วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บาลาฮาลา ย่ำป่าตากฝนกลางสนามรบ


ชุมชนประมงขนาดเล็กในเมืองนราฯ

.

สะพานแขวนในป่าบาลา ฮาลา

.

สายน้ำก่อนสายฝนกระหน่ำ

.

ไม้ป่าริมทางเท้า

.

หอดูนก

.

บ้านพัก น่ารัก

.

ห้องนอน น่านอน

.

แมว น่าสนใจ ร้องเสียงดังแง้วๆๆ เดินตาม

.

ชงโค หมายเลข 1

.

ชงโค หมายเลข 2

.

บ้านพักเจ้าหน้าที่ ทุกหลังซ่อนอยู่หลังแนวไม้
.

ปาล์ม บังสูรย์

.

สายน้ำสีทอง

.

ใต้ร่มเงาไม้ ใต้ชายคาใบจาก

.

แผนกก่อกองไฟ ติดเตาถ่าน ปิ้งย่าง
ภูพานลานดาว, หนุมานชาญสมร

.

พระจันทร์รำพึง  ปราณชลี...รำพัน ปั่นต้นฉบับ

.

สิงห์มือซ้าย ถ่ายภาพ พระจันทร์รำพึง

.

หัวใจเดียวกัน ในวันฝนฉ่ำฟ้า ที่ป่าบาลา ฮาลา

.

ยามเช้า ในม่านฝน บนเส้นทางกลับเมือง

ม่านฝน ฟ้ามืด ดินมัว

.

สแกนเข้ม รถทุกคันที่เข้าไปในเขตสนามบิน

 ...............

ม่านฝนหนาหนักพร่างพรูลงอาบผืนป่า เงาทะมึนรอบกายกลายเป็นม่านสีเทาหม่น  เสียงป่าไพรรำพันขาดหาย  กลายเป็นเสียงกองทัพเม็ดฝนกรีฑาทัพเข้าครอบงำยึดครองผืนป่าจนยอมพ่าย จำนนต่อสายน้ำหลากไหลซอกซอนไปตามคันเขื่อนของรากไม้ใหญ่เหนือผิวดิน ก่อนจะกระโจนเร็วรี่ลงสู่ร่องธารเก่าที่ก้อนหินน้อยใหญ่นอนตากแดดตากลมมาเนิ่นนาน เมื่อสายน้ำผ่านมาถึง บ้างพลิกก้อนเคลื่อนไหวไหลตามไปกับสายน้ำเชี่ยวอย่างยากจะต้านแรง   

ป่าบาลาฮาลาที่เลื่องลือเรื่องนกเงือกและสัตว์ใหญ่หายาก อีกทั้งความเป็นไปของป่าไพรที่ค่อนข้างเงียบงัน ในขณะที่ข่าวร้ายกระจายไปทั่วพื้นที่ เสียงสายลมกระซิบว่า ราคาของต้นไม้ใหญ่กำลังเป็นพิษภัยต่อต้นของมันเอง แม้เสียงกระซิบจากยอดภูเขาสูง ไม่อาจกลบเสียงเลื่อยยนต์และเสียงแมลงปอเหล็กที่ขนถ่ายแผ่นไม้ออกมาจากป่านั้นได้  แต่ไม่เคยมีอำนาจใดมายับยั้งการขนย้ายไม้ที่ลอยข้ามหัวคนพื้นถิ่นไปไกล นั้นได้  ฉันจึงมองเห็นอาณาเขตของสนามรบที่จะต้องขยายออกไปเรื่อยๆ ไม่ละเว้นแม้แต่ในไพรกว้างที่ควรจะสงบสุขแห่งนี้

ไม่นานนัก ความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วรุนแรงของสายฝนและสายน้ำ ค่อยๆถูกห่มคลุมด้วยม่านสีดำบางๆ กระทั่งหนาทึบ  เพลงฝนยิ่งรัวเร็วกดข่มผู้มาเยือน อย่างยากที่จะคาดเดาได้ว่า พรุ่งนี้ท้องฟ้า จะเป็นสีใด

