีของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็สามารถเท่าทันกระแสสังคมโลกาภิวัตน์ด้วย สามารถกลับมาดูแลทรัพยากรและดูแลชุมชนของตัวเองได้  ถ้าจะปฎิรูปการศึกษาจริงๆ ต้องเริ่มกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด พ่อ - แม่ ต้องให้การศึกษากับลูก เช่น ทำอย่างไรให้เขาสามารถกินข้าวเองเป็น ส่วนในโรงเรียนต้องปฎิรูปทั้งระบบ จะต้องตั้งเป้าที่อยากเห็นไว้ว่าต้องการเห็นเด็กเป็นอย่างไร แล้วร่วมกันทำ ทั้งครอบครัว วัด โรงเรียน เพราะเขาไม่ใช่นักเรียนอย่างเดียว ให้เขาเป็นพลเมืองของสังคม ของชุมชน แล้วทุกคนจะช่วยกันดูแล  และปรับการศึกษาให้นำไปสู่การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชน เช่นเด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องวิถี และชีวิต

          อ. อ้อย  เพ็ญพรรณ  จิตเสนีย์ เสนอมุมมองว่า การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน จะต้องพัฒนาเป็นระบบ ทั้งตัวเด็ก เยาวชน และครอบครัว เด็กต้องมีบทบาทและมีโอกาสทำงานร่วมกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม ดีกว่าเก่งคนเดียวแล้วส่งต่อไม่ได้ ส่วนการปฎิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเป็นแค่โครงสร้าง แต่ลงไม่ถึงตัวเด็กและเยาวชน เพราะถูกมองด้วยสายตาคนภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียน 

          อ. อมรวิทย์ นาครทรรพ  เสนอมุมมองว่า แต่ก่อนนักการศึกษาส่วนมากคิดว่า ความรู้อยู่ในหนังสืออยู่แล้ว โรงเรียนมีหน้าที่เพียงขัดเกลาทางสังคม และมีแนวคิดว่าเด็กต้องเป็นศูนย์กลาง มาคิดดูอีกทีในปัจจุบันสิ่งที่ว่านี้อาจจะไม่จริงอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้จะทำอะไรต้องคิดให้ใหญ่ไว้ก่อน แล้วเริ่มที่จุดเล็กๆ ที่เห็นว่าสำคัญ แต่ลงให้ลึก ทำให้เห็นผลจริงๆ เพราะการศึกษายิ่งลงลึก ยิ่งฝังรากลึก และที่สำคัญการศึกษาในระบบทุกวันนี้ตอบโจทย์ไม่ได้ ต้องเรียนการศึกษาชีวิต ถึงจะดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กระแสปัจจุบันได้

          ซึ่งถ้าฟังจากมุมมองของนักวิชาการแต่ละท่านที่กล่าวมานี้ ทำให้รู้ว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำให้คนอยู่รอด อย่างคำกล่าวที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” กำลังเป็นจริงในสังคมการศึกษาไทย เพราะการเรียนไม่ทำให้ผู้เรียนมีความสุขและภูมิใจในการศึกษาที่ตนเองได้รับ ว่าสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมานั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง  เพราะฉะนั้น จึงอยากเสนอกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกหน่วยงาน ช่วยเอียงหูเข้ามาฟังเสียงเหล่านี้บ้าง เพื่อปฏิรูประบบการศึกษา ในการพัฒนาเยาวชนและท้องถิ่นอย่างจริงจังร่วมกัน  ตามข้อเสนอ ต่อไปนี้

 

                    1. การจัดทำหลักสูตรต้องมีความสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริง

         บริบท และวัฒนธรรมท้องถิ่น

2. การจัดกระบวนการเรียนการสอนต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างการสอนวิชาการในห้องเรียนกับภาคปฏิบัตินอกห้องเรียน

                    3. ให้ครูภูมิปัญญา เยาวชน และองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมใน

         การจัดการศึกษา

4. ครูที่สอนควรมีความเข้าใจในความเป็นท้องถิ่น และสนับสนุนให้นักเรียนเรียนรู้ท้องถิ่นตนเองอย่างจริงจัง

5. ให้โรงเรียนและหน่วยงานด้านการศึกษาสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญาดีๆ จากปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้รู้ ตามความสนใจของแต่ละคน เพื่อไม่ให้สูญหาย

6. เพิ่มสาขาภูมิปัญญาท้องถิ่น ในสถาบันที่สอนระดับอุดมศึกษา เช่น คณะครุศาสตร์ และสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถกลับไปฝึกสอนในชุมชนของตนเองได้

7. สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมชุมชน ควบคู่กับการศึกษาสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกและปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณาดำเนินการ

โดย คิดแก้ว

 

กลับไปที่ www.oknation.net