วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสมานฉันท์: โจทย์อาจจะผิด


แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสมานฉันท์: โจทย์อาจจะผิด

 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญตกเป็นศูนย์กลางความสนใจก่อนที่จะหายไปจากพื้นที่ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจับมือกันผลักดันจะให้ขับเคลื่อนไปให้ได้ ข้อที่น่าสนใจก็คือ เป็นความร่วมมือของทั้งสภาผู้แทน ฯ และวุฒิสภา (บางส่วน) และสมาชิกฝ่ายค้านตกลงร่วมมือด้วย นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังตั้งอยู่บนฐานคติ (assumptions) หลายประการ ข้อที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นความเชื่อที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตอบโจทย์หลัก “เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง” โจทย์ย่อย ๆ ที่พรั่งพรูสืบเนื่องมาได้แก่“จะแก้ไขกี่มาตรา ?” “จะแก้ไขมาตราใดบ้าง ?”  สมมุติว่ารัฐธรรมนูญทั้งฉบับเปรียบเหมือนการขุดหรือถากเรือลำหนึ่ง ผลการถากไม้ไม่ได้เรือก็ตั้งเป้าใหม่ว่าได้ไม้พายเล่มหนึ่งก็ยังดี เอาเข้าจริงไม้พายก็ไม่เข้ารูปลงท้ายได้แต่ไม้จิ้มฟันมาหยิบมือหนึ่ง ก็ยังเดินหน้านำฐานคติเรื่องความสมานฉันท์มาอ้างว่าไม้จิ้มฟันที่ได้มาก็คือความสมานฉันท์แห่งชาติตามความเชื่อมั่นดั้งเดิม

 

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำท่าจะเชื่อสนิทใจว่าฐานคติที่ตั้งไว้เป็นความจริงอย่างไม่มีเคลือบแคลง จึงไม่มีทีท่าที่จะใส่ใจกับข้อท้วงติงของความเห็นตรงกันข้ามที่ว่า การแก้ไขตามแบบที่กำลังเดินหน้าอยู่นั้นไม่สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้ ตรงกันข้าม อาจจะทำให้ความแตกแยกยิ่งร้าวลึกหนักขึ้นอีก

 

ข้อท้วงติงดังกล่าวนี้ไม่ใช่อ้างขึ้นมาโดยปราศจากพื้นฐาน ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนจะลืมประวัติศาสตร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าเมื่อสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชเมื่อปี 2551 ก็มีความพยายามของฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้นจะแก้ไข แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะก็มีกระแสต่อต้านการแก้ไขจากความเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นไม่เห็นด้วย ปมสาเหตุหลักของเสียงคัดค้านอยู่ที่การตั้งข้อสงสัยในแรงจูงใจ (motives) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะทำไปเพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม เช่นเรื่องคดียุบพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ หรือคดีทุจริตบางคดี เป็นต้น  ยิ่งประจักษ์หลักฐานในความพยายามที่จะเร่งรีบ รวบรัด ตัดตอน กำหนดกรอบเวลาที่จำกัดจนผิดสังเกต ยิ่งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ในการแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนย่อยชัดเจนขึ้น ยิ่งชัดเจนขึ้นมากเท่าใด เสียงและพลังจากฝ่ายต่อต้านการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งรีบรวบรัดก็จะหนาแน่นขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

เมื่อการเมืองระดับชาติมีการสับขั้วเปลี่ยนข้าง รัฐบาลผสมของนายกอภิสิทธิ์ทำงานมาร่วมปีแล้ว แต่องค์ประกอบในสภาก็ยังคงเดิม เพราะเป็นสภาชุดเดียวกัน วิกฤติการณ์บ้านเมืองในมิติต่าง ๆ ยังมีอยู่ในกระแสสูง แม้จะระงับอาการได้ระดับหนึ่ง แต่รากเหง้าของความขัดแย้งยังคงอยู่ จะเห็นได้ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงจุดยืนเดิมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นหนักแน่นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในชาติ ความเคลื่อนไหวในการแก้ไขคงไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนจุดยืนไปแล้ว คำถามก็คือ ได้มีการประเมินสถานการณ์หรือไม่ ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ? ความสมานฉันท์มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ? รัฐมนตรีหลายคนที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ยังถูกประท้วงอย่างหนักอยู่ไม่ใช่หรือ ? ในขณะที่ในกรุงเทพเอง ก็มีการชุมนุมประท้วงขับไล่เกิดขึ้นเป็นระยะ จนต้องอาศัยการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ฯ หรือพรรคฝ่ายค้านเองก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วอะไรสเล่าเป็นตัวบ่งชี้ว่า ความสมานฉันท์ กำลังจะมาอีกไม่ช้านี้ ? 