ฉันเผลอไผลกับความเป็นไปของป่า กระทั่งมาสำเหนียกถึงอารมณ์ที่ปั่นป่วนราวริ้วคลื่นหมุนวนหนุนเนื่องเป็นระลอกอยู่ในอก  ก่อนจะสะท้อนเป็นก้อนแน่นเสียดจุกที่คอหอย จึงรู้ว่ามันคือก้อนอารมณ์แห่งความผูกพันมั่นหมายที่มีต่อมนต์ขลังแห่งป่าไพรและหัวใจดวงเดิมที่เคยชิน

นานนักหนาแล้วที่ฉันไม่ได้พบมัน นานจนหลงเข้าใจว่า ไม่มีเหลืออยู่อีก บัดนี้ สำนึกนั้นได้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง เรื่องราวในอดีตที่ความแตกต่างทางอุดมการณ์เป็นเสมือนกำแพงสูงขวางกั้นความเข้าใจระหว่างฉันกับใครบางคนให้ตรึงติดอยู่คนละฟากฝั่ง สะท้อนย้อนคืนมาใหม่ ให้ฉันได้เคี้ยวกลืนมันอีกหน อย่างช้าๆ

“หยุดสงครามให้ได้สิ บางทีเราอาจจะรักกันได้”

 คำนี้ผุดวาบมากับอารมณ์นั้น คล้ายๆกำลังนิ่งฟังเสียงพูดคุยของตัวเอง อีกครั้ง

“ฉันรบเพราะถูกบีบบังคับให้ต้องรบ  ฉันไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคำว่าสงคราม แต่สำหรับฉัน การทำสงครามคือการรักษาชีวิตตัวเอง เพราะถ้าฉันไม่สู้ฉันก็ต้องตาย การทำให้คนอื่นตาย เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นความยุติธรรมแล้ว”

“ในขณะที่ฉันต้องเอาตัวให้รอดจากการถูกล่า และพยายามพลิกเกมมาเป็นผู้ล่า เพื่อให้ได้เปรียบ จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก  เพราะเมื่อเราตกเป็นฝ่ายถูกล่า เราย่อมหวาดหวั่น แต่ในยามที่เราคิดว่า เรากำลังเป็นฝ่ายล่า เราย่อมฮึกเหิม แต่ทว่า ในบางสถานการณ์  เราต่างคิดว่าตนเองคือผู้ล่า....นี่ล่ะที่ฉันคิดว่าคือความยุติธรรมอีกอย่างหนึ่ง”

“แต่บางครั้งคุณก็ฆ่าคนที่บริสุทธิ์” เขาคนนั้นท้วงติง

“บริสุทธิ์คืออะไร คือคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย หรือว่าคนที่ต่อสู้ด้วยหัวใจที่บริสุทธ์ ดังนั้นคำว่า “ผู้บริสุทธิ์”  ในนิยามของการทำสงครามด้วยอาวุธ ควรจะหมายถึงคนที่ยอมเสียสละชีวิตด้วย ซึ่งคุณเองก็คิดแบบนี้เช่นกันไม่ใช่หรือ  เราต่างก็ใช้คำว่าเสียสละมาปลุกเร้าให้คนของตัวเองต่อสู้ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะคำว่าเพื่อผู้อื่น คนที่ยอมเสียสละเราควรจะเรียกเขาว่าคนบริสุทธิ์ด้วยหรือเปล่า หรือเฉพาะคนที่ไม่เกี่ยวในกระบวนการนี้เลยอย่างแท้จริง”

“แต่คุณทำให้ที่อยู่ที่ควรสงบกลายเป็นสนามรบ” เขาจ้องลึกกลับมา

“เบื้องหลังของการฆ่าและการถูกฆ่า ซับซ้อนกว่าที่สามัญสำนึกของคนๆหนึ่งจะเข้าใจ หรือยับยั้งตัวเองในการลงมือฆ่าเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะคนที่มีอาวุธและอุดมการณ์ครอบงำ ย่อมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ และคำว่าชนะ ไม่ได้หมายถึงการเอาตัวรอด  คำว่าชนะ คือการได้ครอบครองในบางสิ่งบางอย่างด้วย”

