วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

fwd : จุดตาย ของพ.ต.ท.ทักษิณในคดียึดทรัพย์ 76,600 ล้านบาท


.

เส้นทาง"ทักษิณ"ซุกเงินนอกประเทศผ่านกองทุนลับ"ซิเนตรา ทรัสต์" ถึงบ.คู่แฝด "วินมาร์ค-แอมเพิลริชฯ" ?

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โอนหุ้นบริษัทต่างๆ ให้แก่บุตรและพี่น้องเมื่อกลางปี 2543 

รายการบัญชีทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ (ทั้งในและนอกประเทศ) ยื่นแสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในชื่อของตนเองมีอยู่ในราว 500-600 ล้านบาท เช่น กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2548 ระบุว่า มีทรัพย์สิน 506,493,972 บาท

หลังจากที่ต้องตกจากเก้าอี้หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รายการบัญชีทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ระบุว่า มีทรัพย์สิน 557,363,123 บาท และหลังจากพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี(เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550) ระบุว่า มีทรัพย์สิน 614,393,259 บาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ในปี 2550 มูลค่า 108 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,560 ล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณเอาเงินมากจากไหน 
 
แต่พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีคำตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน

กระทั่งเดือนกันยายน 2551 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายทีมฟุตบอลดังกล่าวออกไปในราคา 200 ล้านปอนด์หรือราว 12,000  ล้านบาท คาดกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีกำไรราว 50 ล้านปอนด์หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท

ล่าสุด ในการให้สัมภาษณ์ "ไทม์ส ออนไลน์" เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน2552 พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับ (หลังจากถูกถามย้ำหลายครั้ง)ว่า มีเงินอยู่ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณหมื่นล้านบาท) แต่ใช้ไปแล้ว 200 ล้านดอลลาร์ในเรื่องต่างๆ เช่น การซื้อบ้าน

ขณะเดียวกันพ.ต.ท.ทักษิณคุยว่า ได้ไปลงทุนไปมากมาย อาทิ เหมืองทอง 10 แห่ง และการออกล็อตเตอรี่ในประเทศอูกันดา ทวีปแอฟฟริกา

คำถามคือ พ.ต.ท.ทักษิณเอาเงินและทรัพย์สินเหล่านี้มาจากไหน เพราะรายการบัญชีทรัพย์สินที่แสดงต่อ ป.ป.ช.มีเพียง 500-600 ล้านบาท
 
ส่วนทรัพย์สินของครอบครัวเกือบ 70,000 ล้านบาทซึ่งได้จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ปให้แก่ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ถูกอายัดไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดี พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาว่า ร่ำรวยผิดปกติและได้ทรัพย์ดังกล่าวมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)

มีข้อสงสัยมานานแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมีทรัพย์สินซุกอยู่ในต่างประเทศจำนวนมากผ่าน บริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ดและ บริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัดซึ่งตั้งอยู่บนเกาะบริติชเวอร์จิ้น เพราะการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นผ่านทั้ง 2 บริษัท มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก

สำหรับบริษัท แอมเพิลริชฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่า เป็นผู้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 และโอนหุ้นชินคอร์ปให้จำนวน 32.92 ล้านหุ้น (ต่อมาแตกพาร์เป็น 329.2  ล้านหุ้น)


ส่วนบริษัท วินมาร์ค ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร โอนหุ้น กลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท 6 บริษัท มูลค่า 1,527 ล้านบาทให้ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมรับว่า เป็นของตนเอง

"ข้าพเจ้าและคู่สมรส ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท วินมาร์คและข้าพเจ้ามิได้เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินอคร์ป นอกเหนือไปจากที่โอนให้แก่บริษัท แอมเพิลริช ฯและญาติพี่น้องคนอื่น..และกรณีบริษัท วินมาร์คฯมีหุ้นบริษัทชินคอร์ปอยู่จริงก็เป็นเรื่องของบริษัท วินมาร์ค เพราะหุ้นบริษัทชินคอร์ป(54ล้านหุ้น) เป็นบริษัทมหาชนที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์" (คำให้การของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยื่นต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)

สำหรับหุ้น 6 บริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ขายให้แก่บริษัท วินมาร์คได้แก่ บริษัท โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน ในวันที่ 23 สิงหาคม 2546 และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เดือนกันยายน 2546) บริษัท เอสซี ออฟฟิซ ปาร์ค,บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ บริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น บริษัท เอสซีเค เอสเตท และบริษัท บี.พี.พร็อพเพอร์ตี้

แต่แล้วจู่ๆ บริษัท วินมาร์คซึ่งถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯ จำนวน 61,165,144 หุ้น (เกือบ 20% ของทุนจดทะเบียน) มานานกว่า 3 ปี ก็โอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่ แวลู แอสเสทส์ ฟันด์ (VAF) ตั้งอยู่บนเกาะลาบวน ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2546 ก่อนนำบริษัทเอสซี แอสเสท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 2 สัปดาห์ ทั้งๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ว่า บริษัท วินมาร์ค มาซื้อหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท เพื่อผลประโยชน์จากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 2546 (จดทะเบียนในตลาดหุ้นวันที่ 5 กันยายน) VAF โอนหุ้นเอสซี แอสเสทต่อให้แก่ กองทุนโอเวอร์ซี โกรว์ธ ฟันด์ อินซ์ (OGF) และกองทุน ออฟชอร์ ไดนามิค ฟันด์ อินซ์ (ODF) ซึ่งตั้งบนเกาะลาบวนเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน VAF ได้สละสิทธิ์การซื้อหุ้นเพิ่มทุนบริษัท เอสซี แอสเสทฯ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2546 ให้แก่ น.ส.พิณทองทาและ แพทองธาร บุตรสาว 2 คนของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ VAF เสียประโยชน์ถึง71 ล้านบาท