 

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงด้านพฤติกรรมของคณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งขึ้นก็ยิ่งหนักใจ สถานภาพของกรรมการทีแต่งตั้งขึ้นไม่อาจมีฐานะเป็นกลไกหรือองค์กรเป็นทางการของสภา ฯ เป็นเพียงกรรมการที่ประธานรัฐสภาคือนายชัย ชิดชอบเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น เท่ากับเป็นกิจส่วนของประธานรัฐสภา ไม่ใช่ราชการของสถาบันสภา ฯ มีความพยายามอยู่เหมือนกันที่จะสร้างความชอบธรรม (legitimize) แก่ขบวนการนี้ เช่น การมอบหมายให้กลไกของสภาเช่นฝ่ายกฎหมายฯ เป็นผู้ยกร่างการแก้ไขแทนที่จะให้กรรมการสมานฉันท์ชุดเดิม หรือในตอนต้น  นายกอภิสิทธิ์ได้แสดงเจตนารมณ์แรงกล้าที่จะไม่ให้เป็นการแก้ไขอย่างรวบรัดเพื่อประโยชน์ส่วนย่อยตามสไตล์เดิม ตรงกันข้าม ต้องการให้เป้นปฏิบัติการที่เปิดกว้าง โปร่งใสและต้อนรับข้อเสนอและความเห็นที่หลากหลาย เช่นดำริจะให้สถาบันพระปกเกล้าฯ เป็นเจ้าภาพ โดยหวังจะสร้างกติกาของบ้านเมืองที่ยั่งยืนและจีรังและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ความพยายามไม่เป็นผล เพราะไม่สามารถจะต้านกระแสความเห็นของกรรมการส่วนใหญ่ ที่ต้องการจะประยุกต์หลักนิติศาสตร์ตามแนวตัวแทน (representative) อย่างเคร่งครัดว่าสมาชิกสภาเป็นผู้แทนของประชาชน และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ระบุอำนาจและกรรมวิธีแก้ไขไว้แล้ว  เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่บรรดานักการเมืองพร้อมใจกันไม่ให้น้ำหนัก (overlook) ต่อมิติหรือประเด็นทางการเมือง (หรือรัฐศาสตร์) ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าประเด็นนี้เคยอยู่ในกระแสการต่อต้านและคัดค้านอย่างรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้เอง และสภาวะนั้นก็ยังไม่สิ้นสุด  นักการเมืองเหล่านี้พร้อมใจสวมวิญญาณเป็นนักกฎหมายกันพร้อมหน้า ใช้กลยุทธแบบนิติวิธี (legal approach) ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยให้น้ำหนักแก่เนื้อหาอันเป็นที่คับข้องใจและใกล้ตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองมากที่สุด

 