ฉันว่า

“คำว่าชนะของคนที่เกิดมาเพื่อจะเป็นนักรบ อาจหมายถึงความตายของตนเอง ที่ส่งผลต่อการสู้รบต่อไปของคนอื่นๆที่เกิดมาเพื่อจะเป็นนักรบเช่นเดียวกัน แต่การเลือกที่จะเป็นนักรบแบบคุณ เมื่อคุณตายไป อาจมีคนเสียใจ แต่จะมีคนที่แค้นใจและรบแทนคุณเหมือนที่คุณเป็นสักกี่คน” ฉันหยั่งในความคิดของเขา

“ถ้าการยุติการรบ เป็นเหมือนการให้อิสระภาพแก่ตัวเอง เลิกคำนึงถึงคำว่าชนะ ขอเพียงแค่โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ คุณคิดว่าการหยุดรบจะเริ่มต้นได้อย่างไร  มันไม่สายเกินไปแล้วหรือ ในเมื่ออิสระภาพที่ว่ากลายเป็นความเห็นแก่ตัวในสายตาของคนอื่น คุณตอบฉันได้ไหม ถ้าเป็นคุณ คุณจะยุติมันอย่างไร”

“สำหรับผมคำว่าชนะมีหลายระดับ ในระดับสูงสุดที่ควรจะเป็นคือชนะอย่างสันติ ผมจึงยังมีความหวังต่อการทำสงครามที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ” เขาว่า

ฉันไม่รู้หรอกว่าคนอื่นๆ ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายและต้องเผชิญหน้ากันนั้น จะสามารถพูดคุยกันเช่นนี้ได้หรือไม่ เพราะนี่คือความรู้สึกที่เปรียบเทียบการรบด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่การเข่นฆ่ากันจริงๆ แต่สำหรับมือที่เปื้อนเลือดเพื่อผลประโยชน์อะไรก็ตาม เขาก็ยังคงอ้างว่าเพื่อสันติภาพ จึงต้องรบ

ฉันอยากถามหัวใจของคนที่กำลังคิดจะฆ่า หากคุณบอกว่าคุณจำเป็นที่จะต้องรบเพื่อปกป้องตัวเอง จากฝ่ายตรงข้าม ระหว่างชนะกับเอาตัวรอด คุณจะให้ความสำคัญต่อกับคำไหน 

การเอาตัวรอดหมายถึงไม่มีใครตาย ทั้งคุณทั้งเขา แต่อาจต้องมีแพ้ชนะอีกครั้งในอนาคต กับคู่ต่อสู้เดิม  

ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ภายใต้คำถามที่ว่าเขาฆ่ากันทำไม ไม่เคยมีคำตอบแบบตรงไปตรงมา ฉันว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะการเดินทางเข้ามาในป่าใหญ่  เพื่อสำเหนียกเสียงพงไพรที่ถูกสายฝนกลืนเสียงจนเลือนหาย คล้ายโลกทั้งโลกมีแต่สายฝนเท่านั้นที่ยึดครอง จะต่างอะไรกับเสียงระเบิดเสียงปืนที่ดังกังวานกัดกรีดวิญญาณคนบริสุทธิ์เป็นระยะ

สายน้ำที่หลากล้นท่วมผืนนา รวงข้าวจมน้ำเสียหาย วัวพื้นบ้านสีน้ำตาลแดงตัวเล็กๆ สี่ห้าตัวเล็มหญ้าริมถนนตากฝนอย่างอดทน ธรรมชาติไม่ได้ลำเอียงที่จะแจกจ่ายบทเรียนทรหดให้แก่มนุษย์  คนที่แกร่งต่อบททดสอบของฟ้าดิน ควรหรือที่จะรังแกชีวิตอื่นที่อ่อนแอกว่า

ข่าวคราวการฆ่ามีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ช่างน่าเศร้าเมื่อได้ยิน จนกระทั่งบางวันแทบไม่อยากได้ยิน แต่มันคือความจริงที่มีอยู่ เช่นเดียวกับความงาม ความขรึมขลังของป่าบาลา ฮาลา แห่งนี้ ที่ยังคงอยู่

เมื่อแยกเรื่องสงครามออกจากความงามไม่ได้ จึงต้องมองผ่านภาพนั้นไปพร้อมๆกัน ขณะย่ำป่าตากสายฝนกลางสนามรบ 

แล้วครุ่นคิดเรื่อง จะชนะ หรือจะเอาตัวรอด

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net