วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฏศิลป์ไทย ๑ ว่าด้วย นาฏศิลป์ภาคเหนือ


 ฟ้อนเทียน

   ที่มาของภาพ   :   หนังสือวิพิธทัศนา, สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๕๒)

                         นาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือ

                                     ฟ้อนเทียน

         ฟ้อนเทียน   เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะศิลปะที่อ่อนช้อยงดงาม   ลักษณะการแสดงไม่ต่างจากการแสดงฟ้อนเล็บ  ถ้าเป็นการแสดงฟ้อนเทียน  นิยมแสดงในเวลากลางคืนเพื่อเน้นความสวยงามของแสงเทียนระยิบระยับสว่างไสว จุดเด่นของการแสดงชนิดนี้ จึงอยู่ที่แสงเทียนที่ผู้แสดงถือในมือข้างละ ๑ เล่ม   เข้าใจว่าการฟ้อนเทียนนี้แต่เดิมคงจะใช้เป็นการแสดงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์     เพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้าที่เคารพนับถือในงานพระราชพิธีหลวง ตามแบบฉบับล้านนาของทางภาคเหนือของไทย   ผู้ฟ้อนมักใช้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น ในสมัยปัจจุบันการแสดงชุดนี้จึงไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจะสังเกตเห็นว่าความสวยงามของการฟ้อนอยู่ที่การบิดข้อมือที่ถือเทียนอยู่  แสงวับๆ แวมๆ จากแสงเทียนจึงเคลื่อนไหวไปกับความอ่อนช้อยลีลา และลักษณะของเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบนับเป็นศิลปะที่น่าดูอย่างยิ่งแบบหนึ่ง           

         ผู้แสดง หญิงล้วน ใช้รำเป็นคู่  จะเป็น คู่  คู่  คู่  คู่  คู่  หรือมากกว่านี้ก็ได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่          

            เครื่องดนตรี    ได้แก่  กลองแอว  ปี่  แน  ฉาบใหญ่  ฆ้องวงใหญ่  และตะหลดปด

         การแต่งกาย          ใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน นิยมแสดงหมู่คราวละหลายคน โดยจำนวนคนเป็นเลขคู่ เช่น ๘ หรือ ๑๐ คน    แล้วแต่ความยิ่งใหญ่ของงานนั้น   และความจำกัดของสถานที่  โดยผู้แสดงแต่งกายแบบฟ้อนเล็บ คือ การสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นมีเชิงกรอมเท้า มุ่นผมมวย มีอุบะห้อยข้างศีรษะ ในมือเป็นสัญลักษณ์  คือ  ถือเทียน  เล่ม   การแต่งกายของฟ้อนเทียนนี้  ปัจจุบันแต่งได้อีกหลายแบบ  คืออาจสวมเสื้อในรัดอก ใส่เสื้อลูกไม้ทับแต่อย่างอื่นคงเดิม  และอีกแบบคือสวมเสื้อรัดอก  แต่มีผ้าสไบเป็นผ้าทอลายพาดไหล่อย่างสวยงาม  แต่ยังคงนุ่งซิ่นกรอมเท้าและมุ่นผมมวย  มีอุบะห้อยศีรษะ

         โอกาสที่แสดง   ในงานพระราชพิธี   หรือวันสำคัญทางศาสนา  ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติ   และในงานประเพณีสำคัญตามแบบฉบับของชาวล้านนา    

                                   ฟ้อนเงี้ยว

  ที่มาของภาพ  :  หนังสือวิพิธทัศนา,  สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๔๖)

                                  ฟ้อนเงี้ยว

ฟ้อนเงี้ยว  เป็นการฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนของเงี้ยวหรือไทยใหญ่  ประกอบด้วย  ช่างฟ้อนหญิงชายหลายคู่  แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองไทยใหญ่  การฟ้อนเงี้ยวเหมาะสำหรับผู้ชาย แต่ต่อมาเพื่อให้เกิดความสวยงาม   จึงมีการใช้ผู้หญิงล้วน   หรือใช้ทั้งชายและหญิงแสดงเป็นคู่ๆ  มีลีลาการฟ้อนที่แปลกแตกต่างไปจากฟ้อนเล็บ  ฟ้อนเทียน 