โจทย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงตั้งตามมุมมองของ ส.ส. และพรรคการเมืองที่ ส.ส. สังกัด อาทิ “กำหนดเขตเลือกตั้งอย่างไรจึงจะหาเสียงเพื่อรับเลือกตั้งได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ?” (แทนที่จะเป็น “กำหนดเขตเลือกตั้งอย่างไรจึงจะให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากที่สุด และให้เสียงจากการจัดตั้งมีอิทธิพลน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ?”  หรือโจทย์ “เขียนกฎหมายอย่างไรไม่ให้มีบทบัญญัติให้พรรคการเมืองถูกยุบ ? ”  (แทนที่จะเป็นโจทย์ “ทำอย่างไรจึงจะให้พรรคการเมืองรับผิดชอบในการกำกับดูแลการหาเสียงเลือกตั้งของ ส.ส. ในสังกัดให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ?” ) หรือโจทย์เมื่อเกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐบาลขึ้นมา “ทำอย่างไรจะบริหารนโยบายต่างประเทศได้สะดวก ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องมีการตรวจสอบจากสภา ?” (แทนที่จะเป็นโจทย์ “ทำอย่างไรจะให้สถาบันรัฐสภามีบทบาทในการกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ส่วนย่อยหรือส่วนธุรกิจ ?”)  หรือโจทย์ “ทำอย่างไรจะให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งร่วมลงมติสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้น ?” (แทนที่จะเป็นโจทย์ “ทำอย่างไรจะให้การเลือกตั้งมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้ ส.ส. และ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แทนที่จะมี ส.ส.หรือ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งเหมือนกับ ส.ส.ประเภท 2 เมื่อ 60 – 70 ปีมาแล้ว ?”)

 

สำหรับระบบการเมืองที่เพิ่งผ่านการแยกข้างแบ่งขั้วและเผชิญหน้ากันมาอย่างร้อนแรงและยังไม่ผ่านพ้นไป ผู้ที่เข้าใจโลกย่อมตระหนักว่าการสร้างความสมานฉันท์หรือความปรองดองให้เกิดขึ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือหากจะเป็นไปได้ก็โดยยากยิ่ง จะให้เป็นไปได้ย่อมต้องใช้เวลา ความทุ่มเท น้ำใสใจจริง ( candor) ตลอดจนยุทธศาสตร์ที่จริงจังและประณีต (sophisticated) มากกว่าการจัดตั้งให้ร้องเพลงชาติ ยิ่งกว่านั้น การร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่ของชาติเกินกว่าที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือ (tool) ทดลองให้ภาคส่วนที่มีอริกันอยู่นั้นร่างกันดู ตกลงกันได้หรือแสวงหาจุดร่วม (common ground) กันได้เพียงใดก็เอาแค่นั้น เพราะจุดร่วมของภาคส่วนที่แตกต่างหรือแตกแยกกันสูง กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสาธารณชนคนดูอย่างกว้างขวางต่างลงความเห็นตรงกันว่าประเด็นที่แก้ไขไม่กี่มาตรานั้นเป็นการแก้ไขที่นักการเมืองทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันที่มีประโยชน์ส่วนย่อยแอบแฝง (vested interest) ไม่ได้ครอบคลุมประเด็นที่เป็นหลักการขั้นพื้นฐาน หรือประโยชน์สาธารณะของส่วนรวมในการแก้ไขครั้งนี้

 

 

รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของคนไทยทุกคน หากประสงค์จะให้การแก้ไขหรือการร่างรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นในชาติ ไม่ว่ารัฐบาลหรือสมาชิกรัฐสภาต้องแสดงความใจกว้างสร้างระบบเปิดในการร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนไทยนอกรัฐสภาเข้ามีส่วนร่วมคิดร่วมสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้น ทำนองเดียวกับประเพณีบรรทัดฐานของการตั้ง สสร. สนามม้าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือ สสร. ที่จัดตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา อันไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของความคิดอย่างคับแคบแอบแฝงว่า “(ก) กฎหมายให้อำนาจเราแล้ว (ข) โดยนิตินัย เราเป็นตัวแทนของราษฎรแล้ว ย่อมคิดแทนทำแทนโดยพฤตินัยได้” ความคิดทำนองนี้เองที่เป็นต้นตอนำไปสู่ผลลัพท์ของการละทิ้งการมองปรากฎการณ์แบบภาพกว้างหรือองค์รวมนอกจากนั้น ประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง (structural) หรือระดับขื่อแปของบ้านเมืองก็ทิ้งไว้ ใช้ของเดิมไปก่อน จำกัดประเด็นที่ลงรอยให้แก้ไขกันได้เหลือเพียงหยิบมีอ  ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย (trivia)  และล้วนเป็นเรื่องที่หนักไปในด้านประโยชน์ส่วนย่อย (particular interest) ของนักการเมือง

 

