วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาวบ้านผู้ปกป้องสิทธิชุมชนลงมติ "ไม่ไว้วางใจรัฐ(บาล) "





               การลุกขึ้นปกป้องป่าชายเลนของชาวบ้าน(ผ่านมุมมองสิทธิชุมชน)
ทนายอาสา

มาตรา ๖๖  บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม
 อันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และ
 การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลาก
หลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

มาตรา ๖๗  สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์
บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลาย
ทางชีวภาพ  และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้
กิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน
ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม

******
    ข้อความด้านบนนี้เป็นกฎหมายที่ถูกเขียนไว้ในส่วนที่ ๑๒ ของกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน

      ย้อนหลังไปในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญไทยได้เขียนให้สิทธิชุมชนต่างๆ
    ให้มีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนอยู่เหมือนกัน  แต่ครั้งนั้นมีข้อความต่อท้าย
    เอาไว้ว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งทำให้เรื่องสิทธิชุมชนนั้นเกิดขึ้น
    ในทางปฏิบัติได้ยาก
    
     เพราะจะทำได้ก็ต้องออกกฎหมายเฉพาะมาบังคับใช้เสียก่อน     ปัญหานี้จึงมีการ
     กล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ดังนั้น การตรากฎหมาย    รัฐธรรมนูญ
     ฉบับใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ นั้นจึงได้บัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ดังที่เห็น
     ในข้อความตามมาตราข้างต้น
     
      ในปัจจุบันถึงแม้จะระบุข้อความตามกฎหมายในเรื่องสิทธิชุมชนไว้ชัดเจนขึ้น
    แต่กระนั้นการนำแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชนมาใช้กับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน ก็ยังคง
    เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญกำหนดและให้สิทธิของชุมชน
    ที่จะปกปักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเองได้ แต่ทางภาครัฐก็ยังมี
    แนวการปฏิบัติโดยนำกฎหมายฉบับอื่นๆมาบังคับใช้และลงโทษ กลุ่มคนหรือชุมชน
    ที่จะพยายามปกป้องสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนไว้
   
      ที่บ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ป่าชายเลนจำนวน ๕๙.๐๒ ไร่ 
  ถูกนำไปออกเป็น หนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส.3ก)โดยเอกชน
  เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าป่าชายเลนผืนนี้โดยสภาพแล้วมีน้ำขึ้นน้ำลงอยู่ตลอดเวลา
  ไม้โกงกางก็ขึ้นเต็มพื้นที่ เจ้าพนักงานที่ดินออกเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์
  ให้แก่เอกชนได้อย่างไร มันเกิดอะไรขึ้น?
   
    เมื่อราวเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ ๒
    ได้มีหนังสือแจ้งว่าได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าที่ดินที่มี นส.3 ก จำนวน ๕๙.๐๒ไร่
    นั้นมีสภาพเป็นป่าชายเลน
   
    กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยงานราชการ
    ที่มีหน้าที่ดูแลและจัดการไม่ให้ใครมาบุกรุกและทำลายทรัพยากรธรรมชาติผืนนี้
    แต่กลับมีการนิ่งเฉยกับคนที่เอาทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในความดูแลของตน
    ไปเป็นของตนเอง
   
     กลับกลายต้องเป็นชาวเสียอีกที่เป็นคนพยายามจะสะสางเรื่องนี้
     เพราะพวกเขาคิดว่าป่าชายเลนเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของชาวประมงชายฝั่งทุกคน
     เป็นของคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมันเป็นทรัพยากรที่ธรรมชาติสรรค์
     สร้างขึ้นมาให้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์
     
    “เมื่อก่อนหน้ามรสุมมีลมพัดแรง แต่ต้นไม้โตๆก็คอยกันคลื่นลมไว้ แต่ตอนนี้ต้นไม้
    ไม่เหลือแล้วเมื่อมรสุมมา กลัวว่าบ้านจะพัง” นางเหลี้ย จิระดม
    ผู้อาวุโสที่อายุเลยเลข ๙๐ ไปแล้ว เล่าถึงป่าชายเลนผืนสุดท้ายในชุมชน
     ในขณะที่นั่งมองรถไถจำนวนสามคันกำลังทำลายต้นไม้ในป่าชายเลน
     ไปทีละต้นสองต้น
     
    เป็นเวลากว่าสี่ปีแล้วที่กลุ่มชาวบ้านในไร่ ผู้รักและหวงแหนป่าชายเลน
    ที่เป็นทั้งแหล่งหากินเมื่อการออกทะเลเป็นเรื่องที่ลำบาก เป็นทั้งกำแพง
    ธรรมชาติป้องกันภยันตรายจากลมที่พัดถาโถมเข้าหาชุมชนชายฝั่งทะเล
    อย่างพวกเขาในหน้ามรสุม  เมื่อนับดูหนังสือร้องเรียนหน่วยงานราชการทั้งหลาย
    ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นจำนวนกว่าเกือบ ๒๐ หน่วยงาน ไล่ไปตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน
    ไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่หน่วยงานที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองทั้ง
    หลายเหล่านั้นเลือกที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นรู้อยู่แก่ใจว่า
     พวกเขาต้องทำเช่นไรกับความไม่ถูกต้องที่เห็นชัดแจ้งแบบนี้
   
    เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จาก
    ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามหลัก
    ของเรื่องสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในทางกลับกันหน่วยงานภาครัฐที่มัก
    ยกตนเป็นเจ้าคนนายคน กลับเป็นฝ่ายไม่เห็นความสำคัญของเรื่องสิทธิชุมชนที่ว่านี้
   
   ถ้าเปรียบเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าชาวบ้าน ผู้ได้รับความเดือดร้อน
 ทั่วสยามประเทศ จะพร้อมใจกันได้ลงมติไม่ไว้วางใจหน่วยงานราชการอีกต่อไป
    

 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net