การแต่งกาย  จะเลียนแบบการแต่งกายของชาวไทยใหญ่ โดยมีการดัดแปลงเครื่องแต่งกายออกไปบ้าง   โดยใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก  นุ่งโสร่งสั้นเพียงเข่า  หรือกางเกงขากว้างๆ   หรือบ้างก็นุ่งโสร่งเป็นแบบโจงกระเบนก็มี ใช้ผ้าโพกศีรษะ มีผ้าคาดเอว ใส่เครื่องประดับ เช่น กำไลมือ กำไลเท้า  สร้อยคอ และใส่ตุ้มหู

โอกาสที่ใช้แสดง      แสดงในงานรื่นเริงทั่วไป

                               กลองสะบัดชัย

      ที่มาของภาพ :  หนังสือวิพิธทัศนา, สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๖๘)

                     กลองสะบัดชัย

 

เป็นกลองพื้นเมืองเหนือที่มีประเพณีนิยมการสร้างกลองประจำเมือง  เรียกว่า “กลองอุ่นเมือง” เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง  ต่อมานิยมสร้างไว้ประจำวัด  เรียกว่า  กลองบูชา  กลองสะบัดชัย  คงจะเป็นกลองที่ดัดแปลงมาภายหลัง   เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกจึงมีขนาดเล็กลง    และสามารถแบกหามไปในที่ที่ต้องการได้   การตีกลองสะบัดชัยผู้เล่นต้องออกลีลาท่าทางประกอบด้วย   จึงจะเกิดความสนุกสนานเร้าใจ   ปัจจุบันนิยมใช้ในงานแห่ขบวนต่างๆ

                                    ฟ้อนเล็บ

                    ที่มาของภาพ  :  อัษฎา  จรัญชล

 

                            ฟ้อนเล็บ

 

ฟ้อนเล็บ  เป็นการฟ้อนชนิดหนึ่งของชาวไทยในภาคเหนือ   ผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาว  ลีลาท่ารำของฟ้อนเล็บคล้ายกับฟ้อนเทียน  ต่างกันที่ฟ้อนเทียนมือทั้งสองถือเทียน  ตามแบบฉบับของการฟ้อน นางลมุล   ยมะคุปต์     ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย    ได้นำลีลาท่าฟ้อนอันเป็นแบบแผนมาจากคุ้มเจ้าหลวงมาฝึกสอน  จัดเป็นชุดการแสดงที่น่าชมอีกชุดหนึ่ง

 

            การแต่งกาย    นิยมใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วนๆ  นุ่งซิ่นมีเชิงที่ชายผ้า  สวมเสื้อแขนกระบอก    มีสไบเจียรบาดพาดไหล่ห่มทับเสื้อ  ผู้แสดงแต่งหน้าสดสวย  ยังมีการเกล้าผมมุ่นมวยแล้วใช้ดอกไม้ห้อยเป็นอุบะระย้าข้างศีรษะ

 

            ท่ารำ    มีการแบ่งท่ารำออกเป็น  ชุด  คือ

 

ชุดที่  ประกอบด้วยท่า จีบหลัง (ยูงฟ้อนหาง) บังพระสุริยา วันทา บัวบาน กังหันร่อน

 

ชุดที่  ประกอบด้วยท่า  จีบหลัง  ตระเวนเวหา  รำกระบี่สี่ท่า  พระรถโยนสาร ผาลาเพียงไหล่   บัวชูฝัก             กังหันร่อน

 

        ชุดที่    ประกอบด้วยท่า จีบหลัง พรหมสี่หน้า  พิสมัยเรียงหมอน  กังหันร่อน

 

        ชุดที่   ประกอบด้วยท่า จีบหลัง  พรหมสี่หน้า  พิสมัยเรียงหมอนแปลง  ตากปีก

 

             โอกาสที่ใช้    ใช้แสดงในวันสำคัญ  เช่น ต้อนรับแขกเมืองต่างชาติ  หรือในงานประเพณี 

โดย ครูอัษ

 

กลับไปที่ www.oknation.net