มิจฉาทิษฐิขั้นที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นก็คือการสร้างมายาภาพขึ้นว่า ประเด็นแก้ไขปลีกย่อยและรับใช้ประโยชน์ส่วนย่อยเหล่านั้นคือ “ความสมานฉันท์หรือความปรองดองแห่งชาติ”  โดยพยายามนำมาตรการเสาหลัก “ประชามติ” มาใช้  ไม่ผิดอะไรกับการนำมงกุฎมาสวมหุ่นไล่กา

 

อาจจะเป็นเจตนาดีที่พยายามอย่างจริงจังเพื่อดึงฝ่ายต่าง ๆ ที่ผ่านการโรมรันพันตูอย่างดุเดือดมานั่งบนโต๊ะเจรจา และพยายามจะแสดงให้เห็นว่ายังสื่อสารกันโดยสันติวิธีได้ แต่รัฐธรรมนูญของประเทศเป็น agenda ที่เป็นรากฐานที่สำคัญเกินกว่าที่จะนำมาใช้เป็นหนูทดลองของกลไกการสมานฉันท์ที่เพิ่งก่อตัวและพัฒนาขึ้นในระดับเพียงหัดเดิน  ปัญหาของบ้านเมืองที่จะหาทางออกโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้อยู่ที่โจทย์หรือเนื้อหาที่กลุ่มแตกแยก (controversial) เหล่านี้ตกลงกันได้ ผลลัพท์ที่ได้ก็ไม่ต่างกับจุดตัดหรือทางแยก (intersection) ของถนนสายยาวหลายสาย ซึ่งมีปริมณฑล ความสลักสำคัญ ความศักดิ์สิทธิ์หรืออุดมการณ์สนับสนุนน้อยเต็มที เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาหรือผิวจราจรส่วนใหญ่ของถนนส่วนที่ไม่ได้ตัดกัน ตรงกันข้าม ปัญหาของชาติอยู่ที่เนื้อหาหรือพื้นที่ส่วนที่กลุ่มเหล่านี้ตกลงกันไม่ได้ต่างหาก

 

ถ้าไม่เข้าข้างตัวเอง ก็น่าจะมองเห็นหรือยอมรับว่าขีดความสามารถหรือผลงาน (performance) ของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสามฝ่ายของรัฐสภานั้นมาถึงทางตันแล้วและกลไกนี้ไม่สามารถจะแบกน้ำหนักภารกิจการสร้างความสมานฉันท์ของชาติได้ ฉะนั้น หากจะยังผลักดันให้เดินหน้าหรือลงทุนทำประชามติต่อไป ผลลัพท์ที่รออยู่ไม่แคล้วจะเป็นความสิ้นเปลือง ความสูญเปล่า (wastes) สมทบด้วยการตอกลิ่มรอยร้าวระหว่างกลุ่มที่เผชิญหน้ากันอยู่ให้ลึกลงไปอีก

 

หากรัฐบาลและรัฐสภากลับมายอมรับความจริงว่า ภารกิจการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ หนักและจริงจัง (serious) เกินกว่าที่กลไกของรัฐสภาจะแบกต่อไป แล้วหันมาออกแบบกลไกร่างรัฐธรรมนูญแบบ ส.ส.ร. ที่เป็นระบบเปิด มีฐานกว้าง (broad based) โปร่งใสและเปิดโอกาสให้องคาพยพต่าง ๆ ของสังคมไทยเข้ามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง กลไกที่ตั้งอยู่บนฐานของประชาชนที่กว้างขวางขนาดนั้น อาจจะเปิดทางให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมมีเรื่องที่สร้างสรรค์(constructive) เต็มสมองและเต็มมือเพื่ออภิปรายถกเถียงในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อลงประชามติในบั้นปลาย ยุทธศาสตร์การสร้างชาติที่จริงจังที่มีส่วนร่วมของมวสลชนอย่างกว้างขวาง (massive) เช่นนี้ น่าจะมีพลังคานกระแสความคิดแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าความคิดที่จะอนุรักษ์รัฐธรรมนูญไม่ยอมให้แก้ไข หรือความคิดที่จะแก้ไขแบบถอยหลังหรือยูเทิร์นกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าก่อนหน้าฉบับนี้

โดย ปฐม_มณีโรจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net