วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฏศิลป์ไทย ๑ ว่าด้วย ละครเสภา


                       

                          

                  การแสดงละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

          ที่มาของภาพ : นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น, รานี ชัยสงคราม (๒๕๔๔, ๖๗)

 

                                            ละครเสภา

 

ประวัติความเป็นมา  กำเนิดมาจากการเล่านิทาน  เมื่อการเล่านิทานเป็นที่นิยมแพร่หลาย ทำให้เกิดการปรับปรุงแข่งขันกันขึ้น ผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอนใส่ทำนองมีเครื่องประกอบจังหวะ คือ “กรับ”  จนกลายเป็นขับเสภาขึ้น   เสภามีมาแต่โบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่ามีขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   ราว พ.ศ.๒๐๑๑   เสภาในสมัยโบราณไม่มีดนตรีประกอบ   จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา และใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

          สมัยรัชกาลที่ ๕  ได้มีผู้คิดเอาตัวละครเข้ามาแสดงการรำ  และทำบทบาทตามคำขับเสภาและร้องเพลง เรียกว่า “เสภารำ” สมัยนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีช่วยกันแต่งเสภาเรื่อง “นิทราชาคริต”  เพื่อใช้ขับเสภาในเวลาทรงเครื่องใหญ่ มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงคือ  พวกขับเสภา สำนวน  แบบนอก  คือใช้ภาษาพื้นบ้านหันมาสนใจสำนวนหลวง

          สมัยราชกาลที่ ๖  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กับพระราชวรวงศ์-เธอกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภาขุนช้าง–ขุนแผน แก้ไขกลอนให้เชื่อมติดต่อกันและพิมพ์เป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติขึ้นครั้งแรก  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐  ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา ซึ่งต่อมากลายเป็น “ละครเสภา”

 

วิธีการแสดง  การแสดงละครเสภาจำแนกตามลักษณะการแสดง ดังนี้คือ

 

          ๑.  เสภาทรงเครื่อง สมัยรัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ได้ขยายตัวเป็นเครื่องใหญ่ เมื่อปี่พาทย์โหมโรง จะเริ่มด้วย “เพลงรัวประลองเสภา” ต่อด้วย “เพลงโหมโรง” เช่น เพลงไอยเรศ หรือบรรเลงเป็นชุดสั้นๆ เช่น เพลงครอบจักรวาล  แล้วออกด้วยเพลงม้าย่องก็ได้ ข้อสำคัญเพลงโหมโรง จะต้องลงด้วยเพลงวา จึงจะเป็น “โหมโรงเสภา”  เมื่อปี่พาทย์โหมโรงแล้ว  คนขับก็ขับเสภาไหว้ครูดำเนินเรื่อง         ถัดจากนั้นร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อนแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงจระเข้าหางยาวแล้วขับเสภาคั่นร้องเพลงสี่บทแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงบุหลันแล้วขับเสภาคั่น ต่อจากนี้ไปไม่มีกำหนดเพลงแต่คงมีสลับกันเช่นนี้ตลอดไปจนจวนจะหมดเวลา  จึงส่งเพลงส่งท้ายอีกเพลงหนึ่ง  เพลงส่งท้ายนี้แต่เดิมใช้เพลงกราวรำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นอกทะเล เต่ากินผักบุ้ง หรือพระอาทิตย์ชิงดวง แต่เดิมบรรเลงเพลง ๒ ชั้น ต่อมาประดิษฐ์เป็นเพลง ๓ ชั้น ที่เรียกว่า “เสภาทรงเครื่อง” คือ การขับเสภาแล้วมีร้องส่งให้ปี่พาทย์รับนั่นเอง

 

          ๒.  เสภารำ  เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕  กระบวนการเล่นมีการขับเสภา  และเครื่องปี่พาทย์บางครั้งใช้มโหรีแทน มีตัวละครออกแสดงบทตามคำขับเสภา และมีเจรจาตามเนื้อร้อง เสภารำมีแบบสุภาพ และแบบตลก เสภารำแบบตลกนี้ผู้ริเริ่มชื่อขุนรามเดชะ (ห่วง)  บางท่านว่าขุนราม (โพ)  กำนันตำบลบ้านสาย  จังหวัดอ่างทอง  ซึ่งเล่าลือกันว่าขับเสภาดีนัก  ผู้แต่งเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา สมัยรัชกาลที่ ๖ ขุนสำเนียงวิเวกวอน              (น่วม บุณยเกียรติ) ร่วมกับนายเกริ่น และนายพัน คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างชุนแผน แสดงเรื่องพระรถเสน ตอนฤาษีแปลงสาร

 

เพลงร้อง    มีลักษณะคล้ายละครพันทาง แต่จะมีการขับเสภาซึ่งเป็นบทกลอนสุภาพแทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลา

 

          ดนตรี   มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลง และมีกรับขยับประกอบการขับเสภา

 

เรื่องที่แสดง  มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน  เช่น   เรื่องขุนช้างขุนแผน  ไกรทอง  หรือจาก  บทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖ เช่น พญาราชวังสัน สามัคคีเสวก

 

          ผู้แสดง    มักนิยมใช้ผู้แสดงชายและหญิง ตามบทเสภาของเรื่อง

 

          การแต่งกาย    แต่งกายตามท้องเรื่องคล้ายกับละครพันทาง

 

          สถานที่แสดง    เหมือนกับการแสดงละครพันทาง

โดย ครูอัษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net