นอกจากนั้น มีการตรวจสอบพบว่า ที่อยู่ของบริษัทวินมาร์ค และแอมเพิลริชมีสถานที่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน คือ ตู้ ป.ณ.3151  โรด ทาวน์  ทอร์โตลา เกาะบริติช เวอร์จิ้น (P.O.BOX 3151, Road Town, Tortola, British Virgin Island )

โดยนายสุวรรณ วลัยเสถียร ที่ปรึกษาด้านภาษีของครอบครัวชินวัตร ขณะนั้น ยอมรับว่า บริษัท แมธีสัน ทรัสต์ (Matheson Trust Company (BVI) ได้รับการว่าจ้างให้จัดตั้งบริษัท แอมเพิลริชฯ

ข้อพิรุธเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บริษัทวินมาร์ค ตลอคจนทั้ง 3 กองทุนในมาเลเซียมีความเกี่ยวพันกับครอบครัวชินวัตร

คำให้การของนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552(คดีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติและขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน 76,621 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน) ได้ไขปริศนาที่ค้างคาใจอยู่ทั้งหมดให้กระจ่าง

เพราะจากการตรวจสอบข้อมูล (คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯ) จากสำนักงาน ก.ล.ต.ในต่างประเทศพบหลักฐานดังนี้

หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจัดตั้งกองทุนลับ "ซิเนตรา ทรัสต์" ขึ้น จากนั้นให้กองทุนดังกล่าวเข้าไปถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด 100% และบริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้นในบริษัท วินมาร์ค 100% โดย พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานได้ว่าจ้าง บริษัท แมธีสัน ทรัสต์ บนเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ว่าจ้างให้จัดตั้งบริษัท แอมเพิลริชฯ ดำเนินการจัดตั้งบริษัททั้งสามและในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องฟังคำสั่งจากผู้ว่าจ้าง

สอง เอกสารการจัดตั้ง "ซิเนตรา ทรัสต์" ระบุชัดว่า ผู้รับประโยชน์จากกองทุนดังกล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูกๆ

สาม เอกสารในการเปิดบัญชีหุ้นของบริษัท วินมาร์ค ที่ธนาคารยูบีเอสที่สิงคโปร์ระบุผู้รับประโยชน์คือ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

สี่  เงินที่บริษัทวินมาร์คอ้างว่า ใช้ในการซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสทฯ 6 บริษัท มูลค่า 1,527 ล้านบาทฯและโอนเข้าบัญชีคุณหญิงพจมานนั้น ปรากฏว่าเมื่อตรวจย้อนกลับไปพบว่า ในจำนวนเงิน 1,527 ล้านบาท เงิน 300 ล้านบาทโอนมาจากบัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจากธนาคาร 3 แห่งในสิงคโปร์ ที่เหลือ 1,200 ล้านบาทเป็นเงินจากบริษัท วินมาร์ค ในสิงคโปร์

ห้า กองทุน VAF ที่รับโอนหุ้นเอสซี แอสเสทฯ ต่อจากบริษัท วินมาร์ค ถือหุ้นโดยบริษัท วินมาร์ค 100 % เช่นเดียวกับ OGF และ ODF ถือหุ้นโดย VAF

หก บริษัทวินมาร์ค ถือหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2544 อยู่ 54 ล้านหุ้น (1.8%) โดยเปิดบัญชีที่ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ซึ่งมีเลขบัญชีเดียวกับบริษัท แอมเพิลริชฯที่มีหุ้นชินคอร์ปอยู่ 329.2 ล้านหุ้น (เป็นหลักฐานจาก คตส.)

หลักฐานดังกล่าวทั้งหมด บ่งชี้ว่า 

1.พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวชินวัตร มีเงินซุกซ่อนอยู่ต่างประเทศที่เป็นจำนวนมหาศาลตั้งแต่ก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยมิได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ?

นอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการโกหกต่อประชาชนมาตลอด?

เงินที่ใช้ซื้อหุ้น 6 บริษัทมูลค่า 1,527 ล้านบาท เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง? แต่เงินส่วนใหญ่ที่ยังซุกซ่อนอยู่และได้จากธุรกรรมใดยังคงเป็นปริศนาอยู่

2. เป็นการบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงมีอำนาจในการจัดการหุ้นและทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด ดังนั้น หุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัทต่างๆ และลูกๆ จึงเป็นเพียงการถือหุ้นแทนหรือ "นอมินี" ซึ่งหากศาลฎีกาฯเชื่อในหลักฐานดังกล่าวหรือพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจโต้แย้งได้

ทั้งหมดนี้จึงอาจเป็น "จุดตาย" ของพ.ต.ท.ทักษิณในคดียึดทรัพย์ 76,600 ล้านบาท


@@@
https://twitter.com/indexthai